พระเครื่อง

พระเบญจภาคีเนื้อทองคำหนึ่งเดียวของวงการพระเครื่องเมืองไทย :

พระเบญจภาคีเนื้อทองคำหนึ่งเดียวของวงการพระเครื่องเมืองไทย :

21 ก.ย. 2558

พระเบญจภาคีเนื้อทองคำ หนึ่งเดียวของวงการพระเครื่องเมืองไทย :เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

             คำว่า “เบญจภาคี” ที่ถูกมาใช้ในวงการพระเครื่องนั้น “ตรียัมปวาย” หรือ “พ.อ.(พิเศษ) ประจน กิตติประวัติ” อดีตนายทหารประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด ได้จัดทำเนียบชุด “พระเครื่องเบญจภาคี” ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ โดยเมื่อแรกเริ่มยังคงเป็นเพียง “ไตรภาคี” คือมีเพียง ๓ องค์เท่านั้น ประกอบด้วย ‘พระสมเด็จ’ วัดระฆังโฆสิตาราม เป็นองค์ประธาน ซ้ายขวาเป็นพระนางพญา จ.พิษณุโลก และพระรอด จ.ลำพูน หลังจากนั้นจึงได้ผนวก ‘พระกำแพงซุ้มกอ’ กำแพงเพชร และ ‘พระผงสุพรรณ’ สุพรรณบุรี เข้าเป็นชุดเบญจภาคี

             แม้ว่าพระเครื่องในชุดพระเบญจภาคีจะขึ้นสุดยอดแล้ว พระสมเด็จวัดระฆัง สร้างโดยท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พฺรหฺมรังษี เป็นตัวแทนยุครัตนโกสินทร์ เป็นพระเครื่องที่มีอายุการสร้างน้อยที่สุดในบรรดาเบญจภาคีด้วยกัน พระสมเด็จวัดระฆังสร้างในสมัยรัชกาลที่ ๔ ที่วัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพฯ “สมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่” จัดเป็นสุดยอดพระเครื่องตลอดกาล หรือ “จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง” อีกทั้งเป็นสุดยอดความปรารถนาที่จะได้ไว้ในครอบครองของบรรดาเหล่าผู้นิยมพระเครื่อง หรือนักสะสมของเก่าทั้งหลาย

             พระสมเด็จวัดระฆังที่จัดสร้างโดยสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มีหลายพิมพ์ด้วยกัน แต่พิมพ์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในบรรดาพิมพ์พระทั้ง ๕ พิมพ์ คือ พระสมเด็จวัดระฆัง พิมพ์พระประธาน ส่วนการเช่าการขายพระสมเด็จวัดระฆังโฆสิตาราม พิมพ์ใหญ่ ที่มีชื่อเสียงอยู่ในระดับแถวหน้าเช่น “องค์เสี่ยหน่ำ” อย่าง “องค์ลุงพุฒ” “องค์ขุนศรี” “องค์เล่าปี่” “องค์กวนอู” “องค์บุญส่ง” “องค์เจ๊แจ๊ว” “องค์เจ๊องุ่น” “องค์ครูเอื้อ” “องค์เสี่ยดม” และ “องค์มนตรี” ล้วนมีการเช่าการขายกันองค์ละหลายสิบล้านบาททั้งสิ้น

             นอกจากพระสมเด็จเนื้อผงแล้วพระสมเด็จที่สำคัญและหายากอีกประเภทหนึ่งคือ พระสมเด็จเนื้อตะกั่วถ้ำชา หรือเนื้อห่อชา ที่มีหลักฐานการสร้างว่าท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตท่านนำเอาเนื้อตะกั่วที่ใช้สำหรับห่อใบชาที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงในขณะนั้นมาสร้างเป็นเนื้อพระสมเด็จ มีข้อสันนิษฐานหนึ่งว่านอกจากเนื้อตะกั่วถ้ำชาแล้วยังผสมเนื้อเหล็กไหลไพลดำไปด้วย

             พระสมเด็จเนื้อตะกั่วถ้ำชามีตำราหลายเล่ม โดยเฉพาะหนังสือนามานุกรมพระเครื่องของ อ.พินัย ศักดิ์เสนีย์ ระบุไว้ว่าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) สร้างไว้เมื่อครั้งครองวัดระฆัง โดยใช้แม่พิมพ์ยุคแรกก่อนที่หลวงวิจารณ์เจียรนัยจะแกะแม่พิมพ์ถวายให้ภายหลัง พระสมเด็จเนื้อตะกั่วถ้ำชาที่สมเด็จโตสร้างมีจำนวนไม่มาก นักนิยมพระเครื่องหลายคนไม่ยอมรับว่าเป็นพระของสมเด็จโต แต่เซียนใหญ่หาเช่ากันแบบเงียบๆ

             ในกรณีของ “พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อทองคำ” ของนายสุขธรรม ปานศรี หรือ “เฮียกุ่ย” นักสะสมชุดเบญจภาคี พระเนื้อทองคำที่เพิ่งได้ “พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อทองคำ” ซึ่งมีการขนานนามว่า “พระสมเด็จองค์จักรพรรดิ” รวมทั้งพระเบญจภาคีเนื้อทองคำทั้งชุดนั้น

             “เฮียกุ่ย” บอกว่า ที่สุดของการสะสมพระเครื่องเนื้อโลหะนั้นต้องเป็นเนื้อทองคำเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาพยายามเสาะแสวงหาพระเนื้อทองคำที่ขึ้นชื่อว่าหากยากสุดๆ ทุกวัด โดยเฉพาะพระหลงปู่ทวด จากนั้นก็แสวงหาพระเนื้อทองคำทุกวัด จนกระทั่งได้พระสมเด็จวัดระฆังเนื้อทองคำที่อยู่ในความครอบครองของตระกูลเก่าแก่นำมาให้บูชา ซึ่งถือว่าที่สุดของบรรดาพระทองคำที่มีอยู่ทั้งหมด

             เมื่อถามถึงราคาพระเบญจภาคีเนื้อทองคำทั้งชุดที่ซื้อเข้ามานั้น “เฮียกุ่ย” บอกว่ามีทั้งซื้อเป็นเงินสดและแลกรถหรูราคาหลายล้าน ซึ่งที่ผ่านมามีคนเอาพระมาแลกรถไปแล้วกว่า ๑๐ คัน

             สำหรับผู้สนใจเข้าชมพระเบญจภาคีเนื้อทองคำทั้งชุดสามารถเข้าชมได้ที่ WWW.SOONPRARATCHADA.COM" ใครอยากชมองค์จริงโทรศัพท์สอบถามได้ที่ โทร.๐๘-๑๘๑-๗๗๗๗๗

พระนางพญา‘พิมพ์เทวดา-พิมพ์อกแฟบ’

             “พระนางพญาพิมพ์เทวดา” หรืออีกชื่อหนึ่งที่บรรดาเซียนพระยุคเก่าเรียกหาก็คือ “พิมพ์อกแฟบ” เนื่องจากด้านหน้าองค์พระตรงบริเวณพระอุระ (อก) มีลักษณะแฟบ หรือแบนราบ บรรดาเซียนพระยุคเก่าจึงเรียกไปตามลักษณะขององค์พระ แต่ต่อมาเซียนพระยุคหลังอาจจะเห็นชื่อ “พิมพ์อกแฟบ” ไม่ค่อยเหมาะสมกับความอลังการของ “ยอด พระกรุเนื้อดิน” แห่งเมืองพิษณุโลกพิมพ์นี้จึงเรียกหากันใหม่ว่า “พิมพ์เทวดา”

             พุทธลักษณะของ “พิมพ์เทวดา” ตรงบริเวณ “เส้นครอบพระเศียร” (ศีรษะ) และ “พระกรรณ” (หู) ที่เชื่อมต่อเนื่องกันเป็นเส้นเรียวยาวอ่อนช้อยสวยงาม ลงไปจรดพระอังสา (ไหล่) จึงทำให้มีลักษณะคล้ายกับเป็น “เครื่องทรงเทวดา” จึงหันมาเรียกว่า “พิมพ์เทวดา” แทน ซึ่งนักสะสมส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกัน ปัจจุบันจึงนิยมเรียกกันว่า “พิมพ์เทวดา” แทน “พิมพ์อกแฟบ” เพราะนอกจากชื่อมีความเป็นมงคลกว่าแล้ว การเรียกชื่อพิมพ์ยังเหมาะสมกว่าอีกด้วย

             ส่วนรายละเอียดพิมพ์ทรงของ “พระนางพญาพิมพ์เทวดา” มีพุทธลักษณะที่คล้ายกับ “พิมพ์สังฆาฏิ” คือตรงบริเวณพระพักตร์ (หน้า) จะมีลักษณะแบบเดียวกัน ส่วนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดก็คือการ “ตัดขอบองค์พระ” โดย “พิมพ์สังฆาฏิ” ส่วนใหญ่จะตัดขอบในลักษณะเป็นรูป “สามเหลี่ยมด้านเท่า” แต่ “พิมพ์เทวดา” จะตัดขอบในลักษณะเป็น “สามเหลี่ยมหน้าจั่ว”

             ด้วยเหตุที่การตัดขอบที่แตกต่างกันนี้เองจึงทำให้ “พิมพ์เทวดา” มองดูแล้วจะสูงชะลูดกว่า “พิมพ์สังฆาฏิ” นอกจากนี้ตรงบริเวณ “เส้นสังฆาฏิ” ในองค์ “พิมพ์สังฆาฏิ” จะปรากฏเส้นสังฆาฏิหนาใหญ่ ส่วน “พิมพ์เทวดา” จะมีลักษณะที่แฟบหรือแบนราบ จึงเป็นการแยกแยะพิมพ์พระทั้งสองพิมพ์นี้ได้ง่าย

พระผงสุพรรณในจารึกลานทอง

             พระผงสุพรรณ กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.สุพรรณบุรี พระเครื่องอันดับหนึ่งของจังหวัด ได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็นหนึ่งในพระชุดเบญจภาคีพระยอดนิยมของประเทศไทยถูกบรรจุอยู่ในชุด “เบญจภาคี” ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า “ผงสุพรรณ” ก็เนื่องจากการค้นพบจารึกลานทองกล่าวถึงการสร้างจากผงว่านเกสรดอกไม้อันศักดิ์สิทธิ์ จึงได้รับการเรียกขานกันว่า “ผงสุพรรณ” เรื่อยมา โดยสามารถจำแนกออกได้เป็น ๓ พิมพ์

             ๑.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าแก่

             ๒.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้ากลาง

             ๓.พระผงสุพรรณ พิมพ์หน้าหนุ่ม

             จากสำเนาจารึกลานทองที่ค้นพบกล่าวถึงการสร้างพระผงสุพรรณไว้ ความว่า “ศุภมัสดุ 1265 สิทธิการิยะ แสดงบอกไว้ให้รู้ว่าฤาษีทั้งสี่ตนพระฤาษีพิมพิลาไลย์เป็นประธาน เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐ์มีสุวรรณ เป็นต้น คือ บรมกษัตริย์พระยาศรีธรรมโศกราช เป็นผู้มีศรัทธาพระฤาษีทั้งสี่ตนจึงพร้อมกันนำเอาแต่ว่านทั้งหลาย พระฤาษีจึงอัญเชิญเทวดามาช่วยกันทำพิธีเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่งแดง สถานหนึ่งดำ ให้เอาว่านทำเป็นผงก้อน พิมพ์ด้วยลายมือของมหาเถระปิยะทัสสะสี ศรีสารีบุตร คือ เป็นใหญ่ เป็นประธานในที่นั้น ได้เอาแร่ต่างๆ มีอานุภาพต่างกัน เสกด้วยมนต์คาถาครบ ๓ เดือน แล้วท่านให้เอาไปประดิษฐ์ไว้ในสถูปแห่งหนึ่งที่เมืองพันทูม

             ในจารึกลานทองมีการเขียนถึงวิธีการใช้และพุทธคุณของพระผงสุพรรณด้วยว่าถ้าผู้ใดพบเห็นให้รับเอาไปไว้สักการบูชาเป็นของวิเศษ แม้จะมีอันตรายประการใดก็ดีให้อาราธนาผูกไว้ที่คออาจคุ้มครองภยันตรายได้ทั้งปวง เอาพระสงสรงน้ำมันหอมแล้วนั่งบริกรรมพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ๑๐๘ จบ พาหุง ๑๓ จบ ใส่ชันสัมฤทธิ์นั่งสันนิษฐานเอาความปรารถนาเถิดให้ทาทั้งหน้าและผม คอหน้าอก ถ้าจะใช้ทางเมตตา ให้มีสง่า เจรจาให้คนทั้งหลายเชื่อฟังยำเกรง ให้เอาพระไว้ในน้ำมันหอม เสกด้วยคาถานวหรคุณ ๑๓ จบ พาหุง ๑๓ จบ พระพุทธคุณ ๑๓ จบ ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนทำพิธีในวันเสาร์ น้ำมันหอมเก็บไว้ใช้ได้เสมอทาริมฝีปาก หน้าผาก และผม เป็นต้น
พระเบญจภาคีเนื้อทองคำหนึ่งเดียวของวงการพระเครื่องเมืองไทย :
 

"}])