พระเครื่อง

หนังสือธรรมะที่มีส่วนไม่ถูกตรง ควรเอาไปทำลายหรือไม่

หนังสือธรรมะที่มีส่วนไม่ถูกตรง ควรเอาไปทำลายหรือไม่

27 ต.ค. 2558

หนังสือธรรมะที่มีส่วนไม่ถูกตรง ควรเอาไปทำลายหรือไม่ : ปุจฉา-วิสัชนา กับพระไพศาล วิสาโล

              ปุจฉา : ผมมีหนังสือธรรมะ ซึ่งทราบภายหลังว่าไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เช่น แปลบาลีผิดเพี้ยน หรือหนังสือประวัติพระอรหันต์ ซึ่งผู้เขียนใส่อภินิหารหรือตีความไม่ตรงตามธรรมของพระพุทธศาสนา จนรู้สึกว่าอันตราย ไม่ควรอ่าน แต่ก็ไม่รู้ว่าควรจะต้องทำลายหรือไม่ ไม่ทราบว่าควรจะทำเช่นไรกับหนังสือเหล่านี้ดีครับ

              วิสัชนา : คุณลองพิจารณาดูว่า หนังสือเล่มนั้นมีส่วนที่แปลบาลีหรือพุทธพจน์ถูกต้องหรือไม่ หรือมีส่วนที่ตรงกับคำสอนของพระพุทธองค์หรือไม่ หากมีและมีอยู่มาก ก็น่าจะเก็บไว้ เพราะเนื้อหาดังกล่าวย่อมมีประโยชน์ต่อคุณไม่มากก็น้อย ส่วนที่แปลผิดหรือคลาดเคลื่อนจากพระธรรมคำสอน ก็มองข้ามไป พึงใช้ท่าทีอย่างเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำเวลาเจอคนที่มีนิสัยไม่ดี กล่าวคือให้มองด้านที่ดีของเขา ทรงเปรียบเหมือนกับสระน้ำที่มีจอกแหนปกคลุมอยู่เต็ม แต่หากแหวกจอกแหนออกไปบ้าง เราก็สามารถตักน้ำในสระน้ำนั้นไปใช้ประโยชน์ได้    สำหรับเรื่องอภินิหารนั้น หากเป็นแค่สีสันหรือกระพี้ ส่วนสาระหรือแก่นของเรื่องนั้นตรงกับคำสอนของพระพุทธองค์ เช่น เน้นความเพียร ความสันโดษ ความมักน้อย ความคลายกำหนัด ไม่พอกพูนกิเลส เป็นต้น ก็ยังถือว่ามีประโยชน์อยู่ พึงรู้จักเลือกสรรส่วนที่ดีมีประโยชน์

              อย่างไรก็ตามหากหนังสือเล่มนั้นมีข้อผิดพลาดมาก คลาดเคลื่อนหรือถึงกับสวนทางกับคำสอนของพระพุทธองค์ เรียกว่าหาประโยชน์ไม่ได้เลย ถ้าไม่อยากเก็บไว้ ก็อย่าถึงกับทำลายอย่างไร้ประโยชน์ มีวิธีกำจัดหลายวิธี เช่น ชั่งกิโลขายพร้อมๆ กับหนังสือพิมพ์ หรือมอบให้ซาเล้งเอาไปขายเพื่อรีไซเคิล


ทำไมชาวพุทธส่วนมากไม่ค่อยสนใจทำกิจกรรมเพื่อสังคม

              ปุจฉา : กราบนมัสการหลวงพ่อครับ เพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของหลวงพ่อ โดยสถาบัน Siam Intelligence ทำให้ผมสงสัยว่า ทำไมชาวพุทธ จึงมีส่วนน้อยนักที่ออกมาทำกิจกรรมเพื่อสังคม ส่วนใหญ่จะเน้นปล่อยวางที่ตัวคนเดียว โดยที่ไม่คำนึงถึงปัญหาทางสังคม การที่ปฏิบัติธรรมในลักษณะที่เอาตนเป็นที่ตั้ง หรือการที่คิดว่าอยากจะไปปฏิบัติธรรมในสถานที่ที่ไกลบ้านไกลเมืองเพื่อหนีความวุ่นวาย ถือว่าเป็นการไม่เอาใจใส่ในปัญหาของผู้อื่นรึเปล่าครับ

              วิสัชนา : พุทธศาสนาที่เผยแพร่ในปัจจุบันมักเน้นการทำประโยชน์ตน แต่ไม่ค่อยเน้นการทำประโยชน์ท่าน มุ่งการแก้ทุกข์ให้แก่ตนเอง แต่ไม่ค่อยสนใจการช่วยเหลือสังคมหรือผู้ทุกข์ยาก แม้แต่การให้ทานก็ทำด้วยหวังประโยชน์ที่เกิดแก่ตน (เช่น โชคลาภ ความมั่งมี) มากกว่าที่จะนึกถึงประโยชน์สุขของผู้รับ ทั้งๆ ที่พุทธศาสนาสอนให้ใส่ใจทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน

              อาตมาเข้าใจว่าสาเหตุที่คำสอนและการปฏิบัติของชาวพุทธมุ่งไปที่ประโยชน์ตนมากกว่าประโยชน์ท่าน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิทธิพลของความคิดแบบปัจเจกนิยมและบริโภคนิยม ที่เน้นเรื่องความสุขส่วนตัวค่อนข้างมาก ทัศนคติดังกล่าวมีอิทธิพลต่อคนชั้นกลางมากโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเมือง คนเหล่านี้เมื่อนับถือพุทธศาสนา ก็นำเอาความคิดดังกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติตน หรือตีความพุทธศาสนาให้เน้นแต่เรื่องประโยชน์ตน จึงส่งผลให้มีพฤติกรรมดังที่กล่าวมา

              อันที่จริงประโยชน์ตนกับประโยชน์ท่านแยกจากกันไม่ออก เมื่อทำประโยชน์ท่านก็ก่อให้เกิดประโยชน์ตนด้วย กล่าวคือ การช่วยเหลือผู้อื่นย่อมช่วยลดทอนกิเลสและความเห็นแก่ตัว ทำให้อดทนเข้มแข็ง และเพิ่มพูนเมตตากรุณา ในจิตใจ ดังพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า “เมื่อรักษาผู้อื่น ก็ได้ชื่อว่ารักษาตน” พระโพธิสัตว์ทั้งหลายบำเพ็ญบารมีก็ด้วยการช่วยเหลือผู้อื่น ไม่เพียงสละทรัพย์ หากยังพร้อมสละอวัยวะและชีวิต การกระทำดังกล่าวมีผลหนุนส่งให้คุณธรรมของท่านสูงขึ้น จนตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด

              อย่างไรก็ตามแม้ตั้งใจทำประโยชน์เพื่อสังคม ก็ไม่ควรมองข้ามการขัดเกลาฝึกฝนตนเพื่อลดกิเลส มีสติ และเข้าถึงความสงบเย็นในจิตใจ นี้เป็นทั้งการบำเพ็ญประโยชน์ตนและส่งเสริมการทำงานเพื่อสังคม (ไม่ให้กลายเป็นการสนองกิเลสของตนไปโดยไม่รู้ตัว)
  
              ดังนั้นจึงไม่ควรมองว่าการปฏิบัติธรรมในที่สงบสงัดเป็นการทิ้งสังคม หรือไม่สนใจส่วนรวมไปเสียหมด คนที่ปลีกวิเวกเพื่อกลับมาช่วยเหลือสังคม ก็มีไม่น้อย ไม่ต่างจากคนที่ไปเรียนเมืองนอก เพื่อกลับมาช่วยเหลือประเทศชาติ

"}])