พระเครื่อง

อนุสาวรีย์แม่ 
ของ...พระพยอม วัดสวนแก้ว

อนุสาวรีย์แม่ ของ...พระพยอม วัดสวนแก้ว

12 ส.ค. 2552

ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ตั้งอยู่ที่บ้านตาดทอง ต.ตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร มีตำนานเป็นนิทานเล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นเจดีย์ที่ พระทอง คนบาปหนาฆ่าแม่ของตัวเอง ได้ตั้งใจเจริญภาวนาปฏิบัติกิจของพระอย่างเคร่งครัด มีจริยวัตรงดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาแก่คนทั่วไป จนเจ้

  ต่อมา พระทองได้ก่อเจดีย์ขึ้น เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานให้แก่โยมแม่ ผู้ล่วงลับไปแล้ว 
 ในขณะที่ วัดทุ่งสะเดา ซึ่งอยู่ห่างจากธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ไปประมาณ ๒ กิโลเมตร ก็มี ธาตุก่องข้าวน้อย ตั้งอยู่เช่นกัน คือ ธาตุก่องข้าวน้อย ที่วัดทุ่งสะเดา ต.ตาดทอง อ.เมือง จ.ยโสธร

 แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ซึ่งมีตำนานคล้ายธาตุก่องข้าวน้อยที่บ้านตาดทองเช่นกัน แต่จะเป็นธาตุแม่หรือธาตุลูกไม่มีหลักฐาน

 จากอดีตที่ยาวนาน ชาวบ้านตาดทองและบ้านสะเดา ต่างมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดตลอดมา เพราะเป็นเครือญาติมาชั่วหลายอายุคน

 โดยแต่ละวัน มีผู้คนทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาสักการบูชาธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ทั้ง ๒ แห่ง เพื่อขอโชคลาภ บางคนมากราบไหว้เพื่อขอขมาลาโทษ เหมือนเป็นการไถ่บาปที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ

 บางคนเมื่อมีลูกแล้ว ถึงรู้ว่าบุญคุณแม่มากสุดเหลือคณานับ เพิ่งรู้ว่าเลี้ยงดูลูกนั้น ยากหนักหนาขนาดไหน จึงมาสำนึกที่ทำให้แม่ต้องเสียใจ บ้างก็มากราบไหว้ เพื่อรำลึกถึงบุญคุณแม่

 นอกจาก ธาตุก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้ง ๒ แห่งแล้ว ยังมีอนุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่ง ที่สร้างขึ้นมาเพื่อระลึกถึงความขยัน ความอดทนของแม่ คือ อนุสาวรีย์แม่ (แม่สำเภา จั่นเพชร) ที่จัดสร้างโดย พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว และประธานมูลนิธิสวนแก้ว อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี

 “คืนนั้นจำได้ว่า เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง น้องตื่นมากลางดึก ร้องหาแม่ ได้ยินเสียงฟันดินอยู่ข้างบ้าน จึงเปิดหน้าต่างออกมาดู เห็นแม่กำลังฟันดิน จึงร้องเรียกแม่ แต่แม่บอกว่า ไอ้ยอมมึงไปนอนเป็นเพื่อนน้องให้แม่ก่อนเถอะ แม่จะปลูกกล้วย ปลูกอ้อย ไว้ให้ลูกกินกัน จะได้ไม่ต้องมองปากชาวบ้านเขากินกัน”

  นี่เป็นคำจารึกไว้ที่หน้าอนุสาวรีย์แม่ ซึ่งเป็นคำพูดที่แม่ของพระพยอมพูดเมื่อกว่า ๕๐ ปีที่แล้ว
 และเมื่อคราใดมีญาติโยมถามถึงเหตุผลในการสร้างอนุสาวรีย์ พระพยอมจะเล่าอย่างชัดถ้อยชัดคำ รวมทั้งบรรยายภาพแม่กำลังจอบดินราวกับว่า เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้เอง

 นอกจากนี้แล้ว ทุกๆ วันที่ ๒๔ เมษายน เวียนมาถึง พระพยอมจะนึกถึงแม่มากที่สุด อีกวันหนึ่ง เพราะเป็นวันที่แม่เจ็บปวดมากที่สุด ด้วยเหตุที่ว่า เป็นวันที่ท่านออกมาลืมตาดูโลกจากท้องแม่ (๒๔ เมษายน ๒๔๙๒)

 พระพยอมบอกว่า อนุสาวรีย์แม่สร้างขึ้นมาเมื่อกว่า ๑๐ ปีนี้เอง ซึ่งทุกครั้งที่นึกถึงท่าน น้ำตามันจะไหลออกมา จึงมีความคิดว่า จะสร้างอะไรขึ้นมา เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความขยันของแม่

 ในที่สุด ก็เดินทางไปที่หมู่บ้านด่านเกวียน  โคราช เพื่อให้ปั้นตามภาพคำบอกเล่า โดยช่างปั้นเรียกราคาประมาณ ๕ หมื่นบาท จากนั้นก็เอามาตั้งไว้กลางแจ้ง ที่วัดสวนแก้ว เมื่อมีคนมาทักว่า ทำไมจึงตั้งแม่ทิ้งไว้กลางแดด ในที่สุด จึงย้ายมาสร้างเป็นผนังกุฏิทรงไทย

 เมื่อสร้างเสร็จ มีคนไปเยี่ยมชมจำนวนมาก ขณะเดียวกันก็อัดภาพอนุสาวรีย์แม่กว่า ๖ แสนใบ มอบเป็นที่ระลึกให้ผู้ร่วมทำบุญ

 อย่างไรก็ตาม แท้ที่จริงแล้ว อนุสาวรีย์ที่มีชีวิตของพ่อแม่ นั่นคือ ลูกๆ นั่นเอง เปรียบก็เหมือนกับ หากได้ลูกที่ดี สร้างความดีงามไว้ให้ผืนแผ่นดิน ก็เหมือนสร้างความภาคภูมิใจให้แก่พ่อแม่

 แต่หากลูกคนใดสร้างความเสื่อมเสีย ไม่เพียงทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจ แต่กลับเร่งชีวิตท่านให้จบเร็วเช่นกัน

 ดังนั้น ลูกที่ดีจึงควรคิดเสมอว่า พ่อแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ หากพ่อแม่ว่าเกลียด ความรัก ที่เหลือเพียงน้อยนิดยังมากมายมหาศาลกว่าผู้ที่พร่ำบอกเราทุกวันว่ารักพ่อแม่ ท่านให้กำเนิดเรา ให้เรามีการศึกษา มีงานการทำ นั่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

 จงตอบแทนท่าน เท่าที่ลูกจะสามารถทำได้ และสร้างความดีงามฝากไว้ เพื่อให้ท่านได้ภูมิใจกับอนุสาวรีย์ที่ท่านก่อตั้งมากับมือ ให้เป็นอนุสาวรีย์ที่มีชีวิตชีวา และส่องสว่างตลอดไป

 ทั้งนี้ พระพยอมพูดทิ้งท้ายไว้เป็นข้อคิดว่า "การสำนึกถึงบุญคุณพ่อแม่เป็นเรื่องดี แต่จะมีประโยชน์อะไรสำหรับผู้ที่สำนึกบุญคุณของท่าน เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน ไม่เท่ากับทำความดีต่อท่าน การเลี้ยงดูท่าน เชื่อฟังคำสั่งสอนของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ เท่ากับได้ทำบุญกับพระอรหันต์เลยทีเดียว เพราะพ่อแม่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ของลูกทุกคน สิ่งที่ท่านทํากับเรา มันเป็นสิ่งที่ท่านหวังดีกับเราเสมอ ขอให้รู้จักค้นหาหัวใจตัวเอง ให้ทันเวลา ก่อนที่ทุกอย่างมันจะสายเกินไป”

เทศนาเรื่องแม่
 การตอบแทนคุณบิดามารดา ความเชื่อว่า ความกตัญญูเป็นรากฐานของความเป็นคนดี ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “ภูมิเว สปปรสานัง กตัญญู กตเวทิตา”

 อาตมามีคำถาม ถามว่า "พ่อแม่คือใคร?"
 ชายหนึ่งตอบว่า "แม่คือผู้แบ่งเลือด เนื้อ ชีวิต ร่างกาย ของแม่ให้แก่ลูก ๓ กิโลบ้าง ๕ กิโลบ้าง พ่อคือผู้นำหยาดเหงื่อแรงงาน ความยากลำบากเข้าแลกกับเงิน เพื่อเอามาเลี้ยงครอบครัว ให้ทุกคนมีความสุข"

 อาตมาถามต่อว่า "กว่าคุณจะโตมาถึงขนาดนี้ กว่าจะมีน้ำหนัก ๕๐ กิโล คุณจะต้องกินอาหารมากไหม?"
 "มากครับ" ชายคนเดิมตอบ
 อาตมาถามต่อว่า "แล้วนมสด อาหารที่คุณกิน มันลอยมาเอง หรือต้องมีคนเอาหยาดเหงื่อแรงงาน และความทุกข์ยาก ไปแลกมาให้"

 ชายคนเดิมตอบ "มีพ่อแม่เอามาให้ครับ"
 อาตมาถามต่อว่า "แล้วคุณเคยตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่บ้างหรือยัง เคยเลี้ยงดูท่าน เหมือนที่ท่านเลี้ยงดูเราไหม  เคยทุกข์ยากลำบาก เพื่อเอาเงินมาเลี้ยงท่านให้มีความสุข เหมือนที่เรามีหรือยัง"

 ชายคนเดิมตอบ "ยังครับ"
 อาตมาคุยต่อว่า "นั่น...เขาเรียกว่ายังไม่ได้แทนคุณ เคยทำให้ท่านโกรธ หรือทำให้ท่านทุกข์ใจไหม"
 ชายคนเดิมตอบ "เคยหลายครั้งครับ"
 อาตมาเลยสรุปให้ฟังว่า "อย่างนี้เรียกว่า นอกจากไม่ได้แทนคุณแล้ว ยังเนรคุณด้วยนะโยม"

 “การสำนึกถึงบุญคุณพ่อแม่เป็นเรื่องดี แต่จะมีประโยชน์อะไร สำหรับผู้ที่สำนึกบุญคุณของท่าน เมื่อท่านจากโลกนี้ไปแล้ว การทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน ไม่เท่ากับทำความดีต่อท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่”

เรื่อง... "ไตรเทพ ไกรงู"
ภาพ... "ประเสริฐ เทพศรี"

"}])