
พ่อท่านเขียว กับวลี..."อย่าทิ้งแผ่นดินเกิด"
เสียงปืน เสียงระเบิด และ เสียงคร่ำครวญ ของคนไทยใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงได้ยินอยู่อย่างไม่ขาดสาย บนผืนแผ่นดินแดนด้ามขวาน อันเป็นผลมาจากความรุนแรง ที่ยังหาทีท่าสิ้นสุดมิได้ ของผู้ก่อความไม่สงบ การใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เต็มไปด้วยค
นอกจากต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐแล้ว พระสงฆ์ยังมีบทบาทไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ พระครูอนุศาสน์กิจจาทร หรือ พ่อท่านเขียว กิตติคุโณ วัดอรัญวาสิการาม (วัดห้วยเงาะ) ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ผู้ยืนหยัดปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ในดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาตลอดระยะการถือครองสมณเพศกว่า ๖๐ พรรษา
พ่อท่านเขียว จึงไม่ได้มีแค่เพียงคำสอนแก่พุทธศาสนิกชนที่มาทำบุญที่วัดห้วยเงาะเท่านั้น แต่จะคอยย้ำและกระตุ้นเตือนให้ทุกคน “ไม่ทิ้งแผ่นดิน” และสอนให้อยู่รวมกันอย่างสามัคคี เพื่อปกป้องไม่ให้ผู้ไม่หวังดีได้มีโอกาสบรรลุเป้าหมาย ด้วยการแบ่งแยกดินแดน
ท่านยังเป็นเสาหลักที่สำคัญ ที่ยืนตระหง่านเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านเห็นถึงการอยู่เพื่อปกปักรักษาแผ่นดิน ในฐานะภิกษุสงฆ์ที่ยังคงปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด ปกติ ไม่มีหวาดหวั่นต่อปัญหาที่เกิดขึ้น และย้ำถึงปณิธานว่า "จะไม่ไปจากแผ่นดินเกิด จนหมดลมหายใจสุดท้าย"
ขณะเดียวกัน สิ่งที่ลูกศิษย์ลูกหา และชาวบ้าน รวมถึงข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ปกครอง จะได้รับจากมือพ่อท่านเขียว พร้อมกับคำสอนให้รักแผ่นดิน ก็คือ วัตถุมงคล ด้วยเหตุผลที่ต้องการให้ผู้รับได้มีกำลังใจ และเป็นเครื่องสร้างขวัญ ที่จะร่วมกันสู้ต่อเพื่อรอวันคืนอันเป็นปกติปรากฏขึ้นอีกครั้ง
จึงมีคำกล่าวขานกันอย่างเซ็งแซ่ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่า “ใครก็ตามที่ได้รับวัตถุมงคลจากมือพ่อท่านเขียว หากพูดถึงเรื่องบู๊ แมลงวันไม่ได้กินเลือด หากพูดถึงเสน่ห์ ก็หายห่วง ค้าขายทำมาหากินคล่อง”
กอปรกับพ่อท่านเขียว เป็นพระที่เคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย ไม่อวดอ้างสรรพวิชา ไม่ยึดติดในลาภ ยศ สรรเสริญ เห็นได้จากการปฏิเสธสวมรองเท้า เพราะเคยถูกขโมยรองเท้า เมื่อครั้งบวชเรียนในพรรษาแรก ซึ่งนับจากวันนั้นเป็นต้นมา ท่านได้เลิกสวมรองเท้าไปโดยปริยาย
ปัจจุบัน พ่อท่านเขียว ได้อาศัยอยู่ในกุฏิหลังเล็ก ที่วัดห้วยเงาะ พร้อมกับสุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้อีกนับสิบตัว ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการตอกย้ำแรงศรัทธาของชาวบ้านในพื้นที่มากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงการได้รับกิจนิมนต์ไปร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พ่อท่านเขียวไม่เอ่ยถึงคุณวิเศษของวัตถุมงคลทุกรุ่นที่ท่านปลุกเสกให้ใครฟัง ด้วยเหตุผลที่ว่า พุทธคุณและความศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีอยู่ในตัวสิ่งนั้นแล้ว และขึ้นอยู่กับผู้ที่นำไปใช้ ต้องมีคุณธรรม และยึดมั่นในกรรมดีเป็นที่ตั้ง รวมถึงว่า มีความศรัทธาจริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้รับกันดีในหมู่ชาวบ้านละแวกวัดห้วยเงาะ และพื้นที่ใกล้เคียงว่า พ่อท่านเขียวไม่ใช่เพิ่งมาให้ความสำคัญกับการปลุกขวัญและเรียกกำลังใจชาวบ้าน เมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงขึ้นใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานี้
แต่ชื่อเสียงของท่าน ได้จึงเริ่มกระฉ่อนมานานแล้ว และเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ในยุคนั้น เป็นต้นมา จนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะการเป็นสหมิกธรรมกับ พระอาจารย์ทิม วัดช้างให้ ที่สำคัญทั้งสองท่านได้ร่วมสังฆกรรม สนทนาธรรม และร่วมพิธีกรรมทางศาสนาด้วยกันเสมอมา รวมถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งเมื่อครั้งสร้าง พระหลวงพ่อทวด เนื้อว่าน ปี ๒๔๙๗ อีกด้วย
พ่อท่านเขียว ได้สะท้อนถึงสถานการณ์ความไม่สงบ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้ฟังว่า
"เป็นปัญหาที่สั่งสมมายาวนาน เพียงในอดีตไม่ได้รุนแรงอย่างที่เห็น และเป็นอยู่ในทุกวันนี้ สมัยฉันเป็นเด็ก มีเพื่อนมุสลิมมากมาย ไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยไม่มีความหวาดระแวงใดๆ เพราะรักกันขนาดเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่วันนี้ เต็มไปด้วยความหวาดระแวง กระทั่งเกิดเป็นความกลัว ท้ายที่สุดก็ต้องย้ายหนี เพราะไม่กล้าอยู่ กลัวจะไม่ปลอดภัย ปัญหาความไม่สงบที่ดำรงอยู่ทุกวันนี้ มีเงื่อนไขมากมาย ที่ทับซ้อนกันอยู่ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวบ้านต้องรับความช่วยเหลือจากรัฐอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง นอกจากนี้ ตราบใดที่ภาครัฐยังไม่สามารถขจัดปัญหาเรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่ให้หมดไปได้ ปัญหาก็ย่อมยุติได้ยากเช่นเดียวกัน"
ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ได้มีเพียงชาวบ้าน ที่แวะเวียนมายังวัดห้วยเงาะอย่างไม่ขาดสายเท่านั้น แต่เจ้าหน้าที่รัฐ ก็ยังแวะเวียนมากราบไหว้พ่อท่าน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจในชีวิตความเป็นอยู่ เพื่อทำหน้าที่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมสานเจตนารมณ์ ไม่ใครหนีหน้า หรือทิ้งแผ่นดินนี้ไปไหนอีก
ปลัดขิกขลังแห่งเมืองใต้
พ่อท่านเขียว เริ่มทำ ผ้ายันต์รับทรัพย์ ครั้งแรกตอนหลานท่านคนหนึ่งมีปัญหาเรื่องการทำมาหากิน เงินทองไม่คล่องมือ ท่านเลยนำวิชานี้มาทำผ้ายันต์ครั้งแรก
หลานท่านตอนแรกอยากจะปิดกิจการ แต่พอได้ผ้ายันต์ไปบูชา ทำให้กิจการกลับรุ่งเรืองขึ้นในเวลาไม่กี่เดือน พ่อท่านเขียวทำผ้ายันต์ได้อย่างเข้มขลัง จนมีผู้คนไปขอท่านมาก จนทำไม่ทัน
ส่วนการสร้าง ปลัดขิก นั้น ท่านเริ่มจากการปลุกเสกปลัดตัวเล็กๆ คล้องคอเจ้าสุนัขตัวเล็กที่ท่านเลี้ยงไว้ ต่อมามีคนสังเกตว่า เวลาที่ท่านรับกิจนิมนต์ไปนอกวัด หมาตัวใหญ่จะรุมกัดหมาตัวเล็ก แต่ไม่สามารถทำอันตรายเจ้าหมาตัวน้อยได้ ทั้งที่น่าจะโดนกัดตาย แต่กลับไม่เป็นไร เห็นเช่นนี้บ่อยๆ เข้า ปลัดขิกที่คอเจ้าหมาน้อยก็เลยโดนชาวบ้านแอบปลดไปคุ้มตัวกัน ผลคือท่านต้องคอยสำรวจทุกวัน จนต้องทำแจกชาวบ้าน ในที่สุดเรื่องวิชาปลัดขิกนี้ท่านปลุกเสกได้ขลังและดี
ผู้ที่ไปกราบพ่อท่านเขียว มักจะได้รับวัตถุมงคลจากมือท่านเสมอ ส่วนใหญ่จะเป็นปลัดขิก ผ้ายันต์รับทรัพย์ ตะกรุดนิมิตพิสมร และพระหลวงพ่อทวด รุ่นต่างๆ ตามแต่ท่านจะเมตตา
พระเครื่องส่วนใหญ่ไม่มีการเช่าหาแต่อย่างใดๆ แต่จะมีพระเครื่องที่ทางวัดสร้าง หรือลูกศิษย์สร้างขึ้น จะให้เช่าบูชาที่กุฏิเจ้าอาวาส ไม่ใช่ที่กุฏิท่าน เพราะท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับเงินทอง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เสนาสนะสงฆ์บางแห่งในวัดได้เสื่อมโทรมตามกาลเวลา คณะศิษย์จึงจัดสร้าง ปลัดขิกขุนช้างเจ้าทรัพย์ เพื่อหาปัจจัยบูรณปฏิสังขรณ์วัด พุทธศาสนิกชนร่วมบุญได้ที่ วัดห้วยเงาะ ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี โทร.๐๘-๑-๗๕๓-๘๑๖๗
“สมัยฉันเป็นเด็ก เพื่อนมุสลิมมากมาย ไปไหนมาไหนด้วยกัน โดยไม่มีความหวาดระแวงใดๆ เพราะรักกันขนาดเป็นพี่เป็นน้องกัน”
เรื่อง - ภาพ... "สุพิชฌาย์ รัตนะ"



