
พระครูปลัดสรกฤช กับ...๓ ปี ในกิจพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้
กลายเป็นสิ่งที่เห็นกันชินตา ในห้วงเวลา เข้าพรรษา นั่นคือ ภาพของเหล่าพุทธศาสนิกชนแทบทุกวัย ทั้งหญิงชาย พากันเดินทางเข้าสู่วัดเพื่อฟังเทศน์ ฟังธรรม ร่วมทำบุญ ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ในช่วงเวลาที่พระภิกษุสงฆ์เข้าพรรษาเป็นเวลา ๓ เดือน
แต่สำหรับที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับแต่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ สิ่งนี้ส่งผลให้บรรยากาศในช่วงเข้าพรรษา ณ ดินแดนล่างสุดของประเทศ มีความแตกต่างไปจากภูมิภาคอื่นของประเทศอยู่บ้าง
กระทั่ง “โครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้” ตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อยากให้มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ตามวัดต่างๆ ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างน้อยวัดละ ๕ รูป เพื่อให้สามารถรับกฐินได้ในช่วงเทศกาลการทอดกฐิน และปฏิบัติศาสนกิจได้ ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ยังผลให้วันนี้ บรรยากาศเข้าพรรษาจึงกลับเข้าสู่สภาวะปกติ อย่างเช่นที่เคยเป็นอีกครั้ง
ตลอด ๓ เดือน นับจากนี้ ชาวพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีโอกาสทำหน้าที่พุทธศาสนิกชนได้อย่างเต็มที่ หลังจากพระสงฆ์ในโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ กว่า ๑๐๐ รูป จากทั่วประเทศ เดินทางมาจำวัด ตั้งแต่วันเข้าพรรษา ๘ กรกฎาคม ที่ผ่านมา เป็นที่เรียบร้อย
ในจำนวนพระภิกษุที่เข้าร่วมโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ จำนวนกว่าร้อยรูปนั้น มีอยู่รูปหนึ่ง คือ พระครูปลัดสรกฤช กนฺตสีโล เจ้าอาวาสวัดอุดมมหาวัน อ.เมือง จ.หนองคาย ที่ยอมทิ้งวัด ยอมทิ้งความสะดวกสบายในวัดบ้านเกิด มาปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่พุทธศาสนิกชนใน ๓ จังหวัดชายแดนภายใต้ ท่ามกลางเสียงระเบิด และห่ากระสุนที่จะมาปลิดชีพได้ทุกขณะลมหายใจเข้าออก
โดยท่านได้มาร่วมจำพรรษาอยู่ที่ วัดเขากง อ.เมือง จ.นราธิวาส ซึ่งเป็นหนึ่งในวัดที่ได้รับการจัดสรรพระภิกษุจากทั่วประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยไฟใต้
แม้จะเดินทางมาร่วมโครงการนี้เป็นปีที่ ๓ แล้ว แต่พระครูปลัดสรกฤช ยังต้องปฏิบัติตามระเบียบของโครงการ คือ พระภิกษุสงฆ์รูปไหนจะได้จำพรรษาวัดใดนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ และปัจจัยสำคัญหลายอย่าง
โดยประการแรก จะต้องผ่านการพิจารณาจาก กอ.รมน.ภ.๔ ส่วนหน้า ในการดูความเหมาะสม เพื่อนำพระสงฆ์ไปปฏิบัติศาสนกิจในช่วงเข้าพรรษา ในแต่ละพื้นที่ ตามรายงานฐานข้อมูลของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย
ประการต่อมา ความต้องการของวัดแต่ละแห่ง และประการที่สำคัญ ความพร้อมของพุทธศาสนิกชน หรือชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งมีวัดแต่ละแห่งตั้งอยู่ ที่สำคัญในแต่ละพรรษา กอ.รมน.ภ.๔ ส่วนหน้า จะประเมินผลร่วมกับเจ้าอาวาสวัดแต่ละแห่ง และพุทธศาสนิกชนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีพระสงฆ์จากโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยไฟใต้ เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเข้าพรรษา ก่อนจะนำไปปรับปรุงข้อด้อย และสานต่อภารกิจโครงการ ในพรรษาต่อไป
พระครูปลัดสรกฤช บอกว่า การเข้าร่วมโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ ตามพระราชเสาวนีย์ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นับเป็นสิ่งที่เป็นสิริมงคลอย่างมาก
แต่หาใช่ว่า พระรูปใด หรือจากวัดใด จะสามารถเดินทางมาเข้าพรรษาที่วัดชายแดนภาคใต้ได้ทั้งหมด เพราะวิถีทางสังคม และวัฒนธรรมในดินแดนนี้ มีความแตกต่างจากภูมิภาคอื่นสูง
ฉะนั้น จะต้องมีการประเมินผล เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ซึ่งพระสงฆ์ที่มาปีนี้ เข้าพรรษาปีหน้า อาจจะไม่ได้มาก็ได้ หากไม่ผ่านเกณฑ์การประเมินผล
ทั้งนี้ ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า พระภิกษุสงฆ์ที่เข้าร่วมโครงการพระสงฆ์นำชัยคุ้มภัยใต้ เดินทางมาจากวัดทุกทั่วทุกสารทิศทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ซึ่งพระสงฆ์แต่ละรูป ไม่เพียงแค่ต้องการเผยแผ่พระธรรมคำสอน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เฉกเช่นการปฏิบัติภารกิจสงฆ์ เหมือนปกติทั่วไปแล้ว ยังต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพวัฒนธรรมชุมชน ในท้องถิ่นชายแดนภาคใต้ให้ได้ด้วย
“ที่ผ่านมา อาตมาได้ข่าวว่า พระภิกษุบางรูปไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในท้องถิ่นพื้นที่ชายแดนภาคใต้ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถปฏิบัติศาสนกิจได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้น พระทุกรูปที่เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องผ่านการประเมินผล ในวันออกพรรษา เหมือนกันหมด ทุกพรรษาที่อาตมาลงมาจำวัดที่นี่ ก็ปฏิบัติศาสนกิจเฉกเช่นพระภิกษุสงฆ์รูปอื่นในพื้นที่ ไม่มีข้อยกเว้น เพราะกิจของสงฆ์ไม่ใช่สิ่งจะละเว้นได้ ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใด ประเด็นเรื่องความหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความไม่สงบ แทบจะไม่อยู่ในความคิด แต่กลับรู้สึกว่า การได้เดินทางมาปฏิบัติศาสนกิจในพื้นที่ ซึ่งขาดแคลนพระสงฆ์ กลับทำให้รู้สึกอิ่มเอิบใจ เพราะสามารถช่วยให้พุทธบริษัทได้มีโอกาสใกล้ชิดคำสอนของพระพุทธองค์อีกครั้ง” พระครูปลัดสรกฤช กล่าว
พร้อมกันนี้ พระครูปลัดสรกฤช พูดทิ้งท้ายไว้อย่างน่าดิดว่า "การได้มาจำพรรษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ช่วยให้เข้าใจสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ได้ชัดเจน ผ่านมุมมองที่ประสบด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องบริโภคข้อมูลผ่านสื่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้จะอยู่ในพื้นที่แล้วก็ตาม การจะรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากแหล่งใดๆ ก็ตามการ ใช้วิจารณญาณก็ยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เสมอ อีกทั้งยังได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ภาคใต้ รวมถึงเข้าใจวัฒนธรรม สังคม ความเป็นอยู่ของผู้คนในภูมิภาคนี้มากขึ้น โดยเฉพาะนิสัยใจคอ ที่เป็นคนจริงจัง ตรงไปตรงมา พูดจาโผงผาง แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ จึงทำให้รู้ว่า ดินแดนแห่งนี้ ยังมีสิ่งดีๆ อีกมากมาย หากไม่ถูกเหตุการณ์ความรุนแรงบดบังเรื่องราวที่น่าสนใจ และศึกษาอีกมากมาย วันนี้คนไทยทุกคน ทุกภูมิภาค ต่างร่วมเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้าย และหวังว่า สันติสุขจะกลับคืนสู่ปลายด้ามขวานในเร็ววัน เพื่อให้ทุกชีวิต ทุกศาสนา ได้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก เหมือนวันวานอีกครั้ง"
“วันนี้คนไทยทุกคน ทุกภูมิภาค ต่างร่วมเป็นกำลังใจให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้ผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้าย และหวังว่า สันติสุขจะกลับคืนสู่ปลายด้ามขวานในเร็ววัน”
เรื่อง..."สุพิชฌาย์ จันต๊ะปา"
ภาพ... "จรูญ ทองนวล"



