พระเครื่อง

คติธรรมดึงสติม็อบ 
ของ...พระอาจารย์เกษมสุข เขมสุโข

คติธรรมดึงสติม็อบ ของ...พระอาจารย์เกษมสุข เขมสุโข

18 มี.ค. 2553

ตลอดระยะเวลาของการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง สื่อมวลชนพยายามนิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์ให้สติ มากบ้างน้อยบ้าง สุดแล้วแต่เวลาจะเอื้ออำนวย

 นอกจากนี้แล้ว ยังมีพระนักเทศน์อีกจำนวนไม่น้อย แม้ไม่ถูกนิมนต์เทศน์ผ่านสื่อ ก็ทำหน้าที่ได้ไม่แพ้กัน อย่างกรณีของ

 พระธรรมเสนานุวัตร เจ้าอาวาสวัดใหญ่ และรองเจ้าคณะภาค ๕ เทศนาของท่านทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงต้องถอยหลังหันไปจัดงานแซยิดฉลองครบวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่วัดอรัญญิก วัดจุฬามณีแทน

 บางส่วนคำของท่าน คือ "ขณะนี้บ้านเมืองแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย ขาดความสามัคคี กลุ่มที่เรียกว่า เสื้อแดง จะมาขอวัดใหญ่จัดงาน แต่อาตมาไม่ต้องการให้สังคมแตกแยกไปกว่านี้ บ้านเมืองจะแย่อยู่แล้ว"

 ในขณะที่ พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว พระนักเทศน์ มีลักษณะการเทศน์เป็นแบบฉบับเฉพาะตน ทุกครั้งที่เทศน์ ท่านจะเน้นเรื่อง “ศาสนิกชนให้ใช้ทางสายกลางในการดำเนินชีวิต ต้องนึกถึงหลักศาสนา ว่าเป็นทางสายกลางได้ไหม ถ้าเป็นพันธมิตร ก็อย่าให้มันสุดโต่ง หรือเป็นเสื้อแดงก็อย่าให้มันสุดขั้ว ชนิดที่ว่า ไม่พูดคุยกับอีกฝั่ง ไม่ค้าขายกัน พระพุทธเจ้าบอกว่า เวลาเกลียดใคร อย่าเกลียดเต็มที่ เผื่อใจไว้ดีกันบ้าง อย่าไปสุดโต่งกับฝ่ายนั้น หย่อนยานกันบ้าง  ยังไงก็ดีกว่าสุดโต่ง เพราะนั่นมันจะนำมาซึ่งความเกลียดชัง ถ้าหยุดเกลียดกันได้ ก็จะมีความสุข”

 ที่ วัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ บางซื่อ กทม.ก็เช่นกัน วัดแห่งนี้ แม้ไม่มีพระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียง แต่พระลูกวัดอย่าง อาจารย์เกษมสุข เขมสุโข พระนักจัดรายการวิทยุ และผู้แต่งเทศน์เพลง ท่านก็ทำหน้าที่ให้คติธรรมคนที่เดินทางผ่านเข้าออกวัด โดยได้เขียนคติธรรมติดไว้ที่ศาลาประดิษฐานจตุคามรามเทพ ด้วยผ้าสีดำ สั้นบ้างยาวบ้าง ซึ่งหลายคนมองเห็นไกลๆ อาจจะคิดไปก่อนว่า พระวัดแห่งนี้กลายเป็นพระม็อบไปแล้ว ทั้งหนุนพันธมิตรไล่รัฐบาล หรือเข้าข้าง นปก.หนุนรัฐบาล

  "อาตมายอมรับว่า เป็นพระนักฉวยโอกาส อยู่ทั้งข้างพันธมิตร และนปก. และอาตมาก็อยากให้พระวัดอื่นๆ ฉวยโอกาสแบบอาตมาบ้าง โดยเฉพาะวัดที่อยู่ใกล้เคียงกับสถานที่ชุมนุมของพันธมิตร และนปก." นี่คือเหตุผลในการเขียนคติธรรมเตือนใจด้วยผ้าสีแดง และสีเหลือง พระอาจารย์เกษมสุข

 พร้อมกันนี้ พระอาจารย์เกษมสุข ยังบอกด้วยว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดอันรุนแรง ป่วยการที่จะไปเทศน์นานๆ ยาวๆ ต่อให้นิมนต์พระนักเทศน์ที่มีชื่อเสียงอันเป็นที่ยอมรับของคนทั้งประเทศ ก็คงไม่มีใครฟัง รวมทั้งแจกหนังสือธรรมะ  ที่เรียกว่าสุดยอดให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้อ่าน ก็คงไม่มีใครอ่าน ถึงจะฟังก็ฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ถึงจะอ่านก็อ่านเพียงเพื่อให้ผ่านตาเท่านั้น

 ดังนั้น จึงใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง โดยการเขียนคติธรรมด้วยป้ายผ้าสีแดง และสีเหลือง ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจ ให้ญาติโยมที่เดินทางผ่านไปมาได้เป็นอย่างดี

 ทั้งนี้ ได้ให้ข้อคิดไว้อย่างน่าคิดว่า "จะเป็นม็อบไล่รัฐบาล หรือจะเป็นม็อบหนุนรัฐบาล จะอยู่ฝ่ายสีเหลือง อยู่ฟากสีแดง หรือไม่อยู่สีใดๆ เลย ต่างก็อยู่ใต้ผืนธงไตรรงค์เดียวกัน ต้องกิน ต้องอยู่ และสุดท้ายก็ต้องตายบนผืนแผ่นดินเดียวกัน ความแตกต่างในเรื่องความคิดเป็นธรรมดาโลก แต่อย่าให้แตกความสามัคคี สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า เราทุกคนล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ทะเลาะกันไป ชาติก็ล่มจม ต่างชาติก็หัวเราะเยาะเปล่าๆ " พระอาจารย์เกษมสุข กล่าวทิ้งท้าย

ธรรมะสะกิดใจ
 เหตุที่ทำให้คติธรรมสั้นๆ ของวัดประดู่ฯ สามารถเรียกความสนใจของผู้เดินทางผ่านไปนั้น พระอาจารย์เกษมสุข บอกว่า มีเหตุผลเดียว คือ เขียนลงบนผืนผ้าสีแดง อันหมายถึงเป็นสีของฝ่าย นปก. และสีเหลืองอันหมายถึงฝ่ายของพันธมิตร เพราะฉะนั้น คนที่มาอ่านป้ายจึงมีทั้ง ๒ พวก

 และไม่น่าเชื่อว่า หลังจากติดป้ายในช่วงกลางคืน พอมาถึงรุ่งเช้าจะมีคนยืนอ่านทุกๆ ป้าย ด้วยความตั้งใจ ในขณะที่บางคนถึงกับหยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ขึ้นมาจดข้อความบนป้ายนั้น

  ส่วนที่มาของคติธรรมนั้น พระอาจารย์เกษมสุข บอกว่า ได้มาจากหลายวัด จดบันทึกมากจากหลายแห่ง ทั้งวัดป่าในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเฉพาะวัดป่าสายของหลวงพ่อชา สุภัทโธ วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

 รวมทั้งวัดสายของท่านอาจารย์พุทธทาส แห่งสวนโมกขพลาราม หรือวัดธารน้ำไหล จ.สุราษฎร์ธานี เช่น วัดสวนแก้ว วัดสังฆทาน และวัดชลประทานฯ จ.นนทบุรี

 จะเห็นได้ว่า มีการเขียนธรรมะสั้นๆ ติดไว้ตามต้นไม้ ให้คนได้อ่าน ซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นการเผยแผ่ธรรมที่ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด สั้นที่สุด แต่กลับให้ผลมากที่สุด เพราะคนจำได้ง่าย เมื่อง่ายต่อการจดจำ การทำตามจึงไม่ใช่เรื่องยาก 

  "ในสิ่งเดียวกัน ดีสำหรับคนหนึ่ง แต่เสียกับอีกคนหนึ่ง ฉะนั้น สิ่งใดก็ตาม จะดีหมด หรือเสียหมดไม่มี" คติธรรมจากชาดกเล่มที่ ๒๗ หน้าที่ ๓๙ 

 "อ่อนไปถูกดูหมิ่น แข็งนักมักมีเวร" คติธรรมจากมหาปทุมชาดกเล่มที่ ๒๗  นี่เป็นบางส่วนของคติธรรมที่พระอาจารย์เกษมสุข นำมาให้ลูกศิษย์เขียนลงบนผ้า

 นอกจากนี้ ยังมีคติธรรมอื่นๆ อีกจำนวนมาก ล้วนเป็นคติธรรมที่เข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เช่น ๑.น้ำตาเทียนไหล ไส้เทียนไหม้ แต่ได้แสงสว่าง ๒.ไม่มีจักรพรรดิคนใดในโลก ที่ยกทัพไปเอาชนะข้าศึกลำพังคนเดียว ๓.เมื่ออยู่สูงขึ้นไปเป็นลำดับ มุมมองก็เปลี่ยนไปตามลำดับเช่นกัน

  ๔.ปัญหาที่ยากที่สุด แต่แก้ง่ายที่สุด คือ การยอมแพ้ ๕.ถ้าพูดดีมีข้อดี ถ้าพูดเสียมีข้อเสีย ต้นไม้ทุกต้นมีตำหนิ ทุกคนมีข้อบกพร่อง เป็นเรื่องธรรมดา ๖.เราไม่มีเวลามากพอที่จะทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่มีเวลามากพอที่จะทำสิ่งดีที่สุด ๗.ทำให้ถูกใจคนเป็นเรื่องดี แต่ทำคนให้ถูกดีกว่า

 ๙.ขณะก่อเหตุ จงรู้ว่ากำลังก่อผล ๑๐.ขี้เกียจให้แกล้งขยัน สักวันคงได้ดี แต่คนใจร้ายใจดำ ไม่ต้องแกล้งทำเป็นคนใจดี ๑๑.ยอมรับผู้อื่นได้ ก็ได้รับการยอมรับ ๑๒.ความคิดเพียงความคิดเดียว สามารถเปลี่ยนคนได้ทั้งชีวิต  และ ๑๓.ผลจากการได้ มาจากผลของการให้

 “ความแตกต่างในเรื่องความคิดเป็นธรรมดาโลก แต่อย่าให้แตกความสามัคคี สิ่งหนึ่งที่ต้องพึงระลึกอยู่เสมอว่า  เราทุกคนล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น ทะเลาะกันไปชาติก็ล่มจม ต่างชาติก็หัวเราะเยาะเปล่าๆ"

เรื่อง - ภาพ..."ไตรเทพ ไกรงู"
 

"}])