
เกร็ดประวัติ'วงการพระ'ในอดีตอ.ภิญโญ วัฒนายากรนักพระเครื่องยุคแรก
เส้นทางนักสะสมพระเครื่อง...วันนี้ เป็นเรื่องราวของ อ.ภิญโญ วัฒนายากร นักพระเครื่องอาวุโส ยุคแรก ผู้ผ่านประสบการณ์การสะสมพระเครื่องมาแล้วในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกหลานในสายตระกูลนี้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้สนใจสะสมพระเครื่องมาโดยตลอด นับเป็นเรื่องที่น่า
อ.ภิญโญ วัฒนายากร เป็นบุตรของ ท่านขุนธำรงพันธุ์ภักดี (ธำรง วัฒนายากร) และ นางธำรงพันธุ์ภักดี (สร้อยทอง วัฒนายากร) เกิดที่อ.เมือง จ.ปัตตานี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๕ กรกฎาคม ๒๔๖๖ มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ดังนี้
๑.ด.ช.(ยังไม่มีชื่อถึงแก่กรรมเมื่ออายุ ๑๗ วัน) ๒.นายสารัตถ์ วัฒนายากร (ถึงแก่กรรม) ๓.นายภิญโญ วัฒนายากร (บิดาของ คุณภิยวัฒน์ วัฒนายากร-แต๊ก สงขลา) ๔.นายจำเริญ วัฒนายากร (ถึงแก่กรรม) ๕.นายมงคล วัฒนายากร (ถึงแก่กรรม) บิดาของ รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรักษาการโฆษกรัฐบาล
๖.นายสมพร วัฒนายากร ๗.นางโสภาพันธุ์ สุวรรณจินดา ๘.ด.ญ.วิไลพันธุ์ วัฒนายากร (ถึงแก่กรรม) ๙.ฯพณฯ นายสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรี
๑๐.นายวิโรจน์ วัฒนายากร (ถึงแก่กรรม) ๑๑.พล.ต.ต.นพ.วิบูลย์ วัฒนายากร และ ๑๒.พ.ต.อ.วิวัฒน์ วัฒนายากร
ย้อนอดีตวงการพระเครื่อง ไปกับนักสะสมตระกูล "วัฒนายากร"
คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบัน ความนิยมสะสมพระเครื่องได้แพร่หลายไปสู่ผู้คนในทุกระดับ ทุกสาขาอาชีพ และทุกเพศทุกวัย โดยไม่เฉพาะแต่ภายในประเทศไทยเท่านั้น หากแต่ยังแพร่หลายไปสู่ประเทศต่างๆ อีกด้วย
ในอดีต วงการพระเครื่องมักนิยมชมชอบกันอยู่เฉพาะภายในกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่กลุ่ม โดยส่วนใหญ่เน้นหนักไปในผู้ประกอบอาชีพสายงาน ซึ่งต้องเสี่ยงภัยอันตราย เป็นต้นว่า พ่อค้าข้าว ซึ่งต้องล่องแพค้าขายไปหลายๆ จังหวัด, ตำรวจ, ทหาร, ข้าราชการต่างๆ, กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึง ชายฉกรรจ์ที่ต้องการพุทธานุภาพของพระเครื่อง ไว้คุ้มครองชีวิต
พระเครื่อง เริ่มมีการเช่าหากันอย่างเป็นกิจจะลักษณะจริงจัง ประมาณหลัง พ.ศ.๒๔๙๐ เป็นต้นมา ในระยะนั้นมีพระเครื่องเพียงไม่กี่ชนิด ที่มีราคาค่างวด หรือนิยมเสาะแสวงหากัน
อ.ภิญโญ วัฒนายากร เล่าถึงอดีตเกี่ยวกับวงการพระเครื่องว่า ตระกูล "วัฒนายากร" ศรัทธาและนิยมสะสมพระเครื่องมาตั้งแต่สมัยมารดาของท่าน คือ นางธำรงพันธุ์ภักดี ยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลวัฒนายากร ประกอบธุรกิจหลายอย่าง เช่น การทำเหมืองแร่ ดีบุก-วุลแฟรม ที่ จ.ยะลา โดยเป็นเจ้าของเหมืองแร่ลาบู ซึ่งเป็นเหมืองประเภทอุโมงค์ ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย, ทำธุรกิจสวนยางพารา, บริษัทโรงน้ำแข็งปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส, สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง, ตัวแทนจำหน่ายสุรา-ยาสูบ, บริษัทไฟฟ้าปัตตานี จำกัด และธนาคารนครหลวงไทย โดยเป็นตัวแทนรับผิดชอบภาคใต้ตอนล่าง ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, เบตง, สายบุรี, สุไหงโกลก
"คุณแม่ของผม นับเป็นสุภาพสตรีท่านแรกๆ ในเมืองไทย ที่มีรสนิยมในการสะสมพระบูชา และพระเครื่อง เมื่อว่างเว้นจากธุรกิจการงาน ก็จะให้เวลากับการศึกษาพุทธศิลป์ต่างๆ ถ้าเป็นประเภทพระบูชา ท่านจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อนมัสการขอคำปรึกษาจาก 'พระครูคณานัมสมณจารย์ (โผเรียนเป้า)' หรือ 'ท่านเป้า' สังฆราชฝ่ายอนัมนิกาย ที่วงการนักสะสมพระพุทธรูปสมัยนั้นรู้จักกันดี ท่านเป้าเป็นนักสะสมพระพุทธรูปชั้นยอดในขณะนั้น แม้กระทั่งในปัจจุบัน ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ยังไม่มีผู้ใดสรรหาพระพุทธรูป ซึ่งแต่ละองค์ล้วนมีความงดงามในระดับสุดยอดของประเทศไทย มาครอบครองมากเท่าท่านเป้าได้ ผู้สนใจสามารถหาชมภาพพระบูชาและเทวรูปของท่านเป้าได้ ในหนังสือพระพุทธรูป และเทวรูปชิ้นเยี่ยมของเอกชนในประเทศไทย โดย พ.ต.ท.สนอง วัฒนวรางกูร (ยศขณะนั้น) พิมพ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๘ ซึ่งปัจจุบันเป็นหนังสือหายาก มีคุณค่าและราคาสูงเล่มหนึ่ง" อ.ภิญโญ เล่าถึงเรื่องราวของคุณแม่ที่ผ่านมา
พระเถระอีกรูปหนึ่ง ที่ อ.ภิญโญ เล่าว่า คุณแม่ได้ไปปรึกษา คือ ท่านเจ้าคุณพระธรรมจินดาภรณ์ วัดราชบพิตร สมณศักดิ์สุดท้ายของท่านคือ สมเด็จพระพุทธปาพจนบดี ซึ่งมรณภาพไปเมื่อปี ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา
ท่านเจ้าคุณพระธรรมจินดาภรณ์ สนใจสะสมทั้งพระบูชาและพระเครื่อง โดยมีพระบูชาและพระเครื่องหลายองค์ ที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน เคยอยู่ในความครอบครองของท่านมาก่อน
ในส่วนของ พระเครื่อง นั้น อ.ภิญโญ เล่าว่า "คุณแม่มีผู้ชำนาญในวงการพระเครื่องหลายท่าน ที่คุณแม่ได้ไปปรึกษาหารือ และแวะเวียนมาพบปะอยู่เสมอ เป็นต้นว่า อาจารย์เซีย บุษปะบุตร ร้านขายยาบริบูรณ์โอสถ, คุณประชุม กาญจนวัฒน์, คุณสนาน กฤษณะเศรณี ฯลฯ"
ในเรื่องนี้ คุณสนาน กฤษณะเศรณี เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร "พระเครื่องปริทัศน์" ฉบับที่ ๒๐ พ.ศ.๒๕๑๙ ว่า สมัยก่อนมีการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้เพื่อซื้อขายพระ โดยได้ความคิดขึ้นมาเอง เพราะทางภาคใต้พระหายาก แต่มีคนมีเงินอยู่มาก
คุณสนาน กล่าวว่า ทางภาคใต้ มีลูกค้าประจำอยู่แล้ว ไปแล้วไม่เคยผิดหวัง เพียงแต่จะได้มากได้น้อยเท่านั้นเอง เพราะมีขาประจำอยู่แล้ว เช่น คุณนายสร้อยทอง วัฒนายากร มารดา คุณจำเริญ วัฒนายากร และคุณภิญโญ วัฒนายากร ที่ปัตตานี
จากคำพูดของคุณสนาน กฤษณะเศรณี เซียนพระอาวุโส รุ่นใหญ่ในสมัยนั้น แสดงว่า คุณแม่ของ อ.ภิญโญ เป็นนักสะสมพระเครื่องชื่อดังในสมัยนั้น จนเป็นที่รู้จักของเซียนพระทั่วไป
สำหรับพระเครื่องชั้นนำที่ได้รับความนิยมในขณะนั้น อ.ภิญโญ เล่าว่า ได้แก่ พระสมเด็จ วัดระฆัง (พระสมเด็จ บางขุนพรหม และพระสมเด็จ เกศไชโย ยังเป็นรองมาก), พระกริ่งใหญ่ (จีน), พระกริ่งอุบาเก็ง-หนองแส, พระกริ่งปวเรศ วัดบวรนิเวศ, พระกริ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ) วัดสุทัศนฯ ส่วนพระกรุโบราณ คือ พระร่วงหลังรางปืน, พระท่ากระดาน, พระหูยาน ลพบุรี, พระนางพญา พิษณุโลก, พระรอด ลำพูน, พระขุนแผนเคลือบอยุธยา, พระกำแพงเม็ดขนุน, พระกำแพงซุ้มกอ, พระผงสุพรรณ (สมัยก่อนเรียกว่า พระเกษรสุพรรณ) ฯลฯ
อ.ภิญโญ เล่าว่า คุณแม่เคยเช่าพระสมเด็จ วัดระฆัง เมื่อประมาณ ๒๕๐๐ ในราคา ๓-๔ หมื่นบาท ขณะที่พระสมเด็จ บางขุนหรหม ราคาไม่กี่พันบาท พระรอด ลำพูน เนื้อสีเขียว ๘,๐๐๐ บาท พระผงสุพรรณ ๔,๐๐๐ บาท พระนางพญา พิมพ์เข่าโค้ง ๖,๐๐๐ บาท พระกริ่งใหญ่ (จีน) สภาพงามๆ ในขณะนั้น ราคาใกล้เคียงกับพระสมเด็จ วัดระฆัง ส่วนเหรียญพระพุทธรูป และเหรียญพระคณาจารย์ต่างๆ ยังนิยมไม่มากนัก ที่โดดเด่นมีชื่อเสียง เช่น เหรียญวัดหนัง (หลวงปู่เอี่ยม), เหรียญหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติฯ ๒๔๖๙ ก็มีการเช่าหากันพอสมควร ส่วนเหรียญที่ระลึกต่างๆ เช่น เหรียญปราบฮ่อ ยังไม่มีความนิยมสะสมมากเหมือนเช่นในปัจจุบัน
นางธำรงพันธุ์ภักดี (สร้องทอง วัฒนายากร) ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๔ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านเป็นหนึ่งในนักธุรกิจสุภาพสตรีชั้นแนวหน้า ที่เสียสละเพื่อสังคม และวงการพระเครื่องอย่างมากมาย และแน่นอนว่า หนังสืออนุสรณ์งานบรรจุศพของท่าน ณ สุสาน "ธำรงวัฒนา" อ.ยะรัง จ.ปัตตานี คือ หนังสือพระสมเด็จและพระกริ่งชั้นนำ โดยมี คุณประชุม กาญจนวัฒน์ เป็นผู้เรียบเรียงและจัดพิมพ์ให้ ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้ มีผู้เสาะหาในตลาดหนังสือเก่ากันมาก
แม้เรื่องราวดังกล่าว จะเป็นสิ่งที่ผ่านมาในอดีต แต่สิ่งที่ยังคงอยู่ ก็คือ ความเคารพศรัทธาพระเครื่อง จากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงเกร็ดประวัติ ความเป็นมาบางช่วงของวงการพระเครื่องในเมืองไทยในอดีต อันเป็นรากฐานในปัจจุบัน และส่งผลต่อไปยังอนาคต
ตราบใดก็ตาม ที่ พระเครื่อง ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของผู้คนส่วนใหญ่ในเมืองไทย ก็ไม่อาจที่จะปฏิเสธได้ว่า วงการพระเครื่องก็เปรียบเสมือนเงาที่ควบคู่มาเช่นกัน
สมควรที่อนุชนรุ่นต่อไป จะสืบสานและรักษาไว้ตราบนานเท่านาน
ตาล ตันหยง



