
สืบสานการดูพระจาก'พ่อ'ต่อ ดวงวิชัยผู้ชำนาญพระบูชา
วงการพระ เมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน สมัยที่ยังมี เซียนพระรุ่นอาวุโส อยู่มากมายหลายท่าน ซึ่งมีการซื้อขายพระกันอย่างกว้างขวาง จนถือเป็นอาชีพอย่างหนึ่งที่สามารถเลี้ยงตัวและครอบครัวอยู่ได้ด้วยความสุขพอสมควร รวมทั้งมีการจัดงานประกวดพระหลายๆ เดือนต่อครั้ง (ไม่ถี่เหมื
เซียนพระอาวุโส สมัยนั้นมีหลายท่านที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้วงการพระโด่งดังขึ้น จนเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป และหนึ่งในนั้นที่ต้องยกไว้ในฐานะปูชนียบุคคล ผู้มีบทบาทสำคัญต่อวงการพระเมืองไทย ก็คือ ปรีชา ดวงวิชัย ผู้ชำนาญการดูพระได้ทุกประเภท เซียนพระรุ่นเก่าที่เป็นแบบอย่างอันดีงามของคนรุ่นหลัง
มาถึงทุกวันนี้ แม้ว่า ปรีชา ดวงวิชัย ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็มี ทายาท ผู้สืบสานความรู้ด้านพระเครื่องพระบูชาได้อย่างยอดเยี่ยม จนเป็น เซียนพระ ที่ได้รับความศรัทธาเชื่อถือจากนักสะสมพระโดยทั่วไป ในฐานะที่เป็นผู้ เล่นพระดี มีพระสวย รวยพระแท้ คนหนึ่งของวงการพระเมืองไทยในทุกวันนี้
ทายาท "ป๋าปรีชา" ที่ว่านี้ คือ เผด็จ ดวงวิชัย หรือที่คนในวงการพระรู้จักกันดีในชื่อของ ต่อ ดวงวิชัย ผู้ชำนาญพระบูชา และพระเครื่องทุกประเภทเหมือนเช่นผู้เป็นพ่อ
แม้คุณพ่อจะเป็นชาวสุโขทัย แต่ "ต่อ" เป็นลูกที่เกิดในเมืองกรุง สมัยเด็กๆ เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ในขณะที่คุณพ่อเปิดแผงพระในสนามพระวัดมหาธาตุ
"ต่อ" กล่าวถึงชีวิตที่ผ่านมาว่า "ช่วงที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.๓ หน้าที่ของผมคือ ตอนเช้าไปช่วยพ่อเปิดกล่องพระ แล้วหยิบพระออกมาเรียงในตู้ เพื่อโชว์ขายลูกค้า พอเรียงพระเสร็จ ผมก็เดินไปโรงเรียน ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน ถึงตอนพักเที่ยง ผมก็มากินข้าวที่แผงพระของพ่อ ก็ได้เห็นผู้ใหญ่เขาซื้อขายพระกันอย่างเอาจริงเอาจัง ต่อรองราคากันบ้าง แลกเปลี่ยนประมูลกันบ้าง (ตอนนั้นยังไม่รู้ความหมายของคำว่า 'ประมูล' คืออะไร) แต่สิ่งที่ผมได้สมัยนั้น ก็คือ ได้รู้จักชื่อพระเครื่องที่เขาซื้อขายกัน ส่วนจะเป็นพระแท้หรือพระปลอม ยังไม่รู้ เพราะดูไม่เป็น"
เมื่อจบชั้นประถมแล้ว "ต่อ" ไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง สมัยนั้น ครูเพทาย อมาตยกุล เป็นครูใหญ่ เนื่องจากโรงเรียนอยู่ไกลจากวัดมหาธาตุ ทำให้ "ต่อ" ไม่ต้องไปทำหน้าที่เปิดกล่องพระเรียงพระเข้าตู้ เหมือนก่อนหน้านี้
วันหนึ่ง เพื่อนร่วมชั้นเรียน ชวนไปเที่ยวบ้าน เห็นหิ้งพระใหญ่อยู่กลางบ้าน เพื่อนบอกว่า บนหิ้งนั้นมีพระอยู่หลายองค์ หากชอบองค์ไหนหยิบเอาไปได้เลย เขาให้
จากการที่เคยเห็นพระของพ่อมาแล้วมากมาย จึงพอรู้ว่า บนหิ้งนั้นมีพระอะไรบ้าง และที่น่าสนใจ คือ พระหูยาน ลพบุรี จึงหยิบพระองค์นี้ใส่กระเป๋าเสื้อ เอากลับบ้าน
วันรุ่งขึ้น ได้ชวนเพื่อนไปสนามพระที่พ่อเปิดแผงอยู่ (ตอนนั้นย้ายมาอยู่ที่วัดราชนัดดา แล้ว) ก่อนจะพบกับพ่อ ก็พอดีเจอพี่ชาย (เดชา ดวงวิชัย-ต้อ) พี่ชายเลยเอาพระหูยานองค์นั้นไป พร้อมกับให้เงิน ๒ พันบาท (แสดงว่าเป็นพระแท้)
ตรงนี้ทำให้ต่อดีใจมาก ที่ได้เงินมากถึง ๒ พันบาท จึงพาเพื่อนๆ ไปเลี้ยงข้าวกินขนมกันอย่างสนุกสนาน ขณะเดียวกัน ทำให้คิดว่า ถ้าได้พระจากเพื่อน อีก ก็จะเอาไปให้พ่อ เพื่อจะได้เงินมาเลี้ยงเพื่อนๆ
"ตั้งแต่นั้นมา ผมก็ตระเวนไปหาพระตามบ้านของเพื่อนๆ พอได้พระก็เอาไปให้พ่อ ทำให้ได้เงินมาแบ่งปันกับเพื่อนอยู่เสมอ ขณะเดียวกัน ก็ได้เรียนรู้ดูพระเป็นขึ้นเรื่อยๆ โดยพ่อบอกว่า ให้ดูพระที่พ่อมีอยู่ ซึ่งล้วนเป็นพระแท้ทั้งนั้น พ่อจะไม่บอกว่า พระแท้ให้ดูตรงไหน แต่บอกให้ดูรายละเอียดขององค์พระทั้งหมด ทุกซอกทุกมุม ในบางครั้ง มีคนมาซื้อพระ เมื่ออยากรู้ว่า พระแท้ดูตรงไหน พ่อก็จะแนะนำให้ ผมจึงเงี่ยหูฟัง เลยพลอยได้ความรู้ไปด้วย จะเรียกว่า ‘ครูพักลักจำ’ ก็ได้ เพราะพ่อจะไม่สอนผมโดยตรง แต่ให้ศึกษาจากการดูพระแท้เอาเอง ช่วงนั้นผมสามารถหาพระมาขายให้พ่อได้บ่อยๆ จนเกิดความชอบ เพราะได้เงินง่าย พอเรียนจบชั้นมัธยม ก็ขอพ่อว่า จะมาอยู่ร้านพระกับพ่อ เพื่อจะได้ซื้อขายพระ มีรายได้เหมือนกับพ่อบ้าง แต่พ่อห้ามไว้ บอกว่าให้ไปเรียนหนังสือก่อน อย่างน้อยก็ระดับปริญญาตรี ผมจึงต้องไปเรียนหนังสือต่อ ที่โรงเรียนเซนต์จอห์นโปลีเทคนิค พอดีช่วงนั้นพ่อได้เปิดร้านแอนติค ขายของเก่าของโบราณ และพระเครื่องพระบูชา อยู่ที่ซอยจอมพล ถนนลาดพร้าว โดยให้ผมไปนอนเฝ้าร้านในตอนกลางคืน ทำให้ผมมีโอกาสได้ส่องดูพระทุกวันหลังเลิกเรียนแล้ว บางวันผมจะส่องดูพระจนดึกดื่นก็มี เพื่อจะได้จดจำองค์พระแต่ละพิมพ์ให้มากที่สุด ช่วงนั้นผมมุมานะมาก เพราะอยากจะดูพระเก่งเหมือนพ่อ พอมีอะไรสงสัยจะถามพ่อ ก็ได้คำตอบ แล้วจะจดจำไว้ จากเซนต์จอห์นผมไปเรียนต่อที่ ม.ธุรกิจฯ จนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ช่วงที่เรียนอยู่นั้น ผมสามารถดูพระได้มากแล้ว ทำให้มีรายได้จากการซื้อขายพระแทบทุกวัน จนไม่ต้องขอเงินจากทางบ้านอีก ตรงนี้ทำให้ผมรู้สึกภาคภูมิใจมาก” ต่อเล่าถึงความสนใจในเรื่องพระ มากกว่าอาชีพทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเรียนรู้เรื่องพระไว้มากมาย แต่ในบางครั้งก็เกิดผิดพลาดได้เหมือนกัน พ่อก็ไม่ว่าอะไร และยังปลอบใจให้ด้วย ต่อบอกว่า เมื่อใดที่ได้พระแท้มาให้พ่อดู พ่อจะภูมิใจด้วยเสมอ พร้อมกับเตือนว่า ให้รอบคอบมากๆ อย่าโลภ อย่าประมาท โอกาสพลาดจะมีน้อยมากขึ้น
ต่อ เล่าถึงวงการพระว่า เมื่อมีการเปิดศูนย์พระขึ้นที่ห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ พ่อก็ขึ้นไปเปิดตู้พระกับเพื่อนๆ ด้วย โดยมีต่อนั่งเฝ้าตู้พระเป็นประจำ จนห้างพันธุ์ทิพย์ ประตูน้ำ เกิดปัญหา คนเข้าห้างน้อยลง จนมีการขายกิจการต่อให้เจ้าของใหม่ ซึ่งบริหารดีกว่า จึงทำให้ห้างโด่งดังขึ้นมาทันที ขณะเดียวกัน ก็มีการขึ้นค่าเช่าเรื่อยๆ จนบรรดาร้านพระไม่สามารถอยู่ต่อไปได้ พ่อจึงย้ายไปเปิดศูนย์พระที่ตลาดนัดสวนจตุจักร สมัยนั้นเซ้งกันแผงละไม่กี่หมื่นบาท ทำให้ต่อมีร้านพระเป็นของตัวเอง โดยได้ดำเนินธุรกิจซื้อขายพระอย่างเต็มตัว
ปี ๒๕๓๔ พ่อถึงแก่กรรม ทำให้ต่อคิดว่า ต่อไปนี้ต้องต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว เมื่อรักที่จะเดินบนเส้นทางสายนี้ ก็ต้องก้าวเดินต่อไปอย่างไม่ท้อแท้ และเพื่อให้โลกทัศน์กว้างขึ้น ต่อจึงไปเซ้งแผงพระ ที่สนามท่าพระจันทร์ เปิดอยู่นานถึง ๑๐ ปี ช่วงนั้นได้พระดีๆ อยู่เสมอ โดยเอาไปขายให้ลูกค้าข้างนอก ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้านักธุรกิจ เมื่อเขาเอาพระไปให้ใครดู พอรู้ว่าเป็นพระแท้ ก็ทำให้เขาไว้วางใจต่อมากยิ่งขึ้นด้วย จึงติดต่อซื้อพระจากต่ออยู่เสมอ จนบางครั้ง แทบจะหาพระป้อนลูกค้าไม่ทัน
ต่อมา เมื่อ พยัพ คำพันธุ์ และ ต้อย เมืองนนท์ เปิดศูนย์พระบนห้างบางลำภู งามวงศ์วาน (ห้างพันธุ์ทิพย์ ในทุกวันนี้) ต่อก็ได้เปิดร้านพระขึ้นที่นี่ด้วย ...จนถึงทุกวันนี้
ในการซื้อขายพระ ส่วนใหญ่ร้านของต่อจะเน้นเรื่องพระพุทธรูป สมัยเก่าเป็นหลัก เพราะเห็นว่า มีผู้เปิดร้านพระพุทธรูปน้อยกว่าพระเครื่อง ร้านพระส่วนใหญ่จะซื้อขายกันแต่พระเครื่องเป็นหลัก ตรงนี้ทำให้ผู้สนใจพระพุทธรูป พระบูชามุ่งมาหาต่อมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธรูป หรือพระบูชายุคเก่า เป็นพระที่ดูง่าย เพราะองค์พระมีขนาดใหญ่ การพิจารณาพระแท้พระปลอมดูกันที่ศิลปะ หากว่าแม่นตรงจุดนี้ ก็ยากที่จะผิดพลาดได้ พระบูชาถ้าหากพุทธศิลป์ผิดเพี้ยน ส่วนพระเศียรไปทางหนึ่ง ลำพระองค์ไปอีกทางหนึ่ง ก็ฟันธงได้เลยว่า เป็นพระปลอมแน่นอน
การพิจารณาพระพุทธรูปของเก่า แท้หรือไม่ ในบางครั้ง แค่ดูดินใต้ฐานองค์พระ ก็บอกได้เลยว่า เป็นพระแท้หรือพระปลอม สำหรับคนที่เรียนรู้ด้านนี้มานานนับสิบปีอย่างเช่นต่อ โอกาสพลาดนับว่ามีน้อยมาก พระพุทธรูปส่วนใหญ่ต่อบอกว่า เพียงดูด้วยตาเปล่าก็บอกได้เลยว่า เป็นพระแท้หรือปลอม
นอกจากนี้ พระพุทธรูป ยังเป็นของสะสมที่สากลกว่า ชาวต่างประเทศที่สนใจงานศิลปะจะรู้ดีว่า พระพุทธรูปมีพุทธศิลป์แบบไหน เป็นของสมัยไหน ตลาดของพระพุทธรูปจึงกว้างไกลมากกว่า โดยเฉพาะชาวต่างประเทศให้ความสนใจกันมาก
อย่างไรก็ตาม ความชำนาญในการดูพระเครื่องของต่อ ก็ใช่ว่าจะด้อยกว่าคนอื่นใด จากประสบการณ์ที่สั่งสมมาโดยตรงจากคุณพ่อ และในส่วนที่ได้พบเห็นมาด้วยตนเอง อย่างยาวนาน ทำให้ต่อสามารถดูพระเครื่องทุกยุคสมัย ทั้งเก่าและใหม่ได้แม่นยำ ชนิดที่เรียกว่า กล้าซื้อพระราคาแพงๆ ได้ด้วยสายตาของตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นมาช่วยดูด้วยแต่อย่างใด
พระเครื่องที่ร้านของต่อ จึงมีการซื้อขายอยู่เป็นประจำ พระทุกองค์ที่ขายออกไป จะมีใบรับประกันให้ด้วยว่า เป็นพระแท้แน่นอน หากมีปัญหา ยินดีคืนเงิน
นอกจากนี้ ต่อยังมีธุรกิจซื้อขายโบราณวัตถุทุกชนิด เครื่องลายคราม เครื่องไม้ ตู้ โต๊ะ ของสมัยเก่า ภาพเก่า ภาพวาดเก่า ของสะสมโบราณ ฯลฯ ในส่วนนี้ได้เปิดร้านอยู่ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร โทร.๐-๒๙๕๒-๕๔๘๐, ๐๘-๐๙๖๓-๘๘๐๘ ชื่อร้าน "ซันนี่แอนติค"
ส่วนที่มีการซื้อขายพระเครื่อง มีร้านอยู่ที่...ชมรมพระเครื่องมรดกไทย ชั้น ๓ ห้างพันธุ์ทิพย์ งามวงศ์วาน โทร.๐๘-๓๘๑๑-๘๕๑๓ หรือ E-mail : [email protected] ไม่ว่าจะซื้อหรือขาย ติดต่อได้ตลอดเวลา
0 ตาล ตันหยง 0



