
พึ่งตนพึ่งธรรม - "ธรรมะแคปซูล"กับ พระครูสมุห์สุเทพ ชินวโร
อดีตนักปฏิวัติที่มีตำแหน่งเป็นรองผู้ชี้นำทางการเมือง กองทหารในป่า ตอนนั้นเรียกเขาว่า คอมมิวนิสต์ ได้อย่างเต็มปาก ก่อนที่ สุเทพ ลัคนาวิเชียร จะบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์สายหลวงพ่อเทียน เขาผ่านเรื่องราวในชีวิตมากมาย เคยเป็นประธานสภานิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พาเพ
ช่วงที่เขาเป็นนักปฏิวัติ เขาคิดไว้สองอย่าง คือ ถ้าไม่เตรียมตัวตายก็ติดคุก ช่วงนั้นอายุ ๒๐ กว่าๆ เดินอยู่ในป่าแถว จ.น่าน และพะเยา ผู้นำปัญญาชนเช่นเขาเรียนรู้ทุกเรื่อง เพื่อช่วยเหลือตัวเองและเพื่อนๆ ไม่ว่าการฝังเข็ม การใช้สมุนไพร การรบในกองกำลังทหาร
"ช่วงนั้นผู้ชี้นำทางการเมืองออกรบแล้วเหยียบทุนระเบิดขาขาด ต้องตัดขาทิ้ง เราเป็นคนหิ้วขาของเขาไปฝังดิน และครั้งสุดท้ายมีคำสั่งให้เราออกสนามรบ ตอนนั้นเตรียมตัวจะไป ผู้กองสั่งไม่ให้ไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะไม่มีผู้นำ ผู้กองก็เลยเสียสละออกรบเอง และในที่สุดเราก็ต้องเอาศพเขามาฝังในดินอีก ณ วันนี้ทำให้เชื่อว่า ถ้าไม่ถึงเวลาตาย มันไม่ตายหรอก"
หลังจากอดีตนักปฏิวัติออกจากป่าเข้าสู่เมือง เขาไม่ได้กลับมาเรียนต่อเหมือนนักศึกษาทั่วไป เพราะมีความคิดว่า เมื่อถูกไล่ออกจากระบบการศึกษา จึงไม่อยากย้อนกลับไปเรียนในระบบ
"ไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องให้สถาบันมารับรองความรู้เรา เราควรเป็นตัวอย่างของผู้รับรองความรู้ที่รู้ด้วยตัวเอง และให้คนยอมรับเอง" พระครูสมุห์สุเทพ เล่าชีวิตในอดีต และย้ำว่า ชีวิตนักปฏิวัติก็เหมือนพระ ไม่เคยมีสมบัติส่วนตัว เงินที่ได้จากการช่วยเหลือต่างๆ ผ่านมือมา ก็ผ่านไป เป็นสายน้ำของการเคลื่อนไหว ไม่เคยเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัว
"นักปฏิวัติอย่างเรา พอออกจากป่าก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไร เรื่องจะเอาเปรียบคนก็ไม่มี ทำธุรกิจก็ล้มเหลว เพราะเราขาดความเข้าใจ เคยทำธุรกิจเจียระไนพลอย ขายก๋วยเตี๋ยว ก็ไปไม่รอด ที่แน่ๆ จิตรู้สึกเบื่อ ไม่รู้ว่าอะไรคือสาระของชีวิต"
ชีวิตจึงค่อยๆ บีบตัวเองเข้ามาสู่วิถีนักบวช เพราะไม่อาจทำงานในระบบเมืองไทย ท่านทนไม่ได้กับความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นในสังคม กระทั่งวันหนึ่งแวะไปหาเพื่อนที่ร้านหนังสือในจตุจักร เพื่อนแนะนำให้อ่านหนังสือหลวงพ่อเทียน จึงตัดสินใจบวช เมื่อบวชแล้วได้สมญาว่า พระครูสมุห์สุเทพ ชินวโร ช่วงแรกจำพรรษาที่วัดสนามใน
"ตอนหลวงพ่อเทียนใกล้มรณภาพ เราได้หามท่านออกจากวัดสนามใน ข้ามทางรถไฟไปขึ้นรถ และได้รู้ว่าท่านเลิกใช้ยาทุกอย่าง ถ้าใช้...ท่านบอกคนใกล้ชิดว่า สติไม่แจ่มชัด ท่านกล้าเผชิญหน้า ท่านอยู่เหนือเวทนาจนสิ้นใจ ซึ่งเป็นภาพที่อลังการของครูบาอาจารย์ในจิตใจเรา ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ เมื่อบวชแล้วจึงอยู่ในเครือข่ายหลวงพ่อเทียน เป็นพระนักเทศน์ที่มีคารมโวหารพูดได้ทุกเรื่อง แต่ตอนนั้นธรรมะลึกๆ ยังไม่เต็มที่"
หลังจากจำพรรษาอยู่วัดสนามปีกว่าๆ ต่อมาท่านได้ไปช่วยหลวงพ่อราเชนทร์ ฆรมุตฺโต สร้างวัดเพิ่มธรรมจำเริญสมัยจรรยาวราราม จ.จันทบุรี เพื่อรักษาพื้นที่ป่ากว่า ๕๐ ไร่ อยู่ที่นั่น ๔ ปี แล้วมาช่วยสร้างวัดป่าเขาคงคา โคราช อีก ๓ ปี ช่วยทำโครงการภาวนาและฝึกปฏิบัติธรรมให้พระสงฆ์ และอยู่ที่นั่นกว่า ๔ ปี จนปี ๒๕๓๙-๒๕๔๑มาทำโครงการอโรคยาอาศรม ดูแลผู้ติดเชื้อที่มุกดาหาร อีก ๓ ปี โดยใช้ธรรมะและสมุนไพรรักษาแบบองค์รวม
“สมัยทำงานช่วยเหลือผู้ติดเชื้อ สมัยนั้นไม่มีใครอยากช่วยงาน แม้กระทั่งญาติพี่น้องผู้ป่วยเอดส์ ก็เอาพวกเขามาทิ้งไว้ปลายนา เราทำโครงการนี้กลางภูเขาภูพาน คนไม่ค่อยรู้จัก เท่าที่ทราบตอนนี้ยังมีผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาบางคนยังมีชีวิตอยู่ แต่ไม่ได้ทำโครงการนี้แล้ว"
อดีตนักปฏิวัติที่เคยผ่านสนามรบและความเป็นความตายหลายครั้ง เมื่อบวชเรียนศึกษาธรรมะ ท่านก็จริงจังและใส่ใจกับแก่นของพุทธศาสนา ท่านอธิบายว่า ถ้าเราปรารถนาจะเป็นผู้รู้อย่างพระพุทธเจ้า เราต้องเอาพระสูตรพวกนี้มาตีประเด็นให้ชัดและปฏิบัติ จนเข้าใจอริยสัจ ๔ มรรคมีองค์แปด และปฏิจจสมุปบาท จนได้ริเริ่มโครงการปฏิบัติเข้ม 40 วัน ตั้งแต่ปี ๒๕๓๖ ที่วัดป่าเขาคงคา โคราช
"อาตมาเป็นนักคิด นักทฤษฎี นักปรัชญาที่ชอบตีความ แม้อ่านหนังสือธรรมะไม่มาก แต่อ่านแบบใส่ใจ และพยายามเทียบเคียงกับการปฏิบัติ หากเราเข้าใจสภาวะ ก็จะรู้ว่าเรากับจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน คำพูดทุกคำเป็นเรื่องสมมติ ถ้าคนเราไม่กลัว ไม่อาย ก็จะก้าวข้ามคำว่าสมมตินั่นได้ การสิ้นไปจากตัวตน ก็เหมือนสภาวะเด็กเกิดใหม่ หากคนเราไม่กลัวตาย ไม่กลัวจน ก็เป็นเสรีได้มาก"
ปัจจุบันท่านไม่ได้จำพรรษาที่ไหนเป็นหลักแหล่ง ส่วนใหญ่จะเดินทางไปสอนกรรมฐานให้คนสิงคโปร์และมาเลเซีย ท่านเรียกโครงการนี้ว่า พุทธลีลามหาสติ เพื่อแนะนำเรื่องการภาวนาและธรรมะตามแนวทางพุทธ พระครูสมุห์สุเทพ บอกว่า มนุษย์เราเป็นสัตว์ที่ต้องฝึกฝนตลอดชีวิต ไม่ว่ายามใดก็ต้องฝึกฝนวินัยในชีวิตให้ตัวเอง
"จิตเป็นตัวขับเคลื่อนขันธ์ ๕ ซึ่งเหมือนองค์ประกอบรถยนต์ ส่วนปฏิจจสมุปบาท (การเกิดขึ้นและดับไปแห่งทุกข์) เหมือนเราขับรถ ถ้าเข้าใจแบบนี้จะง่าย คำสอนที่อาตมาสอนก็เหมือนธรรมะแคปซูล ความทุกข์ คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ตอนเรานั่งอยู่ตรงนี้แล้วลุกไป รูปนั่งของเราไม่มีแล้ว แต่เราจำว่าเราคือเราตลอดเวลา และนึกว่าเที่ยง ทั้งๆ ที่เป็นอนิจจัง ซึ่งเรื่องนี้คนไม่เข้าใจ"
เพราะอะไรคนไม่เข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า พระครูสมุห์สุเทพ บอกว่า เราติดอยู่ในขันธ์ ๕ ตลอด เพราะเราไม่เป็นปัจจุบัน ถ้าเป็นปัจจุบันนั่นหมายถึงไม่มีอดีต หรืออนาคต เป็นสภาวะของมันเอง
“ทุกข์เกิดจากความไม่เที่ยง คือ อนิจจังเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เคยอยู่เหมือนเดิม เพราะเราไม่เคยใส่ใจเรื่องนี้จริงๆ จึงไม่เข้าใจ พุทธศาสนามีทั้งลึกและไม่ลึก บางเรื่องง่ายๆ แต่คนทำให้ยาก อย่างคำสอนเพื่อการดับทุกข์ เราต้องทำเรื่องมากให้เหลือน้อย ทำเรื่องน้อยให้ไม่มีเลย คือ สุญญตา ต้องทำจิตให้ว่าง คือ ไม่มีอะไรเลย"
ถ้าสามารถทำได้เหมือนที่อธิบาย พระครูถามว่า ความทุกข์จะทำร้ายคุณได้ไหม...ทำไม่ได้ เพราะไม่มีทุกข์ สิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ
“ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ ก็เข้าใจชีวิต เพราะชีวิตเป็นธรรมชาติ"
เมื่อถามถึงการสอนภาวนาในปัจจุบัน พระครูสมุห์สุเทพ บอกว่า ช่วงที่ผ่านมาจำพรรษาที่ปีนัง ชุมชนชาวพุทธในมาเลเซียและสิงคโปร์เป็นดินแดนของปัญญาชน ช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา คนที่นั่นสนใจพุทธศาสนามากขึ้น เพราะคำอธิบายเชิงเหตุผล
"อาตมาแนะนำการภาวนา เหมือนเราเป็นโค้ชการเล่นฟุตบอลให้ตัวต่อตัว ที่ผ่านมาก็เคยฝึกลูกศิษย์ทั้งพระและฆราวาส มีพระรูปหนึ่งที่ฝึกวิชาฝังเข็มให้ เรียนแล้วมาฝึกกับตัวเอง เหมือนเช่นที่ว่า เมื่อคนเราไม่กลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ก็สามารถไปสอนคนอื่นได้อย่างแม่นยำ"
ท่านพยายามอธิบายธรรมะแบบเชื่อมโยงเป็นแผ่นชาร์ตเล็กๆ ให้หลายคนเข้าใจ ท่านเรียกว่า ธรรมะแคปซูล พระครูบอกว่า พุทธศาสนาไม่ใช่เรื่องภายนอก ต้องทำความเข้าใจเรื่องจิต
"หากคุณไม่มีสันติภาพในใจ คุณจะแบ่งปันสันติภาพภายนอกให้คนอื่นได้ยังไง ต้องเริ่มที่ปัญญาก่อน ปัญญาเบื้องต้นเกิดจากการได้ยิน ได้ฟัง คิด และปฏิบัติ คำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ถูกทำให้ยากซับซ้อนในการตีความ อาตมาสามารถสอนอริยสัจ ๔ ภายใน ๒ นาทีให้รู้เรื่อง คนเราทุกข์เพราะความคิดตัวเองใช่ไหม"
เมื่อตอบว่า...ใช่ และแย้งว่า ยากที่จะไม่ครุ่นคิด พระอาจารย์บอกว่า ต้องเลิกพูดคำว่า ยาก เพราะคุณเอาปัญญาของกิเลสมาปกป้องต่อหน้าต่อตา
"แม้คนเรามีธรรมชาติต้องคิด...ก็ใช่ แต่สิ่งที่เราเป็นอยู่คือ คิดแบบไม่รู้สึกตัว เราไม่ตั้งใจคิด เราหลงไปกับความคิด ยกตัวอย่าง ผู้ชายคนหนึ่งข่มขืนผู้หญิงบริสุทธิ์คนหนึ่ง แม้เขาจะติดคุก แต่ทุกครั้งที่เขาคิดเรื่องนี้ เขามีความสุขที่ได้นอนกับผู้หญิงคนนั้น ส่วนผู้หญิงคนนั้นนึกถึงเรื่องนี้เมื่อใดก็เสียใจทุกครั้ง ปรากฏว่า ตายไป...ผู้ชายขึ้นสวรรค์ แต่ผู้หญิงตกนรก ถ้าบอกว่า อย่างนี้ไม่ยุติธรรมสิ ก็ใช่..ในทางโลก ผู้ชายติดคุก นั่นยุติธรรมทางโลก แต่ทางธรรมเป็นเรื่องของใจใคร ใจมัน
“มันอยู่ที่จิต เขาถึงบอกว่า ให้คิดเชิงบวก ถ้าภาวะปัจจุบันเป็นสุขก็เหมือนขึ้นสวรรค์"
เรื่อง... "เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ"



