พระเครื่อง

อรรถภูมิ บุณยเกียรติ
"พระจะเก๊แท้ คนเท่านั้นที่เป็นผู้ประกาศิต"

อรรถภูมิ บุณยเกียรติ "พระจะเก๊แท้ คนเท่านั้นที่เป็นผู้ประกาศิต"

06 ก.พ. 2553

"นายอรรถภูมิ บุณยเกียรติ" ผู้อำนวยการสถาบันโบราณศิลป์ หรือ "เสี่ยติ" ชื่อนี้หลายท่านที่มีวันเวลายาวนานกับวงการพระคงรู้จักกันดี เพราะในบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์แนวพระเครื่อง คนนี้จัดได้ว่าเป็นรุ่นบุกเบิก ปรับเปลี่ยนแนวงานจนเป็นที่พึงพอใจของผู้อ่าน แต่ถูกบรรดา

 แต่เมื่ออรรถภูมิมาคุมบังเหียนนิตยสาร “เซียนพระ” ซึ่งขณะนั้นเขาเป็นมือปืนรับจ้างบริหารในฐานะบรรณาธิการ

 ต่อมาบทบาทของเขาขยับขึ้นเป็นเจ้าของนิตยสารพระเครื่องชื่อดัง “สนามพระ” และถัดมาก็คือ “คู่มือนักสะสม” ที่แหวกแนวอีกครั้งคือ “พระบ้าน” ซึ่งได้ข่าวว่ากำลังจะรีเทิร์นทั้ง “สนามพระ” และ “พระบ้าน”

 "ผมเป็นคนแรกๆ ที่ถูกรับเชิญไปร่วมรายการโทรทัศน์มากมาย ทั้งรายการสี่ทุ่มสแควร์ของวิทวัส สุนทรวิเนตร์ รายการเกมโชว์อย่างแสบคูณสอง ในบทบาทของผู้ชำนาญการเรื่องพระเครื่องที่ใกล้ชิด และให้คำแนะนำคนดังอย่างคุณต้อย เศรษฐา ศิระฉายา หรือแม้แต่รายการแฟนพันธุ์แท้พระพุทธรูป และอีกนับสิบรายการ แต่ที่ภูมิใจที่สุด และขออนุญาตเล่าไว้ ณ ที่นี้ คือ รายการที่มี ดร.สรจักร เกษมสุวรรณ เป็นผู้ดำเนินรายการ ในหัวข้อ 'พระธรรมกับพระเครื่องอย่างไหนจะเฟื่องกว่ากัน' โดยฝ่ายพระธรรมมีแขกรับเชิญระดับปราชญ์ของแผ่นดิน ๓ ท่าน ท่านแรกคือเจ้าคุณพระอาจารย์พยอม กัลยาโณ ท่านที่สอง ท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรปฏิภาณ ซึ่งขณะนั้นยังดำรงสมณศักดิ์ที่เจ้าคุณพระพิพิธธรรมสุนทร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนฯ สุดท้ายเป็นราชบัณฑิตทางพุทธศาสนา คือท่านอาจารย์เสถียรพงษ์ วรรณปก สำหรับอรรถภูมิ เสมือนเป็นหนึ่งเดียวทางฝ่ายพระเครื่องที่ยังรู้สึกภาคภูมิใจที่มีโอกาสได้ปุจฉาวิสัชนาถึงคติธรรม ปริศนาธรรมแห่งการสร้างพระเครื่องกับ ๓ ปราชญ์ของแผ่นดิน" เสี่ยติเล่าถึงความภาคภูมิใจครั้งสำคัญในบทบาทสื่อ

 ส่วนที่มาของผู้อำนวยการสถาบันโบราณศิลป์นั้น เสี่ยติเล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า "ผอ.สมศักดิ์ ศรีวุฒิชาญ อดีตประธานหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้เชิญชวนให้ผมไปร่วมหุ้นก่อตั้งสถาบันโบราณศิลป์ เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๔๒ และผมนี่เองที่เป็นคนวางแผนงานและบริหารจัดการในฐานะผู้อำนวยการสถาบันโบราณศิลป์คนแรก ซึ่งขณะนั้นมีที่ทำการอยู่ที่อาคารฐานเศรษฐกิจ ถ.วิภาวดี ครั้งหนึ่ง ผอ.สมศักดิ์เคยถามเชิงสัพยอกด้วยสำเนียงภาษาใต้ว่า 'อรรถภูมิ คุณเป็นเทพหรือเป็นมารกันแน่' เพราะบางคนบางกลุ่มยกย่องคุณประดุจเทพ แต่บางคนบางกลุ่มกลับเห็นว่าคุณเป็นเหมือนมารของวงการพระเครื่อง" เสี่ยติกล่าว

 ครั้งนั้นได้ตอบคำถาม ผอ.สมศักดิ์ด้วยภาษาถิ่นใต้คนบ้านเดียวกันว่า “ด้วยจิตวิญญาณของผมเป็นเทพร้อยเปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ผมขออุปมาตนเองเปรียบเหมือน 'เซียวฮื่อยี้' ซึ่งเติบโตมาจากหุบเขาคนโฉด ผมเองผ่านมหาวิทยาลัยชีวิตของวงการพระเครื่องจากท่าพระจันทร์ ซึ่งสถานที่แห่งนั้นเปรียบประดุจเป็นแหล่งชุมนุมมังกรซ่อนพยัคฆ์ จึงได้มีโอกาสเรียนรู้ทุกกระบวนท่า ไม่ว่าจะเป็นวิชาเทพวิชามาร แต่โดยธรรมชาติของผม หากต้องประมือกับมาร ก็คงต้องเลือกใช้วิชามารจึงจะพอต้านกันไหว แต่หากประจันหน้ากับเทพ ก็คงมีแต่น้อมกายลงคารวะ”

 อย่างไรก็ตาม แม้เสี่ยติจะถูกยกและเรียกให้เป็น “เซียนใหญ่” แต่เขากลับยืนยันและพูดถึงคำว่าเซียนไว้อย่างน่าคิดว่า "ผมไม่ใช่เซียนแน่นอนครับ เพราะความรู้สึกของคนภายนอกวงการอาจมองว่าเซียนเป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้วางใจ ผมจึงหาคำบัญญัติของสถานะเซียนเสียใหม่ว่า ผู้ชำนาญการ ผมมีมากมิตรและศัตรู เพราะเป็นคนชอบคิดนอกกรอบ ไม่เหมือนใคร และยินดีที่จะโดดเดี่ยวตัวเองอยู่นอกขอบเขตของตลาดพระ ผมเป็นได้แค่คนสื่อแนวพระเครื่องเล็กๆ ที่มือซ้ายถือปากกามือขวาคว้าแว่นส่องพระ"

 พร้อมกันนี้ เสี่ยติยังแนะนำว่า "ผมอยากให้นักสะสมพระเครื่องทุกท่านใช้วิจารณญาณและต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ อย่าฝากความหวังไว้กับบรรดาเซียนทั้งหลาย รวมทั้งตัวผมด้วย เพราะตราบใดที่เรายังไม่มีความรู้มากพอที่จะตัดสินได้ด้วยตนเอง มันก็คล้ายกับการยืมจมูกผู้อื่นหายใจ คงมีบ้างที่เรามิอาจรู้ได้ว่า กำลังหายใจเอาสิ่งปนเปื้อน หรือสิ่งมีพิษเข้าไป เพราะฉะนั้น จงใช้สายตาในการพิจารณา จงใช้สติปัญญาในการไตร่ตรอง จงใช้วิจารณญาณในการวินิจฉัย พระจะเก๊แท้ คนเท่านั้นที่เป็นผู้ประกาศิต องค์พระท่านไม่เกี่ยวข้องด้วยหรอกครับ พระเก๊ไม่มีหรอก เพราะทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นรูปพุทธปฏิมา ควรค่าแก่การเคารพบูชาทั้งสิ้น"

 ทั้งนี้ เสี่ยติได้ตอบคำถามในประเด็น "พระแท้เก๊อยู่ที่องค์พระหรือคนดูพระ?" ว่า "สำหรับผมแล้วมีเพียง ๒ ปัจจัยเท่านั้น คือองค์พระกับผู้พิจารณาพระ สำหรับองค์พระที่ถึงพร้อมด้วยปัจจัยการพิจารณา ที่มักจะเรียกกันว่า พระดูง่ายคงไม่ใช่ปัญหา สำหรับการพิจารณานั้นผู้พิจารณาจะต้องสูงด้วยประสบการณ์และการแยกแยะ และสามารถที่จะวิเคราะห์ความผันแปรขององค์พระได้ เพราะด้วยระยะเวลานับร้อยนับพันปีของพระแต่ละองค์ ย่อมมีปัจจัยผันแปรมากมาย และด้วยปัจจัยผันแปรเหล่านี้ อาจทำให้การพิจารณาพระมีความเห็นแตกต่างกันออกไป อยากฝากไว้นิดนึงว่า พระที่เซียนไม่ซื้อ หรือเซียนตีเก๊ ก็ใช่ว่าจะต้องเก๊ตามประกาศิตเซียน เพราะว่าเซียนแต่ละท่านก็อาจแตกต่างกันด้วยประสบการณ์ และความละเอียดถี่ถ้วนในการวิเคราะห์วิจารณ์"

 แม้ว่าพระเครื่องในดวงใจของเสี่ยตินั้นมีมากมาย แต่เน้นพิเศษที่พระสมเด็จวัดระฆัง และหลวงปู่ทวด พระปิดตาหลวงพ่อครน วัดบางแซะ เชื่อมั่นอย่างยิ่ง ขนาดเคยใส่กำมือให้คนที่ไม่เชื่อลองยิง  แต่คงไม่มีใครกล้ายิง เขาจึงรอดจากการเจ็บตัวมาได้

 สำหรับท่านที่สนใจพระเครื่องชุดเบญจภาคี แม้ไม่มีพระเหล่านั้นอยู่ในครอบครอง ก็ไปฟังการบรรยายของเขาได้ ในเรื่อง “พระเบญจภาคี” หรือจะนำพระไปร่วมนิทรรศการแข่งขันการอนุรักษ์และออกใบเซอร์พระเครื่องชุดเบญจภาคี ณ โรงแรมเดอะริช เชิงสะพานพระรามห้า ฝั่งวัดสังฆทาน ในวันเสาร์ที่ ๖ และวันอาทิตย์ที่ ๗ กุมภาพันธ์นี้ หรือสอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่ โทร.๐๘-๗๓๒๖-๑๒๔๗, ๐๘-๔๔๓๕-๗๔๕๘, ๐-๒๘๗๙-๕๗๘๘

 "ผมอยากให้นักสะสมพระเครื่องทุกท่านใช้วิจารณญาณ และต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ อย่าฝากความหวังไว้กับบรรดาเซียนทั้งหลาย รวมทั้งตัวผมด้วย เพราะตราบใดที่เรายังไม่มีความรู้มากพอที่จะตัดสินได้ด้วยตนเอง มันก็คล้ายกับการยืมจมูกผู้อื่นหายใจ"

เรื่อง -  ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

"}])