พระเครื่อง

พึ่งตนพึ่งธรรม - ขอกราบไหว้ "ความดี" ที่ไม่สูญ

พึ่งตนพึ่งธรรม - ขอกราบไหว้ "ความดี" ที่ไม่สูญ

23 มี.ค. 2553

พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา เดินทางยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. เพื่อขอความเป็นธรรม กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้าย โดยมี พ.ต.ท.ปรีชา สิทธิกิจ รองผกก.กองร้องทุกข์ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ มารั

 ๑๒ มีนาคม ๕๓ ผมทราบข่าวการตายของท่าน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา, ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งเชื่อว่าป่านนี้สื่อต่างๆ คงรายงานกันทั่วราชอาณาจักรไทยเรียบร้อยแล้ว สำหรับผมถือว่านั่นเป็นการตายอย่างมีเกียรติ ผมนับท่านเป็นรัฐบุรุษคนหนึ่งเลยก็ว่าได้

 เมื่อผมติดตามดูภาพข่าวย้อนหลังของผู้กำกับท่านนี้จากแฟ้มข่าว ตอนที่ท่านเข้ามายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับการแต่งตั้งโยกย้ายราชการตำรวจ ที่ท่านไม่ได้รับความเป็นธรรม ตอนนั้นก็ราวเกือบ ๑ เดือนก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตด้วยระเบิด ผมเห็นภาพชีวิตอันทรงคุณค่าภาพหนึ่งซึ่งสะท้อนภาพของ “คนทำงานที่ซื่อสัตย์” ได้เป็นอย่างดี ผมเห็น...

 “น้ำตาลูกผู้ชาย”
 แม้จะไม่ได้รินหลั่ง แต่ก็คลอเบ้า หยดน้ำตาที่กล้องพยายามจับภาพโฟกัสชัดเจนไปที่ดวงตาของท่าน มันบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดของลูกผู้ชายคนนี้ได้เป็นอย่างดี ที่ได้รับใช้ข้าราชการไทยอย่างเต็มกำลัง แต่ก็เป็นอย่างเคย ก็อย่างที่เราเข้าใจกันในระบบสยามประเทศของเรานั่นแหละครับ ท่านไร้เส้นสาย ไร้เงินตรา จึงไม่สมปรารถนาในเรื่องการขอย้ายกลับไปอยู่ในพื้นที่บ้านเกิดของตัวเอง กับอีกแค่ ๑ ปีสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ (ตามข่าว) สิ่งที่ท่านได้รับทราบ “ความอกหักจากคำร้องขอครั้งสุดท้าย” ครั้งนี้จากผู้บังคับบัญชาของท่านว่า …

 “ยังมีนายบางคน ต้องการเงินมากกว่าคนทำงาน”
 ผู้การกระดูกเหล็ก จึงให้สัมภาษณ์ทั้งน้ำตาคลอเบ้าในวันนั้นว่า ... ผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจกลับมองไม่เห็นหัว คงอยากจะทำเรื่องพระราชทานยศ พ.ต.อ. ให้ผมตอนตาย... ผมดูใบประกาศเกียรติคุณและโล่ต่างๆ แล้ว อยากจะขนเอาไปเผาทิ้งหน้าโรงพักให้รู้แล้วรู้รอดไป

 นี่หรือครับ ผลจากการทำงานด้วยหลักธรรม “อิทธิบาท ๔” อย่างเต็มกระบวน ไม่ว่าจะเป็น
 ๑.ฉันทะ (ความรักในงาน/ไม่รักคงไม่อยู่ชายแดนใต้มาร่วม ๔๐ ปีหรอก)
 ๒.วิริยะ (ความพยายามที่ท่านได้ทุมเทเต็มกำลัง)
 ๓.จิตตะ (ความใส่ใจจดจ่อในงานด้วยปฏิภาณไหวพริบอย่างชาญฉลาด) และ
 ๔.วิมังสา (การวิเคราะห์ ทบทวนกลยุทธ์ แก้ไขสถาณการณ์ อยู่รอดมาได้ทั้งที่เคยปะทะผู้ร้ายเกือบร้อยครั้ง, วิสามัญ ๒๒ ราย, ตัวเองได้รับบาดเจ็บ ๘-๙ ครั้ง)

 ... แต่แล้วไย สังคมไทย ราชการไทย หลงลืม “นักสู้แห่งเทือกเขาบูโด” คนสงขลาคนนี้ได้ลงคอ คนดีๆ ที่ทำงานอุทิศเพื่อผู้อื่นหรือเพื่อส่วนรวม จึงพากันทยอยท้อถอยใจบ้าง หรือไม่ก็กดดัน (Depress) และหมดหวังจากระบบจนต้องสละชีพแบบ พี่สืบ นาคะเสถียร ผู้รักษ์ป่าบ้าง (ต้องให้ตายก่อน จึงเพิ่งเห็นคุณค่า สร้างอนุสาวรีย์ให้) หรือโชคร้ายถูกระเบิดตายในหน้าที่อย่างท่านผู้กำกับคนนี้บ้าง แม้จะเคยมีฉายาว่า จ่าเพียรขาเหล็ก ก็ตาม แต่แรงระเบิดก็ทำให้ขาทั้งสองข้างของท่านขาดทันที ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา และแล้วท่านวีรบุรุษก็ได้ทำนายไว้อย่างแม่นยำ ยิ่งกว่าหมอดูฟันธงทั้งหลายแหล่ว่า…

 “พวกเขาคงอยากจะทำเรื่องพระราชทานยศ พ.ต.อ.ให้ตอนที่ผมตายแล้ว!!!”

  ผมขออนุญาตให้พื้นที่คอลัมน์นี้ กราบไหว้ “ความดี” ที่ไม่สูญเปล่า มันน่าทึ่งที่ท่านได้ใช้ธรรมะ “อิทธิบาท ๔” อันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้อย่างแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตและจิตวิญญาณของท่านเลย

 ไม่สูญเปล่าหรอกครับ เพราะมันได้พิสูจน์ให้สังคมไทยได้เห็นว่า ยังมีคนดีๆ อยู่อีกมากมายในสังคมเรา ทำให้ผมไม่ท้อใจในการทำความดี ทำด้วยอิทธิบาท ๔ และอิทธิบาทธรรมนี้ มิได้หวังผลตอบแทนแต่อย่างใด แม้จะเหมือนเป็นการปิดทองที่ก้นพระ (ติดทองที่หลังพระยังมีคนมองเห็น) แต่พวกเราก็ยังพึงพอใจที่จะทำความดีต่อไป ดังพุทธพจน์ที่ว่า ...

 “คนดี...ทำดีนั้นง่าย แต่ คนชั่ว...ทำดีนั้นยาก

 คนชั่ว...ทำชั่วนั้นง่ายแต่ คนดี...ทำชั่วนั้นแสนยาก" (ยากที่สุดเลยใน ๔ กรณีนี้)

 ผู้กำกับกระดูกเหล็กท่านนี้ จึงทำความดีโดยสัญชาตญาณของการเป็นคนดี, ทำดีด้วยหลักธรรมแห่งอิทธิบาท ๔ ที่ไม่สูญเปล่า, ทำดีกันทั้งชีวิตแม้จะมองไม่เห็นอนาคต เสมือนพระมหาชนกที่แหวกว่ายอยู่กลางทะเลถึง ๗ วัน ๗ คืน แม้มองไม่เห็นฝั่ง ก็ต้องทำความพยายาม แม้จะตายก็ตายด้วยความภาคภูมิใจ เพราะได้ทำกิจแห่งลูกผู้ชาย มิได้ติดค้างใครผู้ใดเลย

 ขอน้อมนำเรื่องของท่าน ผ่านปลายปากกา เพื่อเป็นกำลังใจให้คนไทยใช้หลักอิทธิบาท ๔ ในการทำความดีกันต่อไป บุญกุศลใดเกิดขึ้นจากจิตอันบริสุทธิ์ของผู้อ่านทุกท่าน อุทิศให้ท่านผู้กำกับ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กล้าหาญท่านนี้ด้วยเทอญ

"พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา"

"}])