พระเครื่อง

มองนอกเห็นใน

มองนอกเห็นใน

10 พ.ย. 2558

มองนอกเห็นใน : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสสโร

              หญิงไทยท่านหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลน มีความทุกข์ใจเป็นอย่างมาก ที่เพื่อนคนหนึ่งนำเรื่องของเธอ ที่ไม่ใช่ความจริงไปพูดต่อคนอื่นเพื่อทำลาย ทำร้ายเธอให้รู้สึกอับอาย ขายหน้า ถ้าเป็นเรื่องจริงเธอยอมรับได้แม้เป็นเรื่องที่ไม่ดี เพราะเธอรู้ดีว่าเราทุกคนย่อมเคยทำผิดพลาดเสมอ แต่ขณะที่เธออยู่นิ่งๆ สงบที่บ้านของเธอเอง เรื่องราวต่างๆ มากมายที่ถูกกล่าวหาค่อยๆ ผ่านเข้าหูเธอ แรกๆ เธอทนได้ แต่พอมากเข้า มันรู้สึกเหนื่อย บอบช้ำ และไม่เข้าใจว่า จิตใจเขาทำด้วยอะไร ทำไมสามารถแต่ง ปั้น เรื่องราวที่สามารถทำให้คนอื่นดูเป็นคนเลวร้ายได้ขนาดนี้ ทำเช่นนี้แล้วตัวเขาเองจะมีความสุชสงบได้หรือ?

              ในชีวิตเราต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นมากมาย ทั้งที่อยากเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สัตว์ สิ่งของ ฯลฯ บางครั้งเริ่มต้นดีเป็นมิตรที่ต่อกัน แต่สุดท้ายจบกันอย่างแตกกระเจิง อาฆาตมาดร้าย เป็นศัตรู หรือต้องจากแบบตายกันไปข้างใดข้างหนึ่งถึงจะจบ ซึ่งในความเป็นจริง ไม่มีเรื่องใดๆ จบ ถ้าจิตใจยังยึดและทุกข์อยู่แม้ตายไป หรือบางทีเริ่มต้นร้าย แต่ตอนจบกลับสุข รักกันเข้าใจมากยิ่งขึ้นและยิ่งผูกพัน รู้สึกเหมือนเป็นญาติสนิทที่เคยรู้จักกันมานาน เข้าใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลมากยิ่งขึ้น

              สุดท้ายเราเองเป็นผู้เลือกที่จะมีความสุขสงบหรือมีความทุกข์ก็ได้ หากภายนอกดูเลวร้าย แต่ถ้าเราไม่เอาจิตใจของเรา ส่งออกไปให้ความสำคัญหรือไปตีค่ากับเสียง หรือภาพ การสัมผัสรับรู้ที่ปรากฏ สิ่งเหล่านั้นจะไม่สามารถทำลาย ทำร้ายเราได้เลย แต่ถ้าเราเลือกที่จะมีความทุกข์ แม้ในสิ่งที่น่ายินดีบางทีก็ทำร้ายจิตใจที่สุขสงบนิ่งได้เช่นกัน เพราะมันแฝงมาในความสนุกสนาน ตื่นเต้น ดีใจ ปลื้มใจ ซึ่งเป็นสุขแบบหยาบที่แฝงความทุกข์ไว้โดยที่สติเราตามไม่ทันจิต ทำให้จิตใจที่ยึดติดอารมณ์พอใจก็อยากให้ปรากฏเช่นนี้เสมอและเมื่อมันไม่เป็นเช่นนั้นก็จะทุกข์ทันที โดยเฉพาะถ้าเราทุกข์มาก เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดว่า เรายังยึดมั่นมาก

              แต่เมื่อใดที่เราเห็นเหตุที่มาของความยึด เราจะสามารถขอบคุณบุคคล สัตว์ สิ่งของที่เป็นเหตุที่มาแห่งความทุกข์ในขณะนั้น แล้วเราจะทุกข์น้อยลง เพราะเห็นถูกต้องว่า ที่เราทุกข์ใจ ไม่สบายใจ ไม่ใช่ เพราะบุคคล สัตว์ สิ่งของเหล่านั้นเป็นเหตุทั้งหมด รากแห่งทุกข์ที่แท้ คือ จิตใจเราเอง ที่ยังยึดเอาสิ่งนั้นไว้  ถ้าไม่มีซึ่งตัวเราของเราแห่งจิตใจที่ยึดมั่น เหมือนร่างกายที่ไร้วิญญาณ เขามากระทืบหน้าเราก็ไม่โกรธ เขาด่าให้ร้ายสารพัด เราก็ไม่เกลียด เขาทำร้ายร่างกาย เราก็เฉย

              เมื่อเราสามารถฝึกเช่นนี้ได้ ก็ประหนึ่งเป็นการซ้อมตายก่อนตาย เราจะสุขสงบในทุกที่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน กับใคร  ทำให้ต้องยิ่งขอบคุณที่สิ่งมากระทบเหล่านั้น ที่เตือนเราว่า อย่าประมาท รีบขวนขวายสร้างพลังแห่งสติ สมาธิ ปัญญา เพื่อจะได้ดับทุกข์ให้ทันท่วงที

              เมื่อเรามีสติ ความกรุณาก็จะปรากฏ  เราจะรู้สึกสงสารบุคคลที่มาด่าว่าเราซึ่งมันไม่จริง  เราจะเห็นเหตุว่าทำไมเขาจึงมาว่าเรา เขาไม่พอใจอะไรเราหรือ ซึ่งตัวเราเองอาจมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เขาไม่พอใจอย่างไม่ได้ตั้งใจ หรือไม่รู้ตัว ความสัมพันธ์จึงไม่ปกติ  เมื่อเราทราบ ไม่จำเป็นต้องไปรังเกียจ ด่าตอบ ใส่ร้ายตอบให้สาสม เพราะถ้าเราทำเช่นนั้นเรากับเขามิได้ต่างกันเลย เพราะเราต่างกำลังทำร้าย ทำลายตัวเอง สิ่งรอบข้างและโลกใบนี้ จากความทุกข์ที่เราไม่รู้ว่ามาจากเหตุแห่งความยึดมั่น ถือมั่น ในตัวตน ของตน

              จงกล้าที่จะเป็นผู้แพ้ อ่อนแอ ขี้ขลาดที่จะต่อกรกับความเลวร้ายภายนอก และจงเป็นผู้ชนะ กล้า เข้มแข็ง ที่จะเผชิญกับความทุกข์ในตน

              แม้แต่ผู้ปฏิบัติธรรมเอง ที่เรียนรู้ทางธรรมมาก่อน ก็มิได้บ่งบอกว่าเขาจะเข้าใจและทำได้เสมอไป เพราะบางทีเขาไม่ได้ตั้งใจทำศึกษา ปฏิบัติเพื่อเห็นข้อผิดพลาด บกพร่องในตนเองอย่างแท้จริง และที่สำคัญเขาจะไม่ยอมรับการตักเตือนจากใครๆ แม้จากครูบาอาจารย์ก็ตาม แต่กลับมองและหาแต่ข้อผิดพลาดของบุคคลอื่นเสมอ ทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาจิตใจ จนสามารถปล่อยวางอย่างได้แท้จริง มากไปกว่านั้น เขาอาจสร้างความทุกข์ขึ้น ในอีกรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น ด้วยการภูมิใจ พอใจว่าฉันเป็นคนดี เป็นผู้ปฏิบัติ

              ฉะนั้นผู้ปฏิบัติที่ดี จะไม่มีกล่าวร้าย พูดร้ายออกจากปากเขาหรือเธอผู้นั้นเป็นอันขาด ถึงแม้บุคคลที่อยู่ข้างหน้าจะร้าย ไม่ดีแค่ไหน แม้เขาอาจเผลอไปบ้างเมื่อขาดซึ่งสติ แต่เมื่อได้สติ เขาจะสามารถขอโทษ ขออโหสิกรรม ไม่เก็บให้สิ่งร้าย ไม่ดีไว้กับจิตใจอีกต่อไป และกล้าพอที่จะเผชิญความทุกข์ในตนต่อไป

              เพราะไฟเกิดขึ้นที่จิตใจ แต่ถ้าวิ่งไล่ดับไฟข้างนอกเมื่อไร ไฟที่กำลังเผาจิตใจอาจยิ่งลุกลามเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว คนส่วนใหญ่ ชอบดับไฟไม่ตรงจุด ทำให้ไฟแห่งโกรธ โลภ หลง ยังคงครุกรุ่น รุ่มร้อนในจิตใจไม่จางคลาย อาจลุกลามไปยังบุคคล สัตว์ สิ่งของอีกมากมาย และถ้าเขาเหล่านั้นที่ได้รับเชื้อไฟ ไม่ไตร่ตรองใคร่ครวญ อย่างผู้มีปัญญา ก็จะโดนแผดเผาเช่นเดียวกัน

              เมื่อเราตระหนักรู้ เราจักขอบคุณทุกสิ่งที่มากระทบทั้งในด้านดีและไม่ดี ที่ทำให้รู้ว่าจะวางจิตใจไว้ที่ไหนจึงจะไม่กระเทือน

              ไม่เช่นนั้น เราและสิ่งนั้นกำลังเป็นสิ่งเดียวกัน
 

"}])