
พล.ต.ท.วีระยุทธ สิทธิมาลิก พ่อแม่ คือ พระองค์แรกขลังที่สุดในโลก
ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในพื้นที่ภาคใต้มาอย่างยาวนาน จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ พล.ต.ท.วีระยุทธ สิทธิมาลิก สามารถผงาดขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๙ คนล่าสุด เพราะมีผลงานมากมาย จนเป็นที่ยอมรับ และประจักษ์ในวงกว้างแล้ว ชื่อของ เดอะเต๋า ยังเป็น
ย้อนไปเมื่อ ๓๐ ก่อน หาก พล.ต.ท.วีระยุทธ ไม่ตัดสินใจเลือกสวมเครื่องแบบนายตำรวจหลังสอบนักเรียนเตรียมทหารได้เป็นอันดับ ๑ ของประเทศ เวลานี้คงมีชื่อของ “เดอะเต๋า” อยู่ในแวดวงดนตรีไปแล้วอย่างแน่นอน เพราะก่อนหน้านั้น สมัยวัยรุ่น เขาเคยเป็นมือกลอง และเล่นร่วมกับ วิชัย บุญชัยยันต์ แห่งวงพิงค์แพนเตอร์ ในยุคนั้น
ขณะเดียวกัน ยังรู้จักและมักคุ้นกันทางดนตรีกับ “เต๋อ" เรวัติ พุทธินันทน์ อีกด้วย ที่สำคัญไปยิ่งกว่านั้น คือ พล.ต.ท.วีระยุทธ มีวงดนตรีที่ชื่อ “ลัคกี้เซเว่น” ซึ่งตระเวนเล่นในบาร์อเมริกัน ย่านสะพานควาย จนเป็นที่กล่าวขวัญอย่างมาก และยังมี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน เป็นสมาชิกร่วมก๊วนในฐานะรุ่นพี่คนสำคัญ ในเวลานั้น ที่ร่วมกันผลักดันวงดนตรีด้วยกัน กระทั่งทุกคนตัดสินใจ เดินตามเส้นทาง เพื่อสวมเครื่องแบบที่ทุกคนใฝ่ฝัน อาชีพนักดนตรีจึงยุติลง
"จะไม่ทำให้อาชีพที่รักได้รับความมัวหมอง และตั้งใจจะสร้างทัศนคติที่ดีในสายตาประชาชน และทลายความรู้สึกเก่าๆ ที่สังคมมองภาพผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ในแง่ลบ ให้ได้มากที่สุด" นี่เป็นคำปฏิญาณที่ พล.ต.ท.วีระยุทธ ปฏิญาณไว้ตลอดชีวิต ที่ได้สวมเครื่องแบบตำรวจอันทรงเกียรติ เมื่อครั้งเริ่มทำงานในวันแรก
การขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๙ พล.ต.ท.วีระยุทธ บอกว่า มีเหตุปัจจัยหลายส่วนประกอบกัน ส่วนหนึ่งเกิดจากผลงานที่มุ่งมั่นต่อการทำงานในฐานะตำรวจมาตลอด ไม่ว่าจะสวมหรือถอดเครื่องแบบ เพราะถือว่า เราคือที่พึ่งของประชาชน ต้องทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ จนผู้บังคับบัญชาระดับสูงไว้วางใจ และให้โอกาสแล้ว
อีกส่วนหนึ่ง แม้ว่าจะมองไม่เห็น แต่มีอยู่จริง คือ ผลบุญที่ทำไว้ในอดีตชาติ และชาติปัจจุบัน ที่ช่วยหนุนส่งให้จนหน้าที่การงานก้าวเดินมาถึงจุดนี้
ด้วยเหตุดังกล่าว พล.ต.ท.วีระยุทธ จะต้องทำบุญอย่างน้อย ๑ วัน ใน ๑ สัปดาห์ ทั้งนี้จะต้องหาโอกาสตักบาตรพระในตอนเช้าให้ได้ ๑ วัน รวมทั้งจะต้องหาโอกาสไปทำบุญที่วัดอย่างน้อย ๑ ครั้งเช่นกัน
โดยเฉพาะในช่วงปิดภาคเรียน ในเดือนมีนาคม-เมษายน วัดหลายแห่งจะมีการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ดังนั้น จะไปถวายอาหารเพลเลี้ยงสามเณรที่มาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมในช่วงปิดเทอม ซึ่งถือเป็นการจรรโลงให้ศาสนาพุทธสืบทอดต่อไปได้
ขณะเดียวกัน บุญอย่างหนึ่งที่ พล.ต.ท.วีระยุทธ บอกว่า สำคัญยิ่งกว่าการทำบุญกับพระสงฆ์ร้อยเท่าพันเท่า คือ การทำบุญกับพระในบ้าน คือ พ่อและแม่นั่นเอง เพราะไม่ว่าชีวิตคนจะไปกราบกรานพระภิกษุวัดใดก็ตาม คงไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับการกราบไหว้บุพการี และดูแลแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ในฐานะผู้ให้กำเนิดชีวิตเรา ที่สำคัญยิ่ง คือ พ่อแม่ คือพระองค์แรกที่ขลังที่สุดในโลก ดังนั้น หากเราไม่เริ่มทำดีกับผู้มีพระคุณแล้ว เท่ากับเราทำลายโอกาสสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา ชนิดไม่น่าให้อภัยเลย
พล.ต.ท.วีระยุทธ พูดไว้อย่างน่าคิดว่า เมื่อบุญหมายถึงการทำความดี ดังคำพูดที่ว่า ทำความดีก็ได้บุญ ดังนั้น การเป็นตำรวจนับเป็นอาชีพหนึ่งที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เป็นบุญกุศลอย่างมาก เพราะเมื่อชาวบ้านเดือดร้อน ตำรวจย่อมเป็นที่พึ่งเสมอ ในฐานะผู้รักษากฎหมาย ดังนั้น การช่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข คือ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ซึ่งถือเป็นการสร้างกุศลให้ชีวิตตัวเองอีกด้วย
ขณะเดียวกัน การได้ทำงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ทำให้ได้เรียนรู้ และเข้าใจหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม หรือมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่น่าสนใจมาก เช่น เรื่องชีวิตหลังการตาย ซึ่งชีวิตนี้เป็นแค่ทางผ่าน เพื่อผ่านไปยังชีวิตต่อไป ดังนั้น การมีชีวิตอยู่ต้องสั่งสมความดีให้เต็มที่ เพื่อความสุขในชีวิตหน้า
อย่างไรก็ตาม ในฐานนะผู้บังคับบัญชา พล.ต.ท.วีระยุทธ จึงมีเรื่องราวที่พร่ำสอนลูกน้องอยู่เสมอ คือ เรื่อง “๓ เกลอ” โดยเล่าว่า หากเรามีเพื่อน ๓ คน ถ้าวันหนึ่งเราต้องตาย แล้วเราชวนเพื่อนคนที่ ๑ ไปด้วยกัน เขาจะตอบว่า "ไม่เอา ไม่ไป" ส่วนคนที่ ๒ เขาจะบอกว่า "จะทำบุญ กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้" และคนที่ ๓ บอกว่า "พร้อมจะไปด้วย" หากเลือกได้ เราควรจะคบกับใครดี
ทั้งนี้ พล.ต.ท.วีระยุทธ ได้อธิบายความหมายของ "๓ เกลอ“ ให้ฟังว่า เกลอคนที่ ๑ คือ ทรัพย์สมบัติและทรัพย์สินเงินทอง เมื่อเราตายก็เอาไปไม่ได้ ส่วนเกลอคนที่ ๒ เปรียบเสมือนพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ที่จะอุทิศส่วนบุญ ส่วนกุศลไปให้ และเกลอคนสุดท้าย คือ บุญและบาปกรรม ที่เราทำไว้ เมื่อตัวตาย สิ่งเหล่านี้จะติดตามไปทันที
ดังนั้น เมื่อยามที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราจึงควรสร้างบุญและสะสมกรรมดีให้มากที่สุด เพราะสิ่งนี้ นอกจากจะตามติดตัวเราไปแล้ว ยังปรากฏอยู่ในสังคมให้คนได้ระลึกถึงตลอดไป อีกด้วย
เมื่อถามถึงพระเครื่องที่แขวนติดคอเป็นประจำ พล.ต.ท.วีระยุทธ บอกว่า มีอยู่ ๓ องค์ คือ พระหลวงพ่อทวด หลังเตารีด พ.ศ.๒๕๐๕, เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ พ.ศ. ๒๕๐๘ และพระพุทธสิหิงค์ เนื้อผง พ.ศ. ๒๕๓๐ ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับจากชาวบ้าน และพรรคพวกเพื่อนฝูง รวมถึงผู้ใหญ่ที่เคารพ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีพุทธคุณในตัวทั้งสิ้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือ ตัวแทนของพระพุทธ ดังนั้นหากแขวนแล้วปฏิบัติตามคำสอน พระก็ย่อมคุ้มครอง และหนุนนำให้เราพบแต่สิ่งดี กลับกันแม้นมีพระดีแค่ไหน แต่หากทำแต่กรรมชั่ว คงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ใดคุ้มครองให้เราพ้นกรรมที่ก่อไว้ได้แน่นอน” พล.ต.ท.วีระยุทธ กล่าว
"ไม่ว่าชีวิตคนจะไปกราบกรานพระภิกษุวัดใดก็ตาม คงไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากับการกราบไหว้บุพการี หากเราไม่เริ่มทำดีกับผู้มีพระคุณแล้ว เท่ากับเราทำลายโอกาสสร้างบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต"
เรื่อง - ภาพ... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"



