พระเครื่อง

หลวงพ่อคูณ ละสังขาร! ปิดตำนานอมตะ 'เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด'

หลวงพ่อคูณ ละสังขาร! ปิดตำนานอมตะ 'เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด'

30 ธ.ค. 2558

10 ข่าวเด่น 2558 : หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ละสังขาร ! ปิดตำนานอมตะ 'เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด' : โดย...ไตรเทพ ไกรงู

 
                      “เหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน”
 
 
                      ตลอดปี 2558 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีพระเกจิอาจารย์มรณภาพและละสังขารหลายรูป แต่ไม่มีข่าวพระเกจิอาจารย์รูปใดดังและได้รับความสนใจเท่ากับพระเทพวิทยาคม หรือ หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เจ้าของฉายา “เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด” ที่ละสังขาร เมื่อเวลา 11.45 น. ณ ห้องอายุรกรรมผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา สิริรวมอายุ 91 ปี พรรษาที่ 71
 
                      ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 เวลา 12.30 น. นพ.สมอาจ ตั้งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และ นพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พร้อมคณะแพทย์ผู้รักษาอาการอาพาธพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวว่า หลวงพ่อคูณมรณภาพลงอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 16 พฤษภาคม หลังจากถูกส่งตัวจากวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด มาเข้ารับการรักษาอาการอาพาธฉุกเฉินจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเป็นเวลา 11 นาที เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ทำให้มีผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย จนระบบการทำงานหลายอย่างล้มเหลว ซึ่งคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและโรงพยาบาลศิริราชได้รักษาอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้
 
                      อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ละสังขารจริง ข่าวหนึ่งที่มาก่อนข่าวจริง หรือที่เรียกว่า “ข่าวลือ” คือ “หลวงพ่อคูณมรณภาพ” หรือ “หลวงพ่อคูณละสังขาร” โดยเริ่มมีข่าวลือเมื่อปลายปี 2548 ด้วยเหตุที่วัยและสังขารที่ล่วงเลย ทำให้เทพเจ้าแห่งด่านขุนทดต้องเดินทางเข้าออกโรงพยาบาล ทั้งเพื่อตรวจสุขภาพและรักษาอาการอาพาธเป็นประจำ
 
                      มีการตั้งข้อสังเกตว่า ข่าวลือการมรณภาพ และการละสังขารของหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ จะเกิดอยู่ 2 ช่วงของเดือนเท่านั้น คือ ช่วงกลางเดือนจะลืออยู่ 3 วัน คือ วันที่ 14 วันที่ 15 และวันที่ 16 ส่วนช่วงปลายเดือนต่อเนื่องต้นเดือนจะลืออยู่ 3 วัน เช่นกันคือ วันที่ 30 วันที่ 31 และวันที่ 1 อย่างไรก็ตาม ในวันที่เกิดข่าวลือทั้ง 6 วันนี้ มีอยู่ 2 วันที่เกิดข่าวลือหนักและบ่อยเป็นพิเศษ คือ วันที่ 1 และวันที่ 16 ของเดือน ซึ่งตรงกับวันหวยออกนั่นเอง
 
                      สำหรับข่าวลือการละสังขารของหลวงพ่อคูณที่หนักสุดต้องยกให้ในช่วงระหว่างวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2551 นายสมบูรณ์ โสตถิอนันต์ เลขานุการคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ถึงกับออกมาระบุว่า “ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา มีลูกศิษย์ญาติโยมโทรศัพท์เข้ามาสอบถามจำนวนมาก” ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่คณะกรรมการวัดและลูกศิษย์ใกล้ชิดจะพาหลวงพ่อคูณเดินทางไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการตรวจร่างกายประจำปีตามปกติ ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551
 
                      ในขณะที่ข่าวลือหลวงพ่อคูณละสังขารเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ถึงกับทำให้ นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาขณะนั้น ต้องเดินทางไปยังวัดบ้านไร่ พร้อมกับนำกระเช้าเข้านมัสการหลวงพ่อคูณ หลังจากมีข่าวลือสะพัดว่า หลวงพ่อคูณมรณภาพ และมีโทรศัพท์จากประชาชนไปสอบถามเกี่ยวกับข่าวดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เพื่อสยบข่าวลือการมรณภาพ
 
                      โดยในปีเดียวกันนี้ก็มีข่าวลือ หลวงพ่อคูณมรณภาพ 3 วัน คือ วันที่ 30 กันยายน และวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งเป็นข่าวลือก่อนที่จะถึงวันคล้ายวันเกิดคือ วันที่ 4 ตุลาคม 2553 โดยทางวัดจัดฉลองวันเกิดอายุครบ 87 ปี ย่าง 88 ปี
 
                      เมื่อครั้งที่หลวงพ่อคูณสุขภาพยังแข็งแรง ทุกครั้งที่เกิดข่าวลือหลวงพ่อถึงกับต้องออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง เพื่อสยบข่าวลือ จนกลายเป็นประโยคที่คุ้นหูไปแล้ว คือ “กูยายไม่ตัง กูยังไม่ตาย” หรือ “กูยังไม่ตายดอก อยู่ดีสบาย ไม่ต้องห่วงกู” เป็นต้น
 
                      ในที่สุดข่าวลือก็เป็นข่าวจริง เทพเจ้าแห่งด่านขุนทดมรณภาพในวันหวยออกจริงๆ แต่หวยหลวงพ่อคูณไม่ออกเลยสักเลข ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ในงวดต่อๆ จะไม่ได้รับความนิยม
 
                      อย่างไรก็ตาม ก่อนที่หลวงพ่อคูณจะละสังขาร เหมือนท่านจะหยั่งรู้กาลล่วงหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นหลังละสังขารถึงขนาดที่ต้องทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าถึง 2 ฉบับ โดยฉบับแรกทำไว้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 ส่วนฉบับที่สอง ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ทำไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543
 
                      พินัยกรรมก่อนมรณภาพของหลวงพ่อคูณเขียนเอาไว้เมื่อ 15 ปีก่อนนี้ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543 โดยพินัยกรรมดังกล่าวมีพยานรับรอง 4 คน คือ 1.รศ.สุขชาติ เกิดผล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2.นายประทีป วงษ์กาญจนรัตน์ 3.นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ และ 4.นายเนาวรัตน์ สังการกำแหง นิติกร 8 (ชำนาญการ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 
                      เนื้อหาพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อความว่า อาตมาหลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ขอทำพินัยกรรมกำหนดการ เผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา ภายหลังที่อาตมาถึงมรณภาพลง เช่น
 
                      1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมรณภาพลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นมอบให้ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป
 
                      2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน ตั้งแต่ถึงวันมรณภาพลง
 
                      3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลเมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ
 
                      โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่ จ.ขอนแก่น
 
                      เหตุผลการทำพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ ที่พูดผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ “กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองก็ได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”
 
                      อย่างไรก็ตาม เมื่อครบกำหนดสวดอภิธรรมศพครบ 7 วัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ทำตามพินัยกรรมทุกประการ โดยได้จัดทำอ่างแก้วชนิดพิเศษที่จะดองร่างท่านรูปเดียว และนำไปตั้งไว้ที่ชั้น 4 ภาควิชากายวิภาคศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในระหว่างการดอง 1 ปี ในเบื้องต้นคิดว่าจะเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์และประชาชนเข้ากราบสักการะได้ จากวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ไปจนครบ 1 ปี หลวงพ่อคูณจะเป็นครูใหญ่ จากนั้นจะมีการผ่าสรีระท่านเพื่อการศึกษา
 
                      ระหว่างนี้จะไม่มีการเปิดให้สักการะเพื่อความเหมาะสม แต่ประชาชนจะมีโอกาสร่วมพิธีอีกครั้งในงานพระราชทานเพลิงศพครูใหญ่ในอีก 3 ปีข้างหน้า ประมาณเดือนมิถุนายน 2561 คาดว่าจะจัดที่วัดหนองกุง จ.ขอนแก่น ในพินัยกรรมระบุว่าให้นำร่างไปเผาที่วัดหนองแวง พระอารามหลวง หรือวัดอื่นๆ ที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เห็นสมควร
 
 
--------------------
 
 
หนี้สินหลวงพ่อคูณ และเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่รูปใหม่
 
 
หลวงพ่อคูณ ละสังขาร! ปิดตำนานอมตะ 'เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด'
 
 
                      นอกจากพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณแล้วสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน คือการตรวจสอบทรัพย์สินหลวงพ่อคูณ และวัดบ้านไร่ รวมทั้ง การแต่งตั้งพระรูปใหม่ไปรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ก่อนที่จะแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสแทนหลวงพ่อคูณ
 
                      ประเด็นการตรวจสอบทรัพย์สินหลวงพ่อคูณ และวัดบ้านไร่นั้น กลับกลายเป็นเรื่องที่ลูกศิษย์คาดไม่ถึงและไม่คิดว่าเป็นไปได้ คือ
 
                      “หลวงพ่อคูณเป็นหนี้! กรรมการวัดบ้านไร่และร้านวัสดุก่อสร้าง 100,688,386.95 บาท” จากการสร้างวิหารเทพวิทยาคม ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2558 เวลา 10.00 น. คณะกรรมการวัดบ้านไร่ประชุม ครั้งที่ 4/2558 ณ ศาลาริมสระน้ำ วัดบ้านไร่ มีวาระการประชุมทั้งหมด 4 วาระ โดยมี พล.ต.ต.มหัคฆพันธ์ สุรคุปต์ อดีต ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา ประธานกรรมการวัดบ้านไร่
 
                      ในการประชุมครั้งดังกล่าว วาระที่ 3 เรื่อง รายงานบัญชีรายรับ-รายจ่ายในการก่อสร้างและการบริหารวิหารเทพวิทยาคม ในหน้าที่ 3 ข้อที่ 2.รายงานผลการดำเนินงาน และสถานะการเงิน บัญชีรายรับ-รายจ่าย วิหารเทพวิทยาคม ดังรายงานที่ปรากฏ คือ
 
                      2.1 ค่าก่อสร้างวิหาร จำนวน 385,537,202.49 บาท
 
                      2.2 รายจ่ายค้างจ่ายค่าก่อสร้าง (หนี้ร้านค้า) จำนวน 5,143,171.50 บาท
 
                      2.3 เงินฝากธนาคารและเงินสดคงเหลือ จำนวน 397,035.79 บาท
 
                      2.4 เกรียงไกร จารุทวี สำรองจ่ายคงเหลือ จำนวน 95,445,215.45 บาท
 
                      ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ถูกจับตามอง คือ “เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่” รูปใหม่ จึงถูกจับตามมองว่า “จะมีพระรูปใดได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ และชาวบ้านไร่ ให้มาเป็นเจ้าอาวาส” ในที่สุด พระครูพีรเดชธำรง เจ้าคณะตำบลกุดพิมาน มีคำสั่งเจ้าคณะตำบลกุดพิมาน ที่ 01/2558 เรื่องแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส แต่งตั้งให้ “พระภาวนาประชานาถ (นุช รตนวิชโย) วิ.” อายุ 66 ปี 22 พรรษา วิทยฐานะ น.ธ.โท หรือ “เจ้าคุณนุช” อดีตเลขานุการหลวงพ่อคูณ เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง อ.คง จ.นครราชสีมา รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ และมีอำนาจหน้าที่เหมือนหนึ่งเจ้าอาวาสที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ทุกประการ ด้วยการสนับสนุนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านไร่
 
                      “เจ้าคุณนุช” ให้สัมภาษณ์ “คม ชัด ลึก” ถึงการเข้ามารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ว่า “เป็นเรื่องธรรมดามากที่มีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขึ้นอยู่ที่ว่าจะไปถามใคร และนำเสนอข่าวไปในทิศทางใด ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรมยังมีคนรักและมีคนชัง ใครได้ประโยชน์ก็ชอบ ใครเสียประโยชน์ก็ชัง สิ่งเหล่านี้เป็นคู่ของโลก มีสรรเสริญย่อมมีติฉินนินทา จะให้เป็นที่ยอมรับทั้งหมดนั้นเป็นไปไม่ได้เลย”
 
 
--------------------
 
(10 ข่าวเด่น 2558 : หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ ละสังขาร ! ปิดตำนานอมตะ 'เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด' : โดย...ไตรเทพ ไกรงู)
 
 
 
"}])