พระเครื่อง

หลวงพี่ควานเงียม
"เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง"

หลวงพี่ควานเงียม "เพราะเราไม่เข้าใจตัวเอง"

25 พ.ย. 2552

เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว หลวงพี่ควานเงียม ชาวเวียดนาม ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เริ่มบวชเรียนในพุทธศาสนาสายเซนหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส ท่านมาจากครอบครัวนักธุรกิจ พ่อเป็นคนหัวก้าวหน้าและประสบความสำเร็จอย่างมาก จนเมื่อเวียดนามเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบคอม

 ช่วงที่ท่านเป็นนักศึกษาด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ท่านชอบการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ แต่ไม่ได้เรียนต่อ แม้การเรียนรู้จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ท่านเลือกเดินบนเส้นทางธรรม ลาออกตั้งแต่เรียนอยู่ปีที่สอง จากนั้นเดินทางไปบวชในหมู่บ้านพลัม

 "ตอนฉันเป็นวัยรุ่น ก็ไม่ได้คิดว่าเรียนจบแล้วต้องออกมาหาเงินได้มากๆ นั่นไม่ใช่เป้าหมาย เพียงแค่ฉันอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ" ท่านเล่าถึงความพอเพียงตั้งแต่วัยเยาว์ และครอบครัวของท่านก็เป็นครอบครัวทางธรรมอย่างแท้จริง มารดา พี่ชายและพี่สาว ต่างเป็นนักบวช มีพี่สาวคนหนึ่งเป็นนักบวชในสายหมู่บ้านพลัม ส่วนคนอื่นๆ บวชในสายพุทธนิกายอื่น 

 ท่านบอกว่าตอนนั้นฉันมีคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิตในอนาคต และรู้ว่าชีวิตนักบวชงดงาม 

 "หากถามว่าทำไมครอบครัวของฉันมีเมล็ดพันธุ์ทางธรรม เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันก็บวชเพราะเงื่อนไขเหมาะสม ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนฉันไม่ชอบพุทธศาสนา จำได้ว่าตอนไปเยี่ยมแม่ที่เป็นแม่ชีในวัดชาวเวียดนามที่อังกฤษ เห็นแม่ต้องไหว้พระเด็กๆ เราก็คิดว่าศาสนาพุทธแบ่งแยก ตอนนั้นก็เลยไม่ชอบเพราะแม่ก็อายุเยอะแล้วต้องทำอาหารให้พระอีก และต้องกินอาหารที่เหลือจากพระ แม่คิดว่า การกินอาหารเหลือจากพระได้บุญ แต่สำหรับฉันแล้วรู้สึกว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ" หลวงพี่ควานเงียม เล่าถึงชีวิตก่อนบวช

 ท่านย้อนความอีกว่า กระทั่งหลานสาวไปภาวนาที่หมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศส แล้วมาเล่าให้ฟังก็เลยเกิดความสงสัย จึงตามไปหมู่บ้านพลัม และปฏิบัติอยู่สามเดือน

 "ภาพของหมู่บ้านพลัมไม่ได้เหมือนวัด ตอนนั้นฉันอายุ ๒๕ ปี ตอนแรกคิดว่าจะอยู่ที่นั่น ๒ สัปดาห์ แต่กลายเป็น ๓ เดือน คำสอนของพระพุทธเจ้าทำให้ฉันเปลี่ยนใจ และในบ้านของฉันก็เต็มไปด้วยหนังสือพุทธศาสนามหายาน ขงจื้อ เต๋า ฯลฯ เมื่อพูดถึงคำสอนในพุทธศาสนา ฉันก็ไม่รู้เหมือนว่า อะไรเป็นเรื่องโดนใจ ฉันจำเรื่องเต่าตาบอดอายุร้อยปีในมหาสมุทรได้ ทำให้ได้คิด เพราะมันยากเหลือเกินที่จะเกิดเป็นคน และยากกว่านั้นคือโอกาสที่จะสัมผัสธรรม เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เลือกโอกาสที่จะฝึกปฏิบัติ"

 เมื่อถามว่าเริ่มคิดจะบวชตอนไหน หลวงพี่ควานเงียม บอกว่า แค่ปฏิบัติเดือนแรกก็ตัดสินใจแล้วว่าจะบวช ตอนนั้นมีนักบวชหมู่บ้านพลัมเพียง ๔ คน การเรียนธรรมะไม่ใช่ปัญหา แต่การจัดการปัญหาคนที่มากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเป็นนักบวช แต่ทุกคนมาจากต่างครอบครัว ต่างวัฒนธรรม
 "เวลาฉันมีความขัดแย้ง ฉันจะออกไปเดินวิถีแห่งสติรอบๆ หมู่บ้านพลัม เมื่อเดินจนเกิดสติ ฉันก็จะไตร่ตรองว่าปัญหาคืออะไร เรากำลังเผชิญกับอะไร แล้วฉันก็จะกลับมา เหมือนเวลาเราอยากร้องไห้ แต่เราไม่ร้อง เพราะเรารู้เราจึงไม่ร้องไห้ เรามีสติ เพราะเราเข้าใจการดูแลความรู้สึกตัวเอง ถ้าปล่อยให้ความคิดนำไป ก็จะไม่สามารถกลับมาสู่ลมหายใจ ไม่สามารถมีสติได้ สติและสมาธิต้องมาพร้อมกัน เหมือนไฟฉายในมือเรา หากส่องออกไป ทำให้เรามองเห็น เปรียบดังสติและสมาธิที่มั่นคง"
 ในยุคแรกๆ ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส มีนักบวชไม่กี่รูป และอากาศหนาวเย็นมาก หลวงพี่ควานเงียมมีกิจวัตรหนึ่งที่ต้องทำประจำคือ การตัดไม้มาทำฟืน บางครั้งก็เป็นช่างซ่อมไฟฟ้าในวัด เพราะท่านเรียนมาด้านนี้

 "ตอนฉันอายุน้อยๆ ฉันมีคำถามเยอะ พอมาเป็นนักบวชก็ค่อยๆ ฝึกปฏิบัติไปเรื่อยๆ ทุกอย่างมีเหตุปัจจัยของมัน พอเข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็เริ่มหมดคำถาม ไม่ใช่ว่าการเรียนธรรมะจะทำให้ฉันทำได้ทุกอย่าง จำได้ว่าช่วงแรกๆ เวลานักบวชรุ่นพี่บอกให้ฉันทำนั่นทำนี่ ตอนนั้นฉันขี้โมโหมาก และที่โน่นอากาศหนาวมากจึงต้องใช้ฟืน เวลาฉันโมโห ฉันจะออกไปตัดไม้ แต่ตอนนี้อารมณ์โมโหไม่ค่อยมีแล้ว"

  หลวงพี่ควานเงียม บอกถึงการจัดการกับความโกรธว่า ถ้าเราปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้น มันก็ช้าเกินไปที่จะแก้ไข อย่ารอให้ความโกรธเกิด เราต้องรู้สึกตัวทั่วพร้อมก่อน ต้องระวัง นั่นก็คือ อย่าปล่อยให้บ้านไฟไหม้

 วันเวลากว่า ๒๐ ปีทำให้ท่านค่อยๆ เรียนรู้ธรรมและชีวิต ปัจจุบันท่านมีหน้าที่สอนนักบวชหญิงรุ่นใหม่ และสอนการภาวนาผู้คนทุกอาชีพในโลกใบนี้ ท่านบอกว่าสอนทั้งเรื่องจิตวิทยาและธรรมะทั้งนักศึกษาด้านพุทธศาสนาและคนทั่วไป

 หลักการของหมู่บ้านพลัม คือ ทำให้คนกลับไปสื่อสารกับครอบครัว การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการสร้างสังฆะ หมู่บ้านพลัมมีวิธีการดูแลกันเหมือนพี่น้อง

 หากถามว่า ทำไมศรัทธาท่านติช นัท ฮันห์ หลวงพี่ตอบว่า คำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ เข้าใจง่าย ท่านสอนอย่างละเอียดและใกล้ชิด เมื่อได้เห็นแนวทางการดำเนินชีวิตของท่านก็เกิดความศรัทธา ไม่มีอะไรต้องสงสัยอีก จึงเลือกอาจารย์ท่านนี้แหละ

 “เวลาท่านติช นัท ฮันห์ แนะนำ ท่านเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนอย่างอื่นที่ท่านไม่ได้สอน ทั้งการดูวิดีโอและอ่านหนังสือ แต่ท่านก็สอนทุกอย่าง ทั้งธรรมะและจิตวิทยา ปีหน้าท่านจะเดินทางมาเมืองไทย"

 เวลาจัดภาวนาในหลายประเทศ หลวงพี่ควานเงียมบอกว่า มีคำถามมากมายเกี่ยวกับชีวิต คนหนุ่มสาวถามเรื่องความรัก นักธุรกิจบางคนถามว่าจะทำธุรกิจอย่างไร โดยรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ด้วย มีบางคำถามอาจไม่ตอบ ยกตัวอย่างคนที่มาภาวนาแล้วพยายามตั้งคำถามเชิงทฤษฎี ไม่ใช่คำถามในการปฏิบัติ

 "อาจเป็นเพราะไม่กล้าที่จะถาม...คำถามส่วนตัว ก็เลยไปจับเรื่องทฤษฎีมาถาม เพื่อซ่อนความรู้สึกบางอย่าง จึงไม่กล้าถามตรงๆ และเวลาคนมาปรึกษา ดูเหมือนอนาคตจะมืดมน ส่วนใหญ่ปัญหามาจากตัวเรา เพราะความไม่เข้าใจตัวเองดีพอ ไม่มีเวลาที่จะเข้าใจตัวเอง ได้แต่มองออกไปนอกตัว เราก็เลยหลงทาง"

 และนี่เป็นครั้งแรกที่หลวงพี่ควานเงียมเดินทางมาร่วมสอนภาวนาในเมืองไทยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา และส่วนใหญ่นักบวชที่มาจะเป็นลักษณะอาสาสมัคร ก่อนเดินทางมาจะมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกลุ่มสังฆะ 

 "ถ้านักบวชคนไหนช่วยตัวเองได้แล้ว ก็อาสาเดินทางมาทำงานภาวนา สำหรับฉันมาเมืองไทยครั้งแรก เพราะหลวงพี่นิรามิสาขอให้มาช่วยในการภาวนาครั้งนี้ และฉันไม่ต้องขอวีซ่า เพราะมีพาสปอร์ตอังกฤษ และช่วงนั้นท่านติช นัท ฮันห์ จัดภาวนาอยู่ในอเมริกา (เดือนตุลาคม ๕๒) นักบวชส่วนใหญ่จึงเดินทางไปอเมริกา แต่ฉันมาเมืองไทยง่ายกว่า"

 การเดินทางมาสอนภาวนาในเมืองไทยครั้งนั้น ท่านได้สอนให้เด็กและผู้ใหญ่เข้าใจธรรมะได้ง่ายขึ้น หลวงพี่แสดงธรรมบรรยายสำหรับเด็ก โดยให้เด็กๆ เข้ามาฟังใกล้ๆ ท่านเปรียบเปรยน้ำในแก้วสองใบที่ใสและขุ่นโยงใยไปถึงเรื่องใจและความสัมพันธ์ระหว่างลูกและพ่อแม่ ส่วนธรรมสำหรับผู้ใหญ่ ท่านบรรยายเรื่องการเริ่มต้นใหม่ และความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาเชิงพุทธ รวมถึงการตอบคำถามทางธรรมได้อย่างคมคาย

เรื่อง... "เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ"
ภาพ... "สลิลา พิชิตวิจัย"

"}])