พระเครื่อง

'ททท.' กับข้อครหา
ทำลายประเพณีไทย

'ททท.' กับข้อครหา ทำลายประเพณีไทย

01 ต.ค. 2552

"ส่งเสริมให้การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนไทย โดยเน้นการประสานงานระหว่างเครือข่ายภาครัฐกับภาคเอกชน กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวภายในประเทศ ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ และการสร้างสรรค์ประโยชน์ ทั้งต่อสถาบันครอบครัว และต่อสังคมโดยรวม อันจะนำไปสู่การสร้างแ

  นี่คือ ๑ ใน ๘ ของกรอบนโยบายของ คณะกรรมการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระหว่าง พ.ศ.๒๕๕๐-๒๕๕๔

 อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า เมื่อ ททท.เข้าไปส่งเสริม หรือสนับสนุนประเพณีท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่ง ย่อมทำให้ประเพณีท้องถิ่นนั้นๆ กลายเป็นที่รู้จักของคนไทยทั้งประเทศ และอาจดังไกลถึงต่างประเทศ

 แต่ใครเลยจะคิดว่า อีกด้านหนึ่งของ ททท.กลับมีส่วนไปทำลายประเพณีไทยวัฒนธรรมไทย โดยไม่รู้ตัว โดยล่าสุด ททท.ขอให้ จ.พิษณุโลก เลื่อนการจัดงานอัญเชิญผ้าห่มถวายพระพุทธชินราช และบุญทอดผ้าป่าหัวเรือ และการทอดผ้าป่าหัวเรือ ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวพิษณุโลกจัดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือนกันยายน มานับร้อยปี โดยในปี ๒๕๕๒ นี้ ขอให้เลื่อนมาจัดในสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนกันยายน คือ วันที่ ๑๒ และ ๑๓ กันยายน 

 “ททท.ไม่มีหน้าที่ไปก้าวก่าย และเลื่อนประเพณีที่เขาจัดกันมาเกือบร้อยปี ประมาณปลายเดือนเมษายน มีเจ้าหน้าที่ของ ททท.ส่วนกลางได้ประสานมายัง ททท.พิษณุโลก ขอให้เลื่อนการแข่งขันเป็นสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนกันยายน  พร้อมกับอ้างด้วยเหตุผลเชิงหวังดีด้วยว่า เสร็จสิ้นแข่งขันจาก จ.พิจิตร มาต่อที่พิษณุโลก เลย โดยไม่ต้องลงไปที่บางไทร แล้วย้อนขึ้นมาที่พิษณุโลก แต่ทาง จ.พิษณุโลก ไม่ยอม โดยตอบโต้ไปว่า การแข่งขันเรือนานาชาติ ททท.จัดการแข่งขันรายการดังกล่าวในช่วงสัปดาห์ที่ ๒  ของเดือนกันยายน มาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ แล้ว เหตุที่นานาชาติไม่ส่งเรือเข้ามาแข่งขัน แสดงว่าเป็นการทำงานที่ล้มเหลว”

 นี่คือเสียงสะท้อนของ อ.ขวัญทอง สอนศิริ เลขานุการชมรมเรือยาวจังหวัดพิษณุโลก กรรมการบริหารสมาคมเรือพายแห่งประเทศไทย อาจารย์ประจำศูนย์พิษณุโลกศึกษา โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

 พร้อมกันนี้ อ.ขวัญทอง ยังบอกด้วยว่า การจัดแข่งขันเรือยาวนานาชาติที่ศูนย์บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา เดิมทีนั้นจะยึดจัดในช่วงเทศกาลอยกระทงเป็นหลัก กระทั่งปี ๒๕๔๘ จึงย้ายมาจัดสัปดาห์ที่ ๒ ของเดือนกันยายน ซึ่งเป็นที่รู้กันของชาวเรือยาวว่า ในวันดังกล่าว เป็นงานของแข่งขันเรือยาวนานาชาติที่ศูนย์บางไทร ส่วนสัปดาห์ที่ ๓ เป็นของ จ.พิษณุโลก

 เมื่อมีการเลื่อนประเพณีแข่งขันเรือยาวงานมาชนกัน ตรงกัน ๒ สนามในภาคเดียวกัน ทำให้มีการแย่งเชิญเรือระดับแนวหน้าไปร่วมสนาม

 ด้วยเหตุที่ ททท.เป็นหน่วยงานใหญ่ งบประมาณมาก จึงใช้วิธีเพิ่มค่าลากจูง แต่ ททท.ก็เชิญเรือได้บางลำเท่านั้น เรือในระดับแชมป์ในระดับแนวหน้า เห็นในคุณค่าประเพณีมากกว่าเงินตรา จึงมาชุมนุมแข่งขันกันที่ จ.พิษณุโลก  แม้ว่าค่าลากจูงเงินรางวัลจะน้อยกว่าก็ตามที งานที่ศูนย์ศิลปาชีบางไทร จึงใหญ่ไม่สมศักดิ์ศรีเรือยาวนานาชาติ

 “เรือยาวประเพณี คือ กีฬาชาวบ้าน อันเป็นมรดกวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ ที่ก่อให้เกิด ความสมัครสมานสามัคคีของชุมชนท้องถิ่น แต่สิ่งที่ ททท.ทำกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง การขอให้เลื่อนครั้งนี้นั้น เป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง  หาก ททท.ขอเลื่อนวันจัดงานของประเพณีต่างๆ ตามชอบใจ ในที่สุดจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับงานบุญหลวงแห่ผีตาโขน ที่ทุกวันนี้หาแก่นธรรมอะไรไม่ได้เลย ผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบ ควรมาตรวจสอบว่า มันเกิดอะไรขึ้น” อ.ขวัญทอง กล่าวทิ้งท้าย

จาก...งานพระ กลายเป็นงานผี
 "การจัดงานมุ่งเน้นให้เสร็จมากกว่าคุณภาพ มีการใช้สุราเป็นเครื่องมือในการดึงคนให้มาร่วมกลุ่มในการจัดงาน มากกว่าเข้ามาทำงานเพื่อให้ได้บุญ คุณค่าของการจัดงานบุญหลวง-แห่ผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ.เลย กลายเป็นการจัดงานเพื่อการท่องเที่ยว มากกว่าจัดพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อนำเอาหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนามาดำเนินชีวิต การเปลี่ยนแปลงของการเล่นผีตาโขนทุกวันนี้ ให้ความสำคัญต่อร่างทรง มากกว่าการเป็นพิธีกรรมของพระ โดยเดิมทีนั้น พิธีกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นที่วัด"

 นี่คือเสียงสะท้อนของ อ.อภิชาติ คำเกษม อดีตอาจารย์ ๒ โรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา หนึ่งในนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น อ.ด่านซ้าย

 พร้อมกันนี้ อ.อภิชาติ ยังบอกด้วยว่า ปัจจุบันเป็นเรื่องน่าเสียใจ เพราะไม่มีใครรับเป็นเจ้าภาพ ผู้ติดกัณฑ์เทศน์ต่างๆ ทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ในงานบุญหลวง-แห่ผีตาโขน แต่ไปจับเอาผู้ที่ฟังเทศน์มาเป็นเจ้าภาพ

 ความสำคัญของพิธีในส่วนนี้ เกือบจะไม่หลงเหลือเลย มีอยู่แต่ไม่มีความสำคัญ
 พิธีกรรมนี้หายไปเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐ เนื่องจากการกำหนดการจัดงานขึ้นอยู่กับ เจ้าพ่อกวน (ร่างทรง) เป็นผู้กำหนด

 ขณะเดียวกัน พิธีกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานบุญหลวง ก็ถูกนำเข้ามาผูกและยกระดับความสำคัญมากขึ้น เช่น การสู่ขวัญซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.๒๕๒๔ แม้ว่าจะเป็นพิธีกรรมที่เกิดภายหลัง แต่กลับถูกยกให้ความสำคัญ มากยิ่งกว่าพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา

 ขณะเดียวกัน ก็มีการให้ความสำคัญกับเจ้าพ่อกวน มากกว่าวัด และพระอีกด้วย
 ในอดีต การเล่นผีตาโขน จัดกันปีละครั้งหนึ่ง วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ หรือวันธรรมสวนะ ซึ่งเป็นวันพระสุดท้ายก่อนการเข้าพรรษา แต่เมื่อ ททท.เข้ามารับผิดชอบเต็มที่ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ผีตาโขนก็โด่งดังจนเป็นเอกลักษณ์ และทรัพยากรท่องเที่ยวสำคัญของ อ.ด่านซ้าย

 เจ้าหน้าที่ ททท.เข้าไปขอร้องให้เจ้าพ่อกวน เข้าทรงนั่งทางใน กำหนดวันจัดงานประเพณีบุญหลวงก่อนล่วงหน้า ๑ ปี เพื่อจะเป็นผลดีต่อการประชาสัมพันธ์ ให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับรู้แต่เนิ่นๆ

 การแสดงออกเหล่านี้ เป็นสัญญาณบอกเหตุว่า ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของคนบางกลุ่ม

 นอกจากนี้แล้ว รูปแบบการเล่นผีตาโขนเดิม ที่จะมีการร่ายรำตามจังหวะดนตรีพื้นบ้าน แต่ปัจจุบันขบวนเต้นแบบสมัยใหม่มากขึ้น ดนตรีพื้นบ้านก็เปลี่ยนเป็นดนตรีสากล รวมทั้งมีการนำท่าเต้นของแดนเซอร์ และโคโยตี้ เข้าไปประกอบท่าเต้นของผีตาโขน

เรื่อง - ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

"}])