พระเครื่อง

พึ่งตนพึ่งธรรม - ฆ่าตัวตาย มิใช่ทางออกของ “คน”

พึ่งตนพึ่งธรรม - ฆ่าตัวตาย มิใช่ทางออกของ “คน”

13 ก.พ. 2553

แม้พรุ่งนี้จะเป็นวันวาเลนไทน์ และเป็นวันตรุษจีนควบคู่กัน คนรักนัดพบกัน ครอบครัวนัดปาร์ตี้กับบรรพบุรุษกัน รวมทั้งเซ่นไหว้ดวงวิญญาณที่ไร้ญาติด้วยกัน เสียงประทัดจะดังกระหึ่มไปทั่วเพื่อการเฉลิมฉลองปีใหม่

  ถัดออกไปอีกไม่กี่วัน ในราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเมษายน ระยะเวลานี้เป็นช่วงแห่งการสอบแข่งขันที่เข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ม.ต้น สอบเข้า ม.ปลาย หรือ ม.ปลายสอบเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัยก็ตาม ซึ่งจะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความเครียดจากการอ่านหนังสือสอบ ความกดดันจากการคาดหวังของตัวเราเอง รวมถึงคนรอบข้างด้วย

 จากเทศกาลหลงรักสุดๆ มาจนถึงเทศกาลแห่งความคาดหวังลมๆ แล้งๆ สิ่งที่ผมอดเป็นห่วงไม่ได้ ก็คือภูมิต้านทานทางธรรม ของเยาวชนลูกๆ หลานๆ เรา ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นโดยส่วนใหญ่ยังมีกระดูกมวยที่บอบบางเกินกว่าจะต่อกลอนกับสภาวะกดดันต่างๆ เหล่านั้นได้ หรืออาจจะอ่อนพรรษาต่อความเข้าใจในชีวิต เมื่อผลสอบไม่ได้ดังหวัง (หรือคนอื่นหวัง) ก็อาจจะเกิดอารมณ์คิดสั้น จนกลายเป็นการทำร้ายตัวเองไป ดังที่พวกเราเห็นเหตุการณ์ “การฆ่าตัวตาย” จากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์เป็นประจำ

 ทุกๆ ครั้งที่ผมอ่านข่าวเหล่านี้ ก็อดเศร้าใจไม่ได้ เสียดายในชีวิตจิตวิญญาณของเยาวชนเหล่านั้น และเผลอคิดอยู่เสมอๆ ว่า ถ้าผมได้ไปอยู่ตรงนั้น ได้พูดคุยกับคนเหล่านั้น ก่อนที่พวกเขาจะตัดสินใจทำอะไรลงไป เชื่อเหลือเกินว่าพวกเขาจะตั้งสติกลับมาได้ แล้วเลิกล้มความคิดนั้นเสีย เพราะ “การฆ่าตัวตาย” มิใช่ทางออกของ “คน” จริงๆ

 ดังคำที่ ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ เคยสอนไว้ว่า ... มันป็นเรื่องโง่อย่างมากที่คิดจะฆ่าตัวตายเพื่อหนีความทุกข์ เพราะใช่ว่าเมื่อทำไปแล้วจะหมดทุกข์ซะที่ไหน มันกลับจะยิ่งทุกข์หนักขึ้นไปอีก เพราะตายด้วยโมหะ, ถ้าแน่จริงต้องหาหนทางดับทุกข์ให้ได้ก่อนที่จะจบชีวิตลงสิ มันถึงจะถูก

 แม้ว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าจะมีมากมายหลายหมวด แต่หากขาดซึ่ง “สติ” แล้วไซร้ ปัญญาต่างๆ ที่เคยเรียนรู้มามากมาย ก็จะกลายเป็นหมันเสียฉิบ เพราะไม่สามารถหยิบมาใช้ได้ทันท่วงทีนั่นเอง เข้าทำนองที่ว่า “ความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด”

 ผมจึงอยากเขียนข้อความเหล่านี้สื่อออกไปให้มากที่สุด เพื่อสะกิดให้เกิดสติปัญญา อันจะเป็นการป้องกันปัญหาไว้ก่อนดีกว่า (Pro-active) และมันดีกว่าอย่างมาก ที่จะไม่ต้องมาบรรยายหลังจากเกิดการสูญเสียไปแล้วเหมือนทุกที เพราะในโลกนี้ไม่มีใครควรฆ่าตัวตาย และไม่มีคนที่สมควรจะต้องทำอย่างนั้นด้วย

 อยากจะบอกว่า ผมจริงจัง (Serious) กับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ เพราะผมเองก็เคยสูญเสียพี่ชายที่ผมรักมากที่สุดในชีวิตไป ด้วยกรณีนี้เหมือนกัน! 

 เคยเขียนเป็นหนังสือไว้ ๒๑ อุบายในการสกัดกั้นความคิดฆ่าตัวตายได้อย่างฉับพลัน วันนี้คงมีโอกาสหยิบยกมาเป็นบางอุบายเท่าที่พื้นที่กระดาษจะเอื้ออำนวยให้นะครับ...

 อุบาย “Give hope but not too high expectation” มีหวังได้ แต่ต้องไม่คาดหวังสูงจนกดดันตัวเอง แน่นอนคนเราต้องตั้งเป้าหมาย ตั้งความหวังไว้ในการสอบแต่ละสนามก็ตาม แต่การตั้งเป้าหรือตั้งหวังของเรา ต้องอยู่ในวิสัยที่ไม่ไกลเกินเอื้อม มีความเป็นไปได้ และเราก็สุขใจที่ได้ทำมัน โดยไม่ทำนายผลไว้ล่วงหน้า ไม่คาดหวังจนคาดคั้นจิตใจตัวเองเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเป็นเหมือนอย่างกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๐ ที่มีเด็กเก่งคนหนึ่ง (ต้องนับว่าเก่งมากเลย) ได้ฆ่าตัวตายอยู่บนชั้น ๒ ในบ้านตัวเองขณะที่พ่อแม่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ข้างล่างหลังทราบผลสอบ เนื่องด้วยผิดหวังที่สอบคณะวิศวะจุฬาฯ (ที่เลือกไว้เป็นอันดับ ๑) ไม่ติด แต่ไปติดคณะวิศวะเกษตรฯ (ที่เลือกไว้เป็นอันดับ ๒) ... น่าเสียดายไหมครับ อย่างนี้เรียกว่าเด็กขาดภูมิธรรม นำธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้ไม่ทันท่วงที เป็นต้น

 อุบาย “อนิจจัง” ... หลวงพ่อชา สุภัทโท แห่งวัดหนองป่าพง สอนว่า “ไม่แน่” คืออนิจจัง เรื่องสำคัญที่คนอย่างเราๆ ท่านๆ พึงหมั่นทำความเข้าใจไว้เสมอๆ บ่อยๆ จนเป็นนิสัย ท่านบอกว่าอะไรๆ ก็ไม่แน่ มันจริงไหมล่ะ หากเราเอามาประยุกต์ใช้ การสอบเข้ามหาวิทยาลัย มันก็ไม่แน่ บางคนเก่งกว่าเรา ยังสอบไม่ติดมีถมไป บางคนแม้ว่าจะสอบติดคณะดีๆ ก็ไม่แน่ว่าคนเหล่านั้นจะเรียนจบหรือไม่ เห็นโดนรีไทร์ก็เยอะ แม้จะจบออกไปแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะได้งานทำเร็วกว่าหรือสมหวัง เสียเมื่อไหร่ สุดท้ายการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ มันก็เป็นแค่เหตุปัจจัยหนึ่งของชีวิต ไม่ใช่ทั้งหมดเสียเมื่อไหร่ ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็คืออนิจจัง คือ “ไม่แน่” เมื่อคิดพิจารณาเรื่องนี้ไว้มากเข้าๆ จนชำนาญ ความคิดเรื่องฆ่าตัวตายก็คงสลายหายไปโดยปริยายเอง 

 สรุปคือทำจิตให้ว่างๆ แล้วมันจะไม่วุ่น หากเราทำงาน (การสอบคือคืองานชนิดหนึ่ง) ด้วยจิตว่างแล้วไซร้ ความกดดันใดๆ ก็ไม่อาจเบียดเบียนต่อจิตของเราได้ ไม่ว่าผลสอบออกมาจะเป็นอย่างไร เราก็จะยกผลงานให้ความว่างทุกอย่างสิ้นเทอญ เพราะฉะนั้นอัตตาตัวตนของเราจึงลดต่ำลง ระลึกรู้อยู่ถึงความมีตัวตนที่มิใช่ตัวตน จนสัมผัสได้ว่าการฆ่าตัวตายนั้นมิใช่ทางออกของคนเราเลย ช่างเป็นเรื่องที่โง่และเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง แล้วสุดท้ายพวกเราก็จะลบ (Delete) คำๆ นี้ออกจากสารบบชีวิตของเราไปโดยสิ้นเชิง

 ***แนะนำนักเขียน : พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เป็นวิศวกรวัย ๔๐ ต้นๆ อาชีพทางโลกมีธุรกิจส่วนตัวเกี่ยวกับการบำบัดน้ำเสีย และมีอาชีพทางธรรมด้วย คือ เขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมะออกวางตลาดมาหลายเล่ม อาทิ "ธรรมะชิวๆ เล่ม ๑, ๒, ๓, ๔ และเล่มล่าสุด "สนเฒ่าแสดงธรรม แห่งสวนโมกข์ ภาคพิสดาร" นอกจากนี้ยังแต่งเพลงธรรมะร่วมสมัยประกอบหนังสืออีก จนได้รับรางวัล "คม ชัด ลึก อวอร์ด ในอัลบั้ม "เกาะบันไดวัด"  งานเขียนชิ้นนี้จึงมิใช่ชิ้นแรก แต่เป็นชิ้นที่สืบเนื่องจากประสบการณ์ทั้งชีวิตของเขา
"พิสุทธิ์ เกรียงบูรพา"

"}])