
ชั่วโมงเซียน-จตุคามรามเทพกับ..."สัจธรรมที่ต้องน้อมรับ"
เมื่อมีลาภย่อมเสื่อมลาภ เมื่อมียศย่อมเสื่อมยศ... ยังคงเป็นประโยคที่เป็นวลีที่แสดงถึงสัจธรรมของการคงอยู่และแตกดับของทุกสรรพสิ่งที่อยู่รอบตัวเราที่เราสามารถสัมผัสได้ ในยุคแห่งความเจริญรุ่งเรืองของวัตถุมงคลสายจตุคามรามเทพ
ที่ขึ้นสูงสุดในปี ๒๕๕๐ คงจะเป็นตัวอย่างที่ดีและเห็นได้ชัดที่สุด จนกล้าพูดได้เต็มปากว่า ในปี ๒๕๕๐ คงไม่มีคนไทยคนใดที่จะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้จักองค์พ่อจตุคามรามเทพ ไม่ว่าในแง่ใดแง่หนึ่ง หรืออาจจะร่วมกระโจนเข้ามาสู่กระแสแห่งความศรัทธา ไม่ว่าด้วยการเช่าหาบูชาส่วนตัวหรือเข้ามาในเชิงพุทธพาณิชย์
ราคาวัตถุมงคลรุ่นที่เป็นมาตรฐาน เช่น พระผงสุริยัน-จันทรารุ่นแรก ปี ๒๕๓๐ ทั้งพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ เหรียญพังพระกาฬปี ๒๕๓๒ พระผงอุดมโชคแปดอรหันต์สุวรรณภูมิ หรือรุ่นบูรณะเจดีย์ราย ปี ๒๕๔๕ พระผงอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิปี ๒๕๔๗ และรุ่นโด่งดังอย่างรุ่นโคตรเศรษฐีปี ๒๕๔๙ ฯลฯ
ผู้ที่อยากได้มีไว้ในครอบครองคงจะต้องควักกระเป๋าจ่ายกันในราคาที่สูง อย่างพระผงสุริยัน-จันทรา พิมพ์ใหญ่ปี ๒๕๓๐ อย่างในเนื้อธรรมดา ไม่บิ่นไม่กะเทาะ สภาพที่สวยคงต้องเริ่มคุยราคากันที่ ๕ แสนบาทขึ้นไป สำหรับเซียนที่จะปล่อยออกให้ลูกค้าที่มีความสนใจ ซึ่งแล้วแต่จะต่อรองราคากันตามความพึงพอใจ ส่วนในเนื้อพิเศษที่หายากมีการสร้างน้อยมักจะมีราคาทะลุหลัก ๗ แสนบาทขึ้นไป จนถึง ๒-๓ ล้านบาท หรือมากกว่านี้ก็ยังเคยมี ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และใบการันตีจากการผ่านการประกวดของสนามประกวดที่เป็นมาตรฐานของวงการ
พระผงสุริยัน-จันทรา ปี ๒๕๓๐ พิมพ์ใหญ่ แทบหายไปจากหน้าโฆษณาหนังสือพระ ราคาที่เช่าหากันกลับปรากฏเหลือเพียงกลุ่มบุคคลที่เล่นวัตถุมงคลสายนี้มาอย่างช้านาน ซึ่งมักคุ้นเคยชื่อเสียงกันเป็นอย่างดี ที่เน้นซื้อมาขายไปในระยะสั้นทางอินเทอร์เน็ตในเว็บที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นที่นิยมของทางวงการ พิมพ์ใหญ่ที่สวยๆ กลับอยู่ที่ราคาองค์ละ ๑ แสนบาท หากสวยมากๆ อย่างเนื้อพิเศษราคาก็คงจะขึ้นไปได้อีกเพียงไม่กี่หมื่นบาท แต่ก็อยู่ที่ความใจถึงของแต่ละท่านที่กล้าสู้ราคาตรงนี้ก็เป็นกรณีเฉพาะบุคคล แต่ปัจจุบันค่านิยมกับความนิยมกลับกลายเป็นเรื่องเล่า
อย่างในกรณีเหรียญปิดตาพังพระกาฬปี ๒๕๓๒ ที่จัดว่าเป็นเหรียญพังพระกาฬที่ราคาค่าเช่าหาสูงสุด สมัยช่วงยุคที่จตุคามฯ ครองเมือง เหรียญพรายเงินบล็อกเครายาวเคยมีราคาค่าเช่าสูงถึง ๒ แสนกว่าบาท เรียกว่าแขวนเหรียญรุ่นนี้แล้วเบาคอ แต่กลับเรียกความมั่นใจเพิ่มขึ้นมาเป็นกอง สนนราคาบล็อกเครายาวธรรมดาก็เล่นกันแสนกว่าขึ้นไป ส่วนเคราสั้นบล็อกทองคำก็ได้หยิบเงินแสนแน่นอน จะราคาหย่อนสุดเห็นจะเป็นบล็อกเคราสั้นธรรมดา แต่ก็ต้องควักเงินจ่ายกันอย่างน้อยก็ ๗หมื่นบาทขึ้นไป..(ในขณะนั้นไม่มีใครเคยเอ่ยถึงบล็อกกระรอกและบล็อกขี้กลากเหมือนปัจจุบัน) แต่สำหรับในปัจจุบัน เหรียญพรายเงินเครายาวเลี่ยมทองจะปล่อยกันทีก็กลับเห็นจะไม่เกิน ๔-๕ หมื่นบาท ประเภทเหรียญบล็อกเครายาวธรรมดา แต่ละเหรียญทรงตัวอยู่ที่เหรียญละ ๓-๔ หมื่นบาทได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว ประเภทพวกบล็อกเคราสั้นถ้าปล่อยได้เหรียญละ ๒ หมื่นขึ้นก็ถือว่าเป็นบุญ
มาถึงรุ่นยอดฮิตทางสายท่านขุนพันธ์ฯ รุ่นหนึ่งคือรุ่นบูรณะเจดีย์รายปี ๒๕๔๕ สมัยปี ๒๕๕๐ เนื้อธรรมดา ดำ แดง ขาว เคยปล่อยเช่าเหมารวม ๓ องค์สูงสุดกันที่ราคา ๑ แสน ส่วนประเภทเคลือบไม่ต้องพูดถึงไม่ว่าจะเป็นเคลือบสีใดๆ ก็คงจะต้องเริ่มต้นคุยราคากันที่ ๔๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป จนถึงองค์ละ ๗-๘ หมื่นบาท แต่ปัจจุบันราคาหล่นฮวบในทุกเนื้อ ประเภทเนื้อธรรมดาสามองค์ ดำ แดง ขาว ราคาเหมารวมก็ไม่ถึง ๒ หมื่นบาทยังหาคนเช่ายาก...ประเภทเคลือบสีก็อยู่ที่องค์ละหมื่นต้นๆ ก็ยังหาคนถามถึงยากเช่นกัน...
แต่หากเป็นประเภทชุดเนื้อผงมีอายุการสร้างที่สั้นที่สุด และราคาค่าเช่าหาบูชาแพงที่สุดคงต้องยกให้รุ่นพระผงอุดมโชคปฐมอรหันต์สุวรรณภูมิ ปี ๒๕๔๗ อายุการสร้างเมื่อนับถึงปี ๒๕๕๐ ในขณะนั้นมีอายุเพียงแค่ ๓ ปี แต่ในวัตถุมงคลชนิดเคลือบในบางสี เช่น สีเขียวและสีฟ้าที่มีการสร้างที่น้อย ราคาค่าเช่าสามารถวิ่งฝ่าทะลุหลัก ๒ แสนบาท ทุกองค์ (เฉพาะองค์ที่มีขนาดประมาณ ๕ ซม.) ยิ่งองค์ที่เคลือบสีฟ้าเคยมีข่าวการเช่าหากันในวงการสูงถึงองค์ละ ๔ แสนเศษ จนเป็นที่ฮือฮากันมาแล้ว เป็นรุ่นเดียวก็ว่าได้ที่เรียกว่าราคาหายใจรดต้นคอพระผงสุริยัน-จันทรา รุ่นแรกปี ๒๕๓๐ ได้อย่างเหลือเชื่อ แต่มาบัดนี้พระชุดเนื้อธรรมดาแต่ละองค์อยู่ในหลักพันต้นๆ ยังขาดคนเหลียวแล ลูกเคลือบอยู่ในหลักหมื่นต้นๆ ก็กลับไม่มีใครถามหา... เป็นสัจธรรมของความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนสภาวะปัจจุบัน
อย่างรุ่นประวัติศาสตร์ที่สร้างความฮือฮาก็คือ รุ่นโคตรเศรษฐี สร้างที่วัดโพธิ์แก้วประสิทธิ์ เมื่อปลายปี ๒๕๔๙ รุ่นนี้ที่ว่าแน่ๆ ในยุคนั้นเรียกว่ามาแรงสุดๆ จากพระเนื้อธรรมดาที่ค่าเช่าถูกที่สุด ในขณะแรกบูชาคือ ๑๕๐ บาท แค่ในปี ๒๕๕๐ ราคาก็พุ่งขึ้นสูงถึงองค์ละ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ บาท ชุดกรรมการจากราคาจองชุดละ ๕ องค์ ในราคาชุดละ ๒,๕๐๐ บาท ราคาก็ขึ้นสูงสุดถึง ๑ แสนบาทในปี ๒๕๕๐ เรียกว่าทุกศูนย์แกะชุดกรรมการขายเดี่ยวกันเลย องค์ประธานปิดทองฮ่องเต้ สวยๆ คงต้องประเดิมราคากันที่องค์ละ ๔๕,๐๐๐ บาทขึ้นไป องค์ถัดไปก็ลดหลั่นราคากันลงมา แต่ราคาไม่ต่ำกว่า ๒ หมื่นสักองค์... ยิ่งเหรียญสามกษัตริย์พิมพ์ใหญ่ไม่ต้องพูดถึง ทะลุแสนสองไปอย่างสบายๆ ในช่วงนั้น แต่ในช่วงนี้พระผงประเภทเนื้อธรรมดาราคาลดเหลือพันกว่าบาท ก็ยังยากที่จะปล่อยออก ชุดกรรมการ ๕ องค์ เหลือหมื่นกว่าบาทก็กลับเงียบสนิท และคิดว่าหากราคาต่ำกว่าหมื่นจะสร้างแรงจูงใจให้คนกลับมาเช่าหาหรือเปล่าก็ไม่อาจจะคาดเดาได้
สำหรับยุคข้าวยากหมากแพงเช่นทุกวันนี้ อย่าว่าแต่จะเดินเช่าหาจตุคามฯ เลย แค่เดินหาศูนย์วัตถุมงคลสายจตุคามฯ ยังดูจะยากยิ่งกว่า เพราะหลังสิ้นยุคความเจริญรุ่งเรืองของปี ๒๕๕๐ แล้ว ศูนย์จตุคามฯ ที่เคยผุดขึ้นกันเกลื่อนอย่างกับดอกเห็ด กลับเริ่มยุบศูนย์ลดน้อยถอยลง จนแทบสิ้นไปจากวงการแล้ว แต่ทางที่ดีผู้ที่มีไว้ครอบครองควรจะเก็บรุ่นยอดนิยมดังกล่าวหรือรุ่นอื่นที่ได้กล่าวมานี้ไว้ เพราะระยะเวลาภายภาคหน้าในอนาคต เมื่อความนิยมในกระแสจตุคามรามเทพกลับมา รุ่นต่างๆที่ผมได้กล่าวมานี้ก็จะเป็นวัตถุมงคลในแนวหน้า ที่หลายๆ ท่านคงต้องการวิ่งหาเพื่อครอบครองก่อนรุ่นอื่นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่ว่าแต่ละท่านจะรอการกลับมาอีกครั้งของกระแสองค์พ่อจตุคามฯไหวหรือเปล่า ก็คงต้องวัดใจของตัวท่านเองดูครับ
ธนเดช จตุคามฯ



