พระเครื่อง

"สำนักสงฆ์ไร้ชื่อ"
แต่...เปี่ยมล้นด้วยธรรมะและธรรมชาติ

"สำนักสงฆ์ไร้ชื่อ" แต่...เปี่ยมล้นด้วยธรรมะและธรรมชาติ

11 ก.พ. 2553

“สำนักสงฆ์” อาจหมายความถึงวัดหรืออาราม (ที่ยังไม่ได้รับพระราชทานที่วิสุงคามสีมา) ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นที่อยู่จำพรรษาของพระสงฆ์ ซึ่งแบ่งเป็นสำนักที่มีพระสงฆ์จำพรรษาจำนวนมากเพียงพอ ๕ รูปขึ้นไป และได้ตั้งวัดโดยกฎหมายคณะสงฆ์แล้วจะเรียกว่า วัด ซึ่งหาก

 แม้ว่าที่พักสงฆ์และสำนักสงฆ์หลายแห่ง จะขึ้นชื่อว่าเป็นสำนักสงฆ์เถื่อน ไม่มีการแจ้งต่อพระฝ่ายปกครอง ไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายคณะสงฆ์ แต่มิได้หมายความว่า พระสงฆ์ในสำนักสงฆ์เถื่อนจะทำงานเผยแผ่สู้พระสงฆ์ที่สังกัดวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่ได้  อย่างกรณี ที่พักสงฆ์ของ พระอาจารย์ไพบูลย์ ฐิตมโน ตั้งอยู่ ต.ผึ่งแดด อ.เมือง จ.มุกดาหาร แม้ว่าจะไม่มีชื่อ แต่ก็เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้แสวงหาธรรม แบบปากต่อปาก

 พระอาจารย์ไพบูลย์  เป็นชาวกรุงเทพมหานครโดยกำเนิด ท่านบวช ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกบวชเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ โดยบวชได้ ๘  พรรษาก็ลาสึกออกไปด้วยเหตุที่ “ผ้าเหลืองร้อนสึก เพราะผู้หญิง ขืนอยู่ในผ้าเหลืองต่อไป เกรงจะทำให้วงการสงฆ์เสื่อมเสีย”

 ทั้งนี้ท่านยอมรับว่า “จุดเริ่มต้นของการสึกนั้น มาจากการแสดงธรรม แสดงไปแสดงมาก็เป็นเรื่อง ในที่สุดก็ต้องสึก จึงอยากฝากเป็นข้อคิดให้พระว่า เมตตาได้แต่อย่างสงสาร ต้องแยกความหมายให้ออก ระหว่างความเมตตากับความสงสาร เพราะตราบใดเกิดความสงสาร แล้วความอยากครอบครองจะตามมา”

 เมื่อเคลียร์ปัญหาทางโลกเสร็จสิ้น ให้หลังจากนั้นอีก ๒ ปี ท่านกลับมาบวชใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๙ โดยได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อบุญมาก ภูริปัญโญ (ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์ของชาว จ.นครพนม) เป็นเวลาหลายปี ท่านได้ใช้แนวทางสติปัฏฐาน ๔ กำหนดรูปนาม เชื่อมโยงกับความรู้สึกตัวประยุกต์กับรูปแบบอย่างกว้างขวาง ทั้งสายอานาปานสติ ยุบหนอ-พองหนอ ประกอบกับหลักพุทธธรรม ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันอย่างสมสมัยปัจจุบัน ทุกครั้งที่แสดงธรรม ท่านจะหยิบยกทุกเหตุการณ์ในสังคมมาใส่หัวข้อธรรม เพื่อความง่ายต่อการเข้าใจ

 ผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์ไพบูลย์ ได้มีการตั้งชื่อกลุ่มว่า “จีมนอมกรู๊ป” (GEEMANOMGROUP) ซึ่งเป็นการผวนคำมาจากคำว่า “จอมมณี” นั่นเอง เป็นการสลับตำแหน่งของพยัญชนะ เพื่อให้เกิดคำใหม่ แต่เมื่อกลับคำแล้วก็มีความหมายคงเดิม

 และการสลับตำแหน่งของพยัญชนะนี้เอง เป็นวิธีการสอนของพระอาจารย์ไพบูลย์ ทั้งนี้ ท่านจะสอนลูกศิษย์เสมอๆ ว่า “คนเราตั้งแต่เกิดจนตาย ได้พบและสัมผัสกับของ ๒ สิ่ง คือ สิ่งหนึ่งน่าชอบใจ และสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าชอบใจ ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ว่า เราจะอยู่อย่างไรกับทั้ง ๒ สิ่งนี้อย่างมีความสุข”

 ขณะเดียวกัน หลักในการสอนปฏิบัติธรรมเจริญสติภาวนา ตามหลักสติปัฏฐานสี่ ของพระอาจารย์ไพบูลย์ มีหลักอยู่ง่ายๆ คือ “ตก ตั้ง ใหม่” ระหว่างการปฏิบัติ หากหลงไปกับอารมณ์ คือ อารมณ์หนึ่งน่าชอบใจ อีกอารมณ์หนึ่งไม่น่าชอบใจ ก็ให้ตั้งอารมณ์ใหม่ ในอารมณ์ที่ไม่น่าชอบใจนี้ ผู้ปฏิบัติมักจะพยายามกำจัด อยากทำลายออกไป แต่ถ้าเราระลึกรู้สึกตัวอารมณ์นั้น ก็จะหมดอิทธิพล เราก็จะเป็นอิสระจากอารมณ์นั้นๆ ทันที ทั้งนี้ เราต้องฝึกปฏิบัติบ่อยๆ ในชีวิตการทำงานปกติ เราก็เป็นอิสระจากอารมณ์ที่ชอบใจและไม่น่าชอบใจ

 พระอาจารย์ไพบูลย์ บอกว่า เมื่อใดก็ตาม ที่เราเริ่มคาดหวัง เริ่มต้องการให้คนอื่นเปลี่ยน ให้โลกเปลี่ยนดังใจเรา ทันใดนั้น เราเข้าไปติดอยู่ในบ่วงแร้วแห่งทุกข์ทันที ที่จริงเราต่างหากที่เป็นปัจจัยไปเสริมไปเติมสิ่งที่มันเป็นปัญหา โดยที่เราไม่รู้ตัว เราไม่เพียงสร้างทุกข์ให้ในใจเราเอง แต่กำลังสร้างทุกข์ในใจผู้อื่นเช่นกัน เพียงเพราะต้องการให้เขาเห็น และเป็นเช่นเดียวกับ พุทธะ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

  ผู้รู้ คือ การรู้สึกตัว ผู้ตื่น คือตื่นจากความหลงไปในอารมณ์ และผู้เบิกบาน เพราะเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริงโลก และธรรมไม่ได้แยกจากกัน

 หลายคนทำงานเสียสละ มีอุดมคติ แต่ทำไมยังทุกข์ บางครั้งยังสับสนว่า เราต้องการอะไรแน่ในชีวิต และหลายครั้งเรากลัวที่จะเผชิญความจริง จึงต้องหลอกตัวเอง ด้วยความสุขเทียม แต่รู้หรือไม่ว่า ทั้งชีวิตเราต้องเผชิญแค่ของสองสิ่งเท่านั้น ตั้งแต่เกิดจนตาย คือ สิ่งที่ชอบใจ และ สิ่งที่ไม่ชอบใจ เท่านั้น ดังนั้นเราจะอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ได้อย่างไร

 สำหรับความเป็นมาของสถานที่ปฏิบัติธรรมแห่งนี้ พระอาจารย์ไพบูลย์ เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า ที่ดินผืนนี้ เดิมที่นั้นชาวบ้านพยายามที่จะเผา และแผ้วถางเพื่อทำไร่มันสำปะหลัง แต่ด้วยเหตุที่อาจจะเรียกว่าที่ดินอาถรรพณ์ จึงไม่สามารถแผ้วทางได้ ชาวบ้านจึงใช้เป็นที่เผาศพ และสุสาน

 ในครั้งนั้น หลวงปู่ทุม ได้เข้ามาปักกลด ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ จนท่านมรณภาพเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘  ปลาย พ.ศ.๒๕๔๑ หลังออกพรรษาก็มาปักกลดปฏิบัติธรรมเจริญภาวนา

 ขณะนั้น มีต้นไม้ใหญ่ไม่กี่ต้น ส่วนใหญ่จะเป็นไม้ต้นเล็กๆ แค่หัวเข่า ส่วนต้นไม้ที่เห็นอยู่เต็มพื้นที่วัดนั้น เป็นต้นไม้ที่ปลูกขึ้นใหม่ทั้งสิ้น

 ครั้งแรก ไม่คิดจะอยู่อย่างถาวร เพียงแค่อยู่ปฏิบัติสักพัก ก็จะจาริกต่อไปเรื่อยๆ หลังจากอยู่ปฏิบัติธรรมเจริญภาวนาได้ระยะหนึ่ง ชาวบ้านก็นิมนต์ให้อยู่ต่อ โดยได้จัดสร้างเป็นเพิงที่พักเล็กๆ ขณะเดียวกันก็มีญาติโยมที่เคยรู้จัก ก็ติดตามมาช่วยสร้าง ทั้งนี้ได้เริ่มสร้างทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดก็กลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ทุกๆ วันพระ ไม่ว่าจะเป็นช่วงเข้าพรรษา หรือออกพรรษา ญาติโยมในพื้นที่ใกล้เคียง จะร่วมกันมาปฏิบัติธรรม ถ้าเป็นวันพระช่วงเข้าพรรษาจะมาจำศีลเจริญภาวนาที่วัดตลอดทั้งคืน

 “ที่พักสงฆ์แห่งนี้ ไม่มีชื่อ เพราะมันไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญมันอยู่ที่ว่า ที่นี้มีธรรมชาติให้ได้สัมผัสและธรรมะให้ได้ฝึกปฏิบัติ  ปัจจัยที่ใช้ก่อสร้าง สิ่งต่างล้วนมาจากความศรัทธาของญาติโยมทั้งสิ้น ไม่เคยเรี่ยไร ไม่เคยพิมพ์ซองผ้าป่า รวมทั้งบอกบุญญาติโยม ใครอยากทำมาทำ ใครไม่อยากทำก็ไม่ต้องมา อาตมาคิดอยู่เสมอว่า การทำบุญต้องทำด้วยเจตนาที่สมบูรณ์” นี่คือคำยืนยันของพระอาจารย์ไพบูลย์

 อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ที่เผยแผ่และฝึกอบรมปฏิบัติธรรม พระอาจารย์ไพบูลย์ พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “หน่วยงาน สถาบันการศึกษา รวมทั้งโรงเรียนใด ที่มีการเกณฑ์คน เกณฑ์นักเรียนมาปฏิบัติธรรมนั้น ถือว่าล้มเหลวตั้งแต่ต้นแล้ว ใครที่มีความคิดเกณฑ์คนไปปฏิบัติธรรม ให้นึกถึงเมื่อครั้งเป็นเด็ก อะไรที่เป็นการเกณฑ์การบังคับ จะมีปฏิกิริยาต่อต้านเสมอ ทั้งๆ ที่รู้ว่า ไม่ได้ผล แต่ครูและโรงเรียนส่วนใหญ่ยังทำกันอยู่ การปฏิบัติธรรมให้ได้ผลดีนั้น ต้องเป็นไปด้วยความสมัครใจ”

  “คนเราตั้งแต่เกิดจนตาย ได้พบและสัมผัสกับของ ๒ สิ่ง คือ สิ่งหนึ่งน่าชอบใจ และ สิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าชอบใจ ปัญหาสำคัญมันอยู่ที่ว่า เราจะอยู่อย่างไรกับทั้ง ๒ สิ่งนี้อย่างมีความสุข”

 เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

"}])