
สมเด็จฯวัดปากน้ำเปิดหมู่บ้านศีล5ระยะ3
สมเด็จฯวัดปากน้ำเปิดหมู่บ้านศีล5ระยะ3 คณะสงฆ์ถาม'สุวพันธุ์'บรรจุพุทธประจำชาติในรธน.ระบุนายกฯถามถึงเช่นกันแต่ยังไม่มีคำตอบ
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พ.ย.2558 วัดไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้เป็นประธานเปิดพิธีประชุมสัมมนาการขับเคลื่อนโครงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา "หมู่บ้านรักษาศีล 5" ระยะที่ 3 ณ วัดไร่ขิงระหว่างวันที่ 1-3 พ.ย.นี้ โดยมีคณะสงฆ์ นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ร่วมในพิธี
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้ให้โอวาทว่า ขออนุโมทนาทุกท่านที่มาประชุมกัน ให้ประชุมกันเนืองนิจเมื่อประชุมก็ประชุมพร้อมกัน เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก แล้วทุกท่านจะได้รับผลของการประชุม โครงการหมู่บ้านศีล 5 นี้ ดำเนินการเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อความสงบสุข สันติสุขประเทศชาติ เมื่อประเทศชาติมีความสงบร่มเย็น ก็ทำให้เราทุกคนนี่แหละจะอยู่อย่างสงบสุข โครงการฯนี้ขับเคลื่อนโดยคณะสงฆ์และรัฐบาล เช่นกระทรวงมหาดไทย ก็ได้บอกให้ทุกหน่วยงานขับเคลื่อนด้วยเช่นกัน...ในนามของคณะสงฆ์และรัฐบาล ขอขอบคุณสื่อต่างๆ ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลให้โครงการนี้ขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทีวี และนักศิลปินบางท่าน ทั้งแต่งเพลงศีล 5 และร้องด้วยตนเอง
หลังจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ได้มอบโล่ให้กับพระมหาเถระที่มีผลงาน โดยมีประเภทผู้สมัครเข้าโครงการฯ 100% และ 80% โดย 100% รับโล่ทอง ได้แก่พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 เจ้าอาวาสวัดพระปฐมเจดีย์ เป็นต้น และโล่เงิน 80% ได้แก่พระสังฆาธิการระดับเจ้าคณะจังหวัด มี จ.สระบุรี, จ.หนองบัวลำพู, จ.หนองคาย, จ.พระนครศรีอยุธยา, จ.อุตรดิต, จ.สมุทรสงคราม, จ.ชัยนาท, จ.ยโสธร, จ.อุดรธานี, จ.มุกดาหาร, จ.สุโขทัย, จ.ชลบุรี, จ.ลพบุรี, จ.บุรีรัม, จ.อุบลราชธานี, จ.สมุทรปราการ, และ จ.ชัยภูมิ เป็นต้น
ในการนี้นายสุวพันธุ์ ตันยวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการบรรยายพิเศษโดยระบุว่า โครงการหมู่บ้านศีล 5 มีวัตถุประสงค์คือ 1.การสร้างความปรองดองหมายถึงการค่อยๆลดความขัดแย้ง จึงจะเกิดสังคมสันติสุข 2.การปรองดองโดย บ้าน วัด และราชการ คือ บ้านควรมีผู้นำชุนชนและอาสาสมัครธรรมรักษาประจำหมู่บ้าน, วัดควรให้มีสำนักงานกลาง คณะกรรมการขับเคลื่อน และให้คณะสงฆ์ร่วมกับอาสาสมัครธรรมรักษาระดับอำเภอ หรือตำบล, ราชการ ให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนาประจำจังหวัด ส่วนกลาง และมีคณะสำรวจการขับเคลื่อนโครงการฯร่วมกับคณะสงฆ์และอาสาสมัคร
3.พระพุทธศาสนากับการพัฒนาที่ยั่งยืน หมายถึงเป็นการเชื่อมต่อ 4 ระบบ เข้าด้วยกัน คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะหลัก “ธรรมาภิบาล” เป็นเรื่องที่เหมาะแก่พระพุทธศาสนาที่สุดแล้ว เช่นหลักธรรม หิริ ความละอายแก่ใจ และโอตตัปปะ ความเกรงกลัว ก็เป็นหลักธรรมที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนได้
ช่วงท้ายการบรรยายคณะสงฆ์ได้สอบถามว่า จะให้บัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ นายสุวพันธุ์ตอบว่า เป็นเรื่องของสิทธิไม่ว่าจะเป็นสิทธิของพระสงฆ์หรือฆราวาส ที่สำคัญคือต้องมีเหตุปละผลที่จะทำให้สังคมไทยไทยเห็นเป็นสิ่งดีงาม และศาสนาไม่ควรเป็นสาเหตุความขัดแย้งในสังคม เชื่อว่าพระพุทธศาสนามีหลักคำสอนที่เป็นจริงแท้ ที่เกิดมา 2,000 ปีกว่า ไม่ล่มสลาย คนไทยสามรถดำรงรักษาไว้ได้ อยากเสนอว่าให้เสนอเป็นเหตุผลว่า ดีอย่างไร เสียอย่างไร เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามตนเช่นกันแต่ตนยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้



