พระเครื่อง

ละครธรรมะ ปฏิวัติสื่อ

ละครธรรมะ ปฏิวัติสื่อ

30 ม.ค. 2553

"ธรรมะไม่ได้ทำให้ชีวิตน่าเบื่อ แต่ธรรมะทำให้ชีวิตน่าอยู่ มีความหมาย สามารถที่จะอยู่กับความจริงและมีความสุขได้ โดยเฉพาะเด็กๆ และเยาวชน ถ้าเขายังไม่มีหลักธรรม เขาไม่รู้ว่าจะดำเนินชิวิตอย่างไร พวกเขาจะเป็นกำลังของประเทศต่อไป ถ้าเขาไม่มีศีลธรรม แย่เลยนะ ถ้าคน

   พระพรพล ปสันโน พระอุปัฏฐากพระศรีญาณโสภณ วัดพระราม ๙  กาญจนาภิเษก กล่าวถึงเบื้องหลังการที่ท่านและทีมงานวัดพระราม ๙  ลุกขึ้นมาทำละครธรรมะออกไปหลายเรื่องแล้ว ตั้งแต่ "เสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว" อัตถชีวประวัติของพระศรีญาณโสภณสมัยวัยเยาว์ มาจนถึง "ทศบารมี" ละครธรรมะที่จัดทำขึ้น ๑๐ ตอน เพื่อเทิดพระเกียรติฉลองพระชันษา ๙๖ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในปีที่ผ่านมา ที่ถ่ายทอดทางทีวี ๓ ช่องพร้อมกัน ทำให้จนถึงปัจจุบันก็ยังมีเสียงโทรศัพท์เข้ามาที่วัดเพื่อถามหาวีซีดีของหนังชุดดังกล่าวกันอย่างต่อเนื่อง

 ทางวัดพระราม ๙ จึงมีดำริที่จะสานต่องานชุดนี้ออกมาเพื่อเผยแพร่เข้าสู่วัด และโรงเรียนวัดทั่วประเทศก่อนเป็นการนำร่องและปูพื้นการนำสื่อธรรมะไปใช้ในการเรียนการสอนที่เข้าใจง่ายขึ้น ดังที่ท่านพรพลเป็นห่วงเยาวชนในวันนี้เป็นอย่างมาก

 "วัยรุ่นที่เขาขี่มอเตอร์ไซค์แข่งกันมีผู้หญิงซ้อน ถ้าใครแพ้ก็ต้องเอาแฟนผู้หญิงที่ตัวเองซ้อนให้อีกคันหนึ่ง ทำให้เห็นเลยว่า คนมองคนเป็นวัตถุมากขึ้น ความรักถูกตีค่าเป็นวัตถุ ใช้ผู้หญิงเหมือนเปลี่ยนกระเป๋า เอาผู้หญิงที่ตัวรักไปให้คนอื่น คือสังคมมันเสพวัตถุจนกระทั่งเห็นคนเป็นวัตถุไปแล้ว มีการแลกคู่กัน น่ากลัวมาก วันหนึ่งเขาก็ฆ่ากันได้ เพราะเขามองคนเป็นแค่วัตถุ วันหนึ่งเขาเบียดเบียนกันได้ เพราะเขามองคนเป็นวัตถุ อาตมาเป็นห่วงมาก อีก ๑๐ ปีข้างหน้า จะลำบาก หรืออาจจะไม่ถึง ละครบ้านเราได้อิทธิพลจากหนังเกาหลีมาก แล้วก็แต่งตัวแบบเกาหลี เอาวัฒนธรรมไทยไปหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าละครไม่ดี ทำให้ประเทศชาติเอียงได้เลย"

 "ทศบารมี" จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ออกมาในช่วงวิกฤติศรัทธาได้พอเหมาะ ท่านพรพลกล่าวว่า เนื้อหาในแต่ละบารมีตีความออกมาเลยว่ามีความหมายอย่างไร เมื่อบำเพ็ญเพียรแล้วเป็นอย่างไร

 จากนั้นเราก็มาดูว่าจะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ ก็เห็นว่า คนชอบดูละคร เราก็ทำละครให้ดู แต่ละครนอกจากความบันเทิงแล้วมีแก่นธรรมแฝงไว้ด้วย นี่ถือเป็นการปฏิวัติสื่อเลยทีเดียว เราเปิดพระไตรปิฎก เปิดประมวลศัพท์ประมวลธรรมของท่านเจ้าคุณประยุทธ์ ปยุตฺโต แล้วท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณก็เขียนโครงคร่าวๆ ให้คนเขียนบทไปขยายความต่อ อาตมาดูแล้วก็ส่งให้ท่านเจ้าคุณดูอีกครั้ง พอท่านเซ็นกำกับ ผ่าน ก็มาดำเนินการถ่ายทำ 

 "ที่วัดมีกล้องเอง ตัดต่อเอง มีผู้ช่วยผู้กำกับเอง ไม่ต้องจ้างเขา เราจึงสามารถทำได้ คนเขียนบทก็มีหลายคน เช่น อ.สุขุม เมธาวนินทร์ คนที่เขียนบทหนังเรื่อง หลวงพี่เท่ง รถไฟผี แล้วก็มี อ.คัมภีร์ ภาคสุวรรณ์ เมื่อก่อนเป็นพระแล้วสึกออกมาเป็นผู้กำกับหนัง เขียนบทด้วย กำกับด้วย แล้วก็คุณยงยุทธ พินิจพงศ์ เคยทำเรื่อง เสน่ห์ผ้าขี้ริ้ว มาแล้ว ทุกคนเป็นลูกศิษย์วัดพระราม ๙  หมด นักแสดงก็มาเล่นถวายให้ฟรี อย่างอี้ แทนคุณ จิตต์อิสระ ก็มาเล่นให้ ทุกคนมาถวายงานฟรี เป็นงานวัดแท้ๆ" 

 ละครธรรมะที่ออกมาจากวัดจึงต่างจากละครธรรมะที่ฆราวาสทำ อย่างหนึ่งที่สำคัญคือ ก่อนเริ่มเรื่องมีการปฏิบัติธรรมด้วย 

 "อาตมาพาทีมงานไปถ่ายก็ไปอาศัยอยู่ในวัด ทีมงานกินข้าววัด ฟังธรรม นั่งสมาธิ แล้วชีวิตหลายคนในกองถ่ายเปลี่ยนไป คุณภูษณ ปรีย์มาโนช ก็เป็นหนึ่งในนักแสดง ในเรื่องเป็นอธิการมหาวิทยาลัย เขาบอกว่า เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่ละคนได้ซึมซับในแต่ละบารมี พอเล่นจบครบ ๑๐ บารมี ก็เห็นแต่ละคนได้รับการขัดเกลา หล่อหลอมแล้ว ถือว่าได้เรียนรู้และได้ศึกษาจริงๆ บางคนเคยดื่มเบียร์ ดื่มเหล้า จึงจะเขียนบทได้ พอมาทำงานกับอาตมาไปอยู่ในวัดก็ดื่มไม่ได้ พฤติกรรมก็เปลี่ยนไป แล้วเขาก็พบว่า ไม่ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ก็เขียนบทได้"

 สิ่งที่ทำให้กองถ่ายเปลี่ยนไป พระพรพลอธิบายว่า เพราะเวลาไปทำงาน ไปอยู่กับพระ แล้วพระมีศีล แม้ว่าเขาเคยดื่ม พอจะไปดื่มในวัดก็กระดากใจ เกิดหิริ โอตตัปปะขึ้น มีความละอายและความเกรงกลัวต่อบาป เขาคิดได้ว่า การดื่มเหล้าเป็นการฝืนธรรมชาติ มนุษย์เกิดมาก็ไม่ได้ดื่มเหล้า แล้วทำไมเราต้องดื่ม หรือบางคนก็บอกว่า อยู่กับหลวงพี่โกหกไม่ได้ ต้องพูดตรงๆ ก็เลยค้นพบว่า การโกหกเป็นเรื่องฝืนธรรมชาติ บางคนก็ลาออกจากงานบริษัทมาทำงานวัดเลย เขาบอกว่า ดีกว่าไปทำหนังที่ต้องฆ่าฟันกัน

 เรื่องต่อไปที่ทางวัดพระราม ๙  มีดำริที่จะทำต่อไป พระพรพลขยายความต่อมาอีกว่า ก็มีเรื่อง อริยมรรคมีองค์ ๘

 "เพราะจริงๆ แล้วคนยังไม่เข้าใจเรื่องนี้กันอีกมาก เราก็อยากจะทำออกมาให้คนเห็นว่า หนทางแห่งการดับทุกข์นั้น ทำได้อย่างไร ต่อจากนั้นก็จะเป็นเรื่อง มงคล ๓๘ ประการ แล้วก็อริยสัจ ๔ ฟังชื่ออาจจะไม่น่าดู แต่รับรองว่าหนังจะต้องน่าดู เรากำลังปฏิวัติหนังอยู่ ว่าชื่ออย่างนี้ เรื่องก็น่าดูด้วย อาตมาจะนำเสนอให้เหมือนละครทั่วไป ให้สนุกและได้ข้อคิด เหมือนเราไปเรียนหนังสือ สนุกด้วย ได้ความรู้ด้วย ปัจจุบันคนดูทีวีดูสนุก แต่ไม่มีสาระ อย่างเด็กๆ ดูหนังคนจูบกัน แล้วก็ไปทำตาม สุดท้ายก็ท้อง และไปทำแท้ง หนังไม่ได้สอนอะไรเขาเลย มีแต่ให้เขาเสพติดและประพฤติผิดตามมา

 "อย่างในเรื่อง ทศบารมี เราทำให้เห็นว่า คนที่มีศีล ชีวิตเป็นอย่างไร คนที่ไม่มีศีลชีวิตเป็นอย่างไร คนที่มีสัจจะชีวิตเป็นอย่างไร คนที่ไม่มีสัจจะชีวิตเป็นอย่างไร คนที่มีวิริยะชีวิตเป็นอย่างไร คนที่ไม่มีวิริยะชีวิตเป็นอย่างไร และในเรื่อง มีตอนที่พระมาเทศน์จริงๆ ด้วย ท่านเจ้าคุณพระศรีญาณโสภณบอกว่า พระไม่ได้เล่นละคร แต่เราเอาธรรมะไปใส่ในละคร คือมีพระเทศน์เลย ไม่ต้องให้คนแต่งเป็นพระ เพราะการที่ให้พระมาเทศน์ในละคร จะได้ธรรมะที่ถูกต้อง และได้สภาวธรรมไปพร้อมๆ กัน ถ้าจับคนมาโกนหัวเล่นเป็นพระพูดจาก็ไม่ถูก ให้ธรรมะก็ไม่ถูก แล้วยังเป็นพระปลอมอีก

 "ปัจจุบันสื่อทีวีมีอิทธิพลมาก หลายคนอยากให้คนกลับมาสามัคคี แต่สื่อกลับทำให้คนแตกแยก แล้วต่างคนก็ต่างนำเสนอความคิดของตนเอง ไม่ได้คิดถึงประเทศชาติ ไม่ทำให้คนมีศีล ถ้าคนมีศีล จะต้องทำให้คนกลับมาเป็นคนไทยที่รักชาติ รักในหลวง คืนกำไรให้แผ่นดิน ปัจจุบันมีแต่คนที่จะเอาจากแผ่นดิน การนำเสนอสื่อที่ดี จะทำให้คนเปลี่ยน ละครธรรมะที่ดีจะต้องทำให้คนตื่น เป็นการเผยแผ่ธรรมะแบบใหม่ เป็นการนำเอาศิลปะกับหลักธรรมมาอยู่ด้วยกัน คือดูหนัง ดูละครแล้วให้ย้อนมาดูตัวเรา และเราต้องช่วยกันเปิดพื้นที่สื่อธรรมะให้มากขึ้น"

 นั่นคือสิ่งที่ท่านพรพลฝากไว้ให้เราช่วยกันพิจารณา 

 ***สนใจดีวีดีละครธรรมะ "ทศบารมี" ติดต่อได้ที่ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก โทรศัพท์ ๐-๒๓๑๘-๕๙๒๕-๗

"มนสิกุล โอวาทเภสัชช์"

"}])