พระเครื่อง

หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ พระพุทธรูปสำคัญ แห่ง วัดตูม พระนเรศวร เคยชุบพระแสง

รู้จัก พระพุทธรูป ที่มี ความเชื่อ กันว่า มี ความศักดิ์สิทธิ์ และ มีน้ำผุด ขึ้นในพระเศียร นาม หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์

หากพูดถึงตัวเมือง พระนครศรีอยุธยา กรุงเก่าของบ้านเรา นั้น มีวัดเก่าอารามโบราณมากมาย ถือเป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่า นอกเหนือจากนั้น ด้วยความเป็นวัดโบราณ ย่อมมีทั้ง เรื่องราว ทางประวัติศาสตร์ และ ความเชื่อ ในพุทธคุณ ความศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในวัดโบราณ ที่จะกล่าวถึงในครั้งนี้ คือ วัดตูม ซึ่งทหาร และประชาชนทั่วไปนั้น ให้ความเคารพศรัทธา ใน พระพุทธรูป สำคัญประจำวัด นั่นคือ หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ และเรื่องราว น้ำผุดในพระเกศ

สำหรับ วัดตูม นั้น  เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งอยู่ริมคลอง วัดตูมและริมถนนอยุธยา-อ่างทอง วัดนี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างและสร้างตั้งแต่เมื่อไร ทราบกันแต่เพียงว่าเป็นวัดโบราณมาตั้งแต่ครั้งเมืองอโยธยา ก่อนที่จะตั้ง กรุงศรีอยุธยา เป็นราชธานี  มีการสันนิษฐานว่า วัดนี้คงเป็นวัดร้างมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคราวเสียกรุงใน พ.ศ.2310 หรืออาจจะร้างมาก่อนหน้านั้น โดยที่เป็นวัดอยู่นอกเกาะเมือง เมื่อข้าศึกเข้าล้อมกรุง ผู้คนพากันอพยพหลบหนีกันหมด แม้พระสงฆ์องค์เจ้าก็ยังอยู่ไม่ได้ จึงร้างมาตั้งแต่ครั้งนั้น  พอมาถึงยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้มีผู้ปฏิสังขรณ์ขึ้นอีกและเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จําพรรษาจนทุกวันนี้

พระอุโบสถ วัดตูม
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จฯ ไปทรงบําเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดตูม หลายครั้ง


ทำให้ วัดตูม กลายเป็นเป็นวัดที่สําคัญวัดหนึ่ง กรมศิลปากร จึงประกาศเป็นโบราณสถาน เมื่อ พ.ศ.2478 มีสิ่งที่สําคัญในวัดเฉพาะที่เป็นปูชนียวัตถุ คือ 1.พระอุโบสถใหญ่ มีทางเข้าออกหน้า-หลัง หน้าบันเป็นเทพนม 2.พระประธานในพระอุโบสถ เป็น พระพุทธรูป ปูนปั้นปิดทองปางมารวิชัย จํานวน 3 องค์ และ 3. พระพุทธรูป สัมฤทธิ์ทรงเครื่องปางมารวิชัย ที่เรียกกันว่า หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 87 ซม. สูง 150 ซม.

หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์

พระพุทธรูป องค์นี้สร้างแต่สมัยใดไม่มีตํานานปรากฏ เดิมเคยประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถแถวหน้าพระประธาน สันนิษฐานคงจะมีมาแต่ดั้งเดิมสมัยที่กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งสุดท้าย วัดนี้ได้รอดพ้นจากการทําลายล้างผลาญของข้าศึกอย่างน่าอัศจรรย์ นับเป็น พระพุทธรูป สําคัญอีกองค์หนึ่งในสมัย กรุงศรีอยุธยา ที่ยังคงอยู่ในสภาพบริบูรณ์มาจนถึงปัจจุบันนี้

หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์

หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์ เป็น พระพุทธรูป ที่มีลักษณะงดงามองค์หนึ่งมาก องค์พระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิราชาอธิวาส สวมมงกุฎ มีกุณฑลทับทรวง สังวาลพาหุรัด ประดับด้วยเนาวรัตน์ ประทับนั่งขัดสมาธิ  พระพุทธรูป องค์นี้มีลักษณะแปลกประหลาดกว่า พระพุทธรูป องค์อื่นใดในประเทศไทย คือ พระเศียรตอนเหนือพระนลาฏเปิดออกได้ และ พระเกศมาลาถอดได้ เมื่อปิดไว้ตามเดิมแล้วจะแนบสนิทเกือบเป็นชิ้นส่วนเดียวกัน ไม่ปรากฏร่องรอยเลย 


ภายในพระเศียรเป็นบ่อกว้างลึกลงไปเกือบถึงพระศอ มีนํ้าไหลซึมออกมาตลอดเวลา เหมือนหยาดเหงื่อ เป็นนํ้าใสเย็น บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน สามารถรับประทานได้ โดยปราศจากอันตรายใดๆ และไม่ขาดแห้ง   ปรากฏเป็นอัศจรรย์อยู่เช่นนี้ตลอดมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว แม้จะตักออกมาแล้วใช้สําลีชุบหรือเช็ดให้แห้งหายไปสักกี่ครั้งก็ตาม นํ้านั้นก็กลับมีขึ้นมาอีก

หลวงพ่อทองสุขสัมฤทธิ์

สาเหตุที่เป็นเช่นนี้มีความเชื่อกันว่า พระเศียรของ พระพุทธรูป องค์นี้ทำขึ้นจากโลหะอาถรรพณ์หลายชนิด ที่มีธาตุกายสิทธิ์ คือเหล็กไหลชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่าเหล็กไหลเปียก มาหล่อหลอมรวมไว้ด้วย ซึ่งเหล็กไหลชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษ คือ สามารถดูดความชื้นในอากาศให้มารวมตัวกันจนกลายเป็นหยดน้ำได้ ชาวบ้านพากันนับถือนํ้าในพระเศียรของ พระพุทธรูป องค์นี้ว่าเป็นนํ้าศักดิ์สิทธิ์ เกิดขึ้นด้วยอํานาจอภินิหารและบารมี สามารถบําบัดและรักษาสรรพโรคภัยไข้เจ็บ และบรรเทาทุกข์ร้อน ให้ความสุขความร่มเย็นได้ ต่างพากันเคารพนับถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และประกอบด้วยอภินิหาร ทําให้ พระพุทธรูป องค์นี้มีกิตติศัพท์เลื่องลือไปทั่วเมืองไทย จึงมีสาธุชนพากันเดินทางมานมัสการขอพึ่งบารมีท่าน ทั้งขอพร ขอนํ้ามนต์ และโชคลาภกันมิได้ขาด


เรื่องราวเล่าขาน ประวัติศาสตร์นอกตำรา ได้มีการระบุกันไว้ว่า น้ำในพระเศียรของ พระพุทธรูป องค์นี้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เคยใช้ในพิธีชุบพระแสงและเครื่องศัตราวุธในการออกรบ โดยนำมารวมกับน้ำในบ่อพระพุทธมนต์ วัดพระพายหลวง บ่อพระร่วง เมืองเก่าสุโขทัย ข่าวการพบน้ำในพระเศียรของ พระพุทธรูป เป็นที่เลื่องลือกันจนเป็นประวัติการณ์ เกิดขึ้นในสมัยที่ พระอธิการชุ่ม เป็นเจ้าอาวาส ได้มีนายคง ชาวอำเภอบางบาล เป็นคนวิกลจริต ผ้าผ่อนไม่นุ่งเหมือนชีเปลือย ได้ซัดเซพเนจรเข้ามาอาศัยอยู่ในวัดนี้เป็นเวลาช้านาน

ว่ากันว่า วันหนึ่งนายคงได้เข้าไปในพระอุโบสถแล้วปีนขึ้นไปบนฐานชุกชี เอามือจับยอดพระเศียรโยกคลอนไปมา จนยอดพระเศียรหลุดออกมา เห็นภายในพระเศียรเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำ นายคงจึงเอามือวักน้ำขึ้นมาดื่มกินด้วยความหิวกระหาย  จากการดื่มน้ำในพระเศียรนั่นเองทำให้นายคงหายวิกลจริตทันที มองเห็นสภาพตนเองก็นึกสมเพช จึงไปหาพระสงฆ์ในวัดเพื่อขอผ้านุ่ง พร้อมกับเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟัง  เมื่อความทราบถึงท่านเจ้าอาวาส ซึ่งท่านรู้จักบ้านของนายคงดี จึงเรียกมาสอบถาม นายคงสามารถตอบตามคำที่ถูกถามได้ทุกถ้อยความ แสดงว่านายคงได้หายจากอาการวิกลจริตแล้ว ที่สำคัญคือทำให้ทราบกันว่ายอดพระเศียรของ พระพุทธรูป องค์นี้เปิดออกได้และมีน้ำศักดิ์สิทธิ์บรรจุอยู่ภายในพระเศียรท่านด้วย จึงเกิดเป็นข่าวใหญ่เลื่องลือไปทั่ว เป็นเหตุให้ชาวบ้านเกิดความเชื่อมั่นเลื่อมใสศรัทธา พากันมาสักการะมิได้ขาด

เพื่อไม่พลาด ข่าวสารต่างๆ คมชัดลึก ไปที่
Website -  www.komchadluek.net
Facebook - https://www.facebook.com/komchadluek

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ข่าวยอดนิยม