
"ประภาส อินทนปสาธน์" กับ...พุทธานุภาพพระหลวงพ่อทวด
ท่ามกลางการเฝ้ารอคอยความหวังการเห็น สันติสุข กลับคืนสู่ดินแดนปลายด้ามขวานทองอีกครั้ง นับแต่เหตุการณ์ความรุนแรงปะทุขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๗ จวบจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ สถานการณ์ได้ลุล่วงเข้าสู่ขวบปีที่ ๖ แล้วก็ยังไม่ทีท่าว่า ปัญ
ยิ่งไปกว่านั้น ภาพการก่อความรุนแรงจากผู้ไม่หวังดีในแต่ละครั้ง ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางด้านการท่องเที่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้ จึงไม่แปลกที่บรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเงียบเหงา และบางจุดแทบจะร้างราผู้คนไปโดยปริยาย
ภาระอันหนักอึ้ง ในการกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวในพื้นที่ จึงตกอยู่กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ในฐานะเจ้าภาพหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้
นายประภาส อินทนประสาธน์ ผู้อำนวยการท่องเที่ยวสำนักงานหาดใหญ่ (สงขลา-พัทลุง) ในฐานะผู้มีประสบการณ์ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อครั้งรั้งตำแหน่ง ผอ.ททท.ชายแดนภาคใต้ ดูแลพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อีกทั้งยังเป็นผู้ที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์สำคัญหลายต่อหลายครั้ง ก่อนโยกย้ายมารับตำแหน่งที่ จ.สงขลา เมื่อไม่นานมานี้
"ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์คนร้ายบุกปล้นปืนหลายร้อยกระบอก ในค่ายกองพันพัฒนาที่ ๔ จ.นราธิวาส เมื่อเช้ามืด วันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของความรุนแรง มาจวบจนกระทั่งวันนี้ หลังจากเกิดเหตุปล้นปืนความรุนแรงหลายรูปแบบก็ตามมาชนิดนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการยิง ระเบิด ฆ่า เผาสถานที่ราชการ หรือเหตุการณ์ที่เป็นที่จดจำชนิดลืมไม่ได้ เช่น เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะ หรือเหตุการณ์ที่ อ.ตากใบ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างล้วนฉุดให้บรรยากาศในพื้นที่ซบเซาลงอย่างต่อเนื่อง" นี่คือเสียงสะท้อนของ ผอ.ประภาส
แม้วันนี้ นายประภาส จะย้ายมารับตำแหน่ง ผอ.ททท.สำนักงานหาดใหญ่ แต่เจ้าตัวก็ยังเดินทางลงไปทำกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกับพื้นที่ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อย่างไม่ขาดสาย เพราะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ช่วงที่ผ่านมาก็ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงที่ขยายวงมาจาก ๓จังหวัด จนบรรยากาศซบเซาลงไปพอสมควร โดยเฉพาะแนวทางการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในพื้นที่สงขลา เข้ากับแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น จัดทัวร์เส้นทางวัฒนธรรม ให้ความสำคัญการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนแหล่งท่องเที่ยวของทุกศาสนาอย่างเท่าเทียมกัน เป็นต้น
“ผมยึดหลักเปิดใจ และประนีประนอม หรือหลักพรหมวิหาร ๔ เพราะในสภาพสังคมที่มีปัญหาความรุนแรง เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำตัวให้เป็นคนใจเย็น เพื่อให้ทุกฝ่ายไว้วางใจ และหันมาจับมือร่วมกันทำงาน ทั้งคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีน สิ่งที่ช่วยให้สามารถทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอยู่ได้อย่างปลอดภัย นั่นคือการเปิด 'ใจกว้าง' รับฟังความต้องการของชุมชนรอบแหล่งท่องเที่ยว ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมการท่องเที่ยว เพื่อกระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง” ผอ.ประภาส กล่าว
นอกจากหลักพรหมวิหาร ๔ ผอ.ประภาส ยังมีหลักการทำงานด้านการท่องเที่ยว ที่ยึดเป็นคติประจำใจอีกประการนั่นคือ การมี 'สัจจะ' เพราะคำพูดเป็นดุจนาย หากเอื้อนเอ่ยอะไรไปแล้ว ต้องทำให้ได้ หากไม่ทำ ลมปากจะกลับมาฆ่าเราในภายหลัง และที่สำคัญ ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ล้วนยึดคำพูด หากลั่นวาจากันแล้ว ใครผิดคำพูดก็เท่ากับผิดสัญญา เพราะงานการท่องเที่ยวต้องประสานกับทุกฝ่ายหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งประชาชน นักการเมือง ข้าราชการ ฝ่ายปกครอง เอกชนผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ดังนั้น เราต้องมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์ รับฟังทุกฝ่าย เพื่อประสานความเข้าใจให้ตรงกัน และสุดท้ายเราต้องมีหัวใจเป็นนักบริการที่ดี หากทำได้กิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวจะสามารถเดินไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน
แม้พื้นเพเดิมของ ผอ.ประภาส จะไม่ใช่คนภาคใต้ แต่กลับศรัทธาและเลื่อมใสในพุทธานุภาพของหลวงพ่อทวดอย่างมาก โดยมีพระเครื่องหลวงพ่อทวดติดตัวเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น ๓ วัดช้างให้ พระหลวงพ่อทวดหลังเตารีด พิมพ์เล็กแข้งขีด และที่ขาดไม่ได้ คืv เหรียญหลวงพ่อทวด รุ่นเลื่อนสมณศักดิ์ พ.ศ.๒๕๔๕ พระอาจารย์ทอง วัดสำเภาเชย อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โดยได้รับมาเมื่อครั้งไปกราบนมัสการพระอาจารย์ทอง ที่วัดแห่งนี้ ในวันที่เดินทางลงมาปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
“ผมอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ เดินทางไปทุกจุด ทั้งที่เสี่ยงมากและเสี่ยงน้อย แต่ไม่เคยเจอเหตุการณ์จากความรุนแรงเลยแม้แต่ครั้งเดียว หรือหากเกิดเหตุก็จะเกิดในช่วงเวลาที่ผมไม่อยู่ในจุดหรือพื้นที่นั่นแล้ว ทั้งหมดนี้ โดยส่วนตัวเชื่อว่าเป็นเพราะบุญบารมีในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เรายึดถือ คอยช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดจากภยันอันตราย การแขวนพระก็เพื่อช่วยให้เราตระหนัก และระลึกในคำสอนของพระพุทธองค์อยู่เสมอ ไม่ลืมตัว ไม่ประมาท มีสติ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจที่ช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์” ผอ.ประภาส กล่าว
นอกจากนี้แล้ว ผอ.ประภาส ยังมีความเลื่อมใสศรัทธา และสนใจศึกษาพระท้องถิ่นอีกด้วย โดยให้เหตุผลไว้อย่างน่าคิดว่า
"พระเกจิอาจารย์ทางภาคใต้ ในอดีตนอกจากประพฤติตนอยู่ในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังมีความเก่งกล้าทางพุทธาคมอีกด้วย คุณงามความดีที่พระเกจิอาจารย์ในภาคใต้น่าเลื่อมใสศรัทธาอย่างมาก และที่สำคัญ วัตถุมงคลของท่านที่แจกจ่ายชาวบ้านในอดีต ล้วนแล้วได้รับการพิสูจน์ และยืนยันผ่านประสบการณ์ของคนในพื้นที่มาแล้วมากมาย ผมจึงสนใจและศึกษา รวมทั้งศรัทธาเป็นกรณีพิเศษอีกด้วย เช่น พระเนื้อผงหลวงพ่อฮก วัดท่าข้าม อ.ควนเนียง จ.สงขลา ที่ได้จากคนในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่า ทำจากผงกระดูกผีตายวันเสาร์เผาวันอังคาร และว่าน ๑๐๘ ที่แขวนขึ้นคอได้อย่างสนิทใจ"
"การแขวนพระ ก็เพื่อช่วยให้เราตระหนัก และระลึกในคำสอนของพระพุทธองค์อยู่เสมอ ไม่ลืมตัว ไม่ประมาท มีสติ ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นหัวใจ ที่ช่วยให้การทำงานประสบความสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์”
เรื่อง - ภาพ... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"



