พระเครื่อง

ดร.พระมหาไพเราะ ฐิตสีโล
กับนโยบายพัฒนา..."เด็ก ครู วัด และ คน"

ดร.พระมหาไพเราะ ฐิตสีโล กับนโยบายพัฒนา..."เด็ก ครู วัด และ คน"

19 ก.พ. 2552

ในช่วงเดือนมิถุนยน ๒๕๕๑ ข่าวการก่อม็อบของเด็กนักเรียนกำพร้า โรงเรียนวัดสระแก้ว ที่รวมตัวกันพันกว่าคนประท้วงขับไล่ “ดร.พระมหาไพเราะ ฐิตสีโล” เจ้าอาวาสวัดสระแก้ว

ผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนวัดสระแก้ว  และคณะกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาดูแลโรงเรียนวัดสระแก้ว และภาพเหตุการณ์ขณะที่เด็กนักเรียนเข้ารุมทำร้ายและจุดไฟเผาหุ่นจำลองของเจ้าหน้าที่ อบต. อำเภอ บางเสด็จ ที่นำป้ายประกาศสั่งปลด ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการ ของโรงเรียนวัดสระแก้ว เนื่องจากไม่นำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ของโรงเรียนให้คณะเจ้าอาวาสตรวจสอบ ทำให้เด็กๆในโรงเรียนประท้วงไม่พอใจที่เจ้าอาวาสสั่งขับไล่ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการออกจากตำแหน่ง โดยไม่อธิบายให้เด็กในโรงเรียนเข้าใจ


อย่างไรก็ตามจากความไม่เข้าใจกับคณะกรรมการโรงเรียนชุดเดิมเมื่อกลางปี ๒๕๕๑  ดร.พระมหาไพเราะ บอกว่า ในระยะแรกของการเกิดปัญหานั้นต้องยอมรับว่าเกิดวิกฤติศรัทธาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริงทำให้ผู้มาทำบุญน้อยลง แต่ภายหลังปัญหาต่างๆ เริ่มคลี่คลายความจริงเริ่มปรากฏ ศรัทธาของญาติโยมก็เริ่มกลับมาตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๒ ข้าวของเครื่องใช้รวมทั้งปัจจัยต่างๆ เริ่มมีแนวโน้มจะดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเศรษฐกิจของบ้านเมืองจะตกต่ำถดถอย แต่ศรัทธาของญาติโยมไม่ได้ถดถอยกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


  ปัจจุบันเด็กกำพร้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดสระแก้วมีประมาณ ๑,๗๐๐ ทั้งผู้เด็กชายและเด็กหญิงอย่างละเท่าๆ กัน ซึ่งตั้งแต่เปิดรับเด็กกำพร้ามาดูแลจำนวนเด็กไม่ได้ลดลงเลยมีแต่จะเพิ่มขึ้น ซี่งเด็กจากชาวเขา ๖ เผ่า ประกอบด้วย เผ่าม้งซึ่งมีมากที่สุด รองลงมาคือเผ่าอีก้อ ส่วนที่เหลือมีรองลงมาตามลำดับ คือ เผ่ากระเหรี่ยง เผามูเซอ เผ่าเย้า และ เผ่าอาข่า มาจากจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น ตาก เพชรบูรณ์ ลำพูน ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่ และมากที่สุด คือมาจากแม่ฮ่องสอน เด็กทั้งหมดทาง อบต. อบจ. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งเด็กที่เคยมาอยู่วัดสระแก้วชักชวนกันมา ทั้งนี้หากจะแยกที่มาของเด็กจากเหตุกำพร้า คือ กำพร้าพ่อมากสุด รองลลงมาคือกำพร้าแม่ ที่กำพร้าทั้งพ่อและแม่ก็มีอยู่ไม่น้อย ส่วนที่เป็นเด็กฐานะอยากจนนั้นมีอยู่ไม่มาก


เด็กทั้งหมดกระจายเรียนอยู่ตามโรงเรียน ๓ แห่ง คือ ร.ร.ไทยรัฐวิทยา ๖ สอนตั้งแต่ชั้น อนุบาล - ป.๖ ประมาณ ๑๗๐ คน ร.ร.บางเสด็จวิทยาคม สอนตั้งแต่ ม.๑- ม.๖ ประมาณ ๓๘๐  คน ร.ร.วัดสระแก้ว สอนตั้งแต่อนุบาลถึง ม.๓ ประมาณ ๑,๒๐๐ คน ซึ่งเป็นโรงเรียนการกุศลของวัดที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดเกือบ ๑๐๐% ทั้งนี้ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลประมาณเดือนละ ๑.๑ ล้านบาท ส่วน ๒ โรงเรียนแรกอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล


สำหรับเหตุผลที่ชาวเขาเผ่าต่างๆ ส่งลูกมาเรียนที่นั้น พระ ดร.มหาไพเราะ บอกว่า ไม่ใช่เพราะที่นี้ให้เรียนฟรี กินฟรี และอยู่ฟรีเท่านั้น แต่เด็กที่มาเรียนวัดสระแก้วจบไปส่วนใหญ่มีงานทำและมีอนาคตที่ดี ทั้งนี้ต้องขออนุโมทนาบุญเป็นอย่างยิ่งสำหรับบริษัทห้างร้านต่างๆ ที่รับเด็กจากวัดสระแก้วเข้าทำงาน หรือส่งให้เรียนตอในระดับชั้นที่สูงขึ้น เช่น กลุ่มบริษัท ซี.พี. ทั่วทั้งประเทศ บริษัท เอ็ม.เค. สุกี้ยากี้ และโรงแรมแม่น้ำที่เขตบงรัก เป็นต้น


 อย่างไรก็ตามทุกๆ วันใช้ข้าวสารหุงเลี้ยงเด็กทั้ง ๓ มื้อ วันละ ๕  กระสอบ หรือ ๕๐๐ กก. ใช้เงินในการซื้ออาหารประมาณ ๓๕,๐๐๐ - ๔๐,๐๐๐ บาท  สิ่งของจำเป็นวัดต้องการรับทำบุญจากผู้มีจิตรศรัทธาในลำดับต้นๆ คือ  ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล สบู่ และ ผงซักฟอก เด็กมาอยู่ที่นี้วัดดูแลทั้งหมดทุกอย่างถ้าเป็นเด็กหญิงทั้งผ้าอนามัยรวมทั้งเสื้อชั้นในวัดก็จัดหาให้ด้วย ท่านที่ต้องการร่วมทำบุญในรายการนี้ทางกองทุนวัดสระแก้วขออนุโมทนา โดยสามารถโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารดังต่อไปนี้ ธนาคารกรุงเทพฯ สาขาอ่างทอง บัญชีกระแสรายวัน  ชื่อบัญชี " วัดสระแก้ว"เลขบัญชี ๐๘๔-๓-๐๑๖๑๑-๘ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรฯ. ๐๓๕-๖๖๑-๑๖๔  

         มาและอยู่เพื่อพัฒนา
 พระ ดร.มหาไพเราะ บอกว่า ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าอาวาสที่นี่ มีวัดหลายสิบแห่งนิมนต์ให้ไปเป็นเจ้าอาวาสแต่ไม่รับเพราะเป็นพระลูกวัดง่ายกว่าเยอะ ทั้งนี้เป็นธรรมดาทั้งทางโลกและทางธรรม คนมาใหม่เป็นเรื่องยากที่จะให้เคนที่อยู่เก่าๆ ยอมรับ ทางธรรมอาจจะไม่ใช่เรื่องอยากเพราะเป็นการดูและพระด้วยกัน แต่ทางโลกนั้นต้องยอมรับว่ายากกว่าทางธรรม สิ่งหนึ่งต้องทำให้เป็นที่ยอมรับ คือ ต้องแสดงความสามารถ และสร้างศักยภาพของตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ พระรูปใดที่มาเป็นเจ้าอาวาสที่นี้ ต้อง ดูแลและรับผิดชอบหลาย ๆด้าน พร้อมกัน คือ พระ เด็ก ครู และชาวบ้าน เรื่องเด็กไม่หนักใจ แต่เรื่องหนักใจกลับกลายเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เมื่อคณะสงฆ์และพระผู้ใหญ่หลายท่านให้มาช่วยพัฒนาวัดให้ดีกว่าที่เป็นอยู่จึงต้องมา และเมื่อมาแล้วก็ขอทำงานให้เต็มที โดยมีนโยบาย  ดังนี้


นโยบายสำหรับเด็ก จะให้เด็กกินดี อยู่ดี มีความสุข เรียนดนตรี เล่นกีฬา มีอนามัยดี มีความรู้ คู่คุณธรรม เลิศล้ำปฏิบัติ  ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน และ อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนกตัญญู
 นโยบายสำหรับครู  ครู ต้องรัก โรงเรียน เหมือน บ้าน ครู ต้องรัก งาน เหมือน ชีวิต ครู ต้องรัก ศิษย์ เหมือน ลูก - ครู ต้องรู้หน้าที่บริหารจัดการพัฒนาให้โรงเรียนเจริญก้าวหน้า  ขยันศึกษา ค้นคว้าทุกวัน  ก้าวทันเทคโนโลยี มีคุณภาพ จะส่งเสริมให้ครู ที่ไม่จบปริญญา ให้จบปริญญาตรี ที่จบปริญญาตรีแล้ว ให้ต่อปริญญาโทสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อังกฤษ ภาษาไทย และบริหารจัดการ  จะสนับสนุนให้ครู ไปไหว้พระและทัศนศึกษา ประเทศอินเดีย - เนปาล เมียร์ม่า จีน เวียตนาม ฯ


 นโยบายสำหรับวัด  จะส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณร ให้มีการศึกษาสูงทั้งทางโลกและทางธรรม  จะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ ถาวรวัตถุที่ชำรุดทรุดโทรม และสรรค์สร้างในสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม  จะพัฒนาวัดให้สะอาด มีระเบียบเรียบร้อย สวยงาม และปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น สมเป็นอาราม ง


 นโยบายสำหรับประชาชน จะสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพต่าง ๆ ร่วมกับทางราชการ เช่น ทำขนมไทย-ฝรั่ง ทำดอกไม้ เย็บปักถักร้อย นวดแผนโบราณ ศึกษาและใช้สมุนไพรรักษาโรคต่าง ๆ  จะเน้นให้มีการปฏิบัติธรรม เน้นสอนวิปัสสนากรรมฐาน เดินจงกรม ยืน เดิน นั่ง นอน ตามแนวสติปัฏฐาน ๔


เรื่อง-ภาพ... "ไตรเทพ ไกรงู"

"}])