พระเครื่อง

มรดกธรรมสมเด็จพระสังฆราช

มรดกธรรมสมเด็จพระสังฆราช

30 ก.ค. 2558

มรดกธรรมสมเด็จพระสังฆราช : วิปัสสนาบนหน้าข่าว บายไลน์ มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

             “ธรรมะที่พระองค์ถ่ายทอดออกมานั้น คล้ายกับกระจกให้เราส่องตนเอง”

             “การสอนของสมเด็จพระสังฆราช บริสุทธิ์ที่สุด ไม่มีอะไรปรุงแต่ง ทำให้เข้าใจได้ง่ายที่สุด เป็นสิ่งที่ไม่ต้องมาสงสัยแคลงใจ"

             พระราชกระแส สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นประธานที่ปรึกษาการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในการประชุมเตรียมงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีกำหนดการพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร และพระเมรุ วัดเทพสิรินทราวาส ราชวรวิหาร

             ในช่วงเวลาจากนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ จึงขอเชิญชวนพสกนิกรมาเจริญจิตภาวนา สวดมนต์ ฟังธรรม บำเพ็ญกุศลพระศพสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดบวรนิเวศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ จนกว่าจะถึงวันนั้น

             พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรมหาวิหาร  เล่าถึงมรดกธรรมอันล้ำค่าที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ได้ฝากไว้กับแผ่นดินไทยและในใจของผู้คนตลอดพระชนม์ชีพที่ได้บำเพ็ญตนเป็นตัวอย่างแห่งบรมครู ที่พระองค์ทรงสอนอย่างไร ก็ทรงทำอย่างนั้น

             “สิ่งหนึ่งที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ระวังอยู่ตลอดเวลาก็คือ มีผู้คนชอบบอกว่า พระองค์ท่านเป็นอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช ท่านบอกว่า ท่านไม่ใช่ เราล้วนเป็นพสกนิกร เพราะฉะนั้น ท่านมีหน้าที่สนองงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ได้เป็นอาจารย์ นั่นคือ สิ่งที่ท่านกล่าวอยู่ตลอดเวลา

             “เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ก็เป็นชีวิตๆ หนึ่ง ที่เกิดขึ้นมาเป็นมนุษยสามัญ แต่ด้วยพระวิริยะอุตสาหะของพระองค์เอง ที่ทรงวิริยะศึกษา ทั้งๆ ที่พระองค์ก็ไม่ถึงกับว่าเก่งทางด้านการศึกษา แต่ว่าพระองค์ก็ผ่านอุปสรรคต่างๆ ต่อสู้กับชีวิตต่างๆ จนได้มาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวพุทธโลก กว่าจะขึ้นมาขนาดนี้ก็แสดงว่า ธรรมะของพระองค์นำมาใช้ได้จริง คือ พระองค์สอนอะไร พระองค์ก็ทำเช่นนั้น ไม่เช่นนั้น คำสอนของพระองค์ก็คงไม่มีความหมายอะไร แต่ว่าสิ่งที่พระองค์สอนก็คือ มันเป็นสิ่งที่พระองค์เห็นจริงๆ ที่กลั่นมาจากพระหฤทัยของพระองค์เอง มาจากความเข้าใจของพระองค์เอง”

             พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ทำให้เราเห็นว่า สมเด็จพระสังฆราชมิได้อยู่ไกลเกินไปกว่าที่เราจะสัมผัสธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบได้

             “สิ่งที่เห็นก็คือ เวลาที่เราอ่านก็ตาม เวลาฟังพระองค์ท่านก็ตาม เรารู้สึกว่า ธรรมะง่ายเหลือเกิน ทำไมมันง่ายขนาดนั้น ก็คือเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ทฤษฎี แต่ว่าเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติได้ เพราะมันเกิดมาจากการปฏิบัติของพระองค์เอง และความเรียบง่าย ในการที่เราเห็นธรรมะของพระองค์นั้น ก็คือ สิ่งที่พระองค์ทิ้งไว้คือ มรดกให้กับสังคม ให้กับพวกเราทุกคน

             “เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช มีพระชนมายุ ๑๐๐ ปี จะอยู่มากกว่านั้น ก็คงเป็นไปไม่ได้เหมือนกับทุกๆ คน แต่ว่าสิ่งที่ทรงทิ้งไว้เป็นมรดกมหาศาล ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเราฉลาดพอ มีความกระตือรือร้นพอที่จะใช้มรดกธรรมที่พระองค์ทิ้งไว้ให้เพื่อให้เราได้ประโยชน์หรือไม่"

             ดังนั้น สิ่งที่สามารถเรียนรู้ธรรมะจากสมเด็จพระสังฆราชฯ นั้นมีหลายทาง ดังที่ พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ แนะต่อมาว่า จากประวัติของพระองค์เองทางหนึ่ง แล้วก็ดูสิว่า การดำเนินชีวิตของพระองค์นั้นเป็นมาอย่างไร ซึ่งอาจแรงบันดาลใจในการทำงานของเราทุกคน

             “อีกทางหนึ่งก็คือ ธรรมะที่พระองค์ถ่ายทอดออกมานั้น ก็เป็นคล้ายกับกระจกให้เราส่องตนเอง เวลาที่อ่านแล้ว เราจะมองไม่เห็นสมเด็จพระสังฆราชฯ แต่จะเห็นไปถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า"

             “ชีวิตเราเติบโตขึ้นมาดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความเมตตากรุณาจากผู้อื่นมาตั้งแต่เบื้องต้น”

             นับตั้งแต่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๕๖ ในงานการพระศพสมเด็จพระสังฆราช ที่วัดบวรนิเวศราชวรมหาวิหาร เกือบสองปีที่ผ่านมา ประจักษ์ เสาอีง่อง เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานฝ่ายพิธีการในการพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  นอกจากงานประจำแล้ว ยังเป็นจิตอาสาช่วยถ่ายรูปผู้มาบำเพ็ญกุศลพระศพสมเด็จพระสังฆราช ตลอดเวลาทีี่่ผ่านมา

             ประจักษ์เล่าว่า ได้รับธรรมะที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่ในการพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชไม่น้อยเลย ดังเช่น ความกตัญญูกตเวที พระองค์ท่านเองทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ด้วยความเป็นผู้มีความกตัญญู ต่อบุพการีเป็นอย่างสูง

             “เมื่อผมฟังได้ธรรมะของพระองค์ท่านในข้อนี้ ก็ทำให้ระลึกอยู่ในใจตัวเองเสมอว่า ตัวเราเองจะต้องเป็นมีความกตัญญู ต้องตั้งใจที่จะตอบแทนพระคุณบิดา มารดา รวมถึงความกตัญญูต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณที่ให้ความอุปการะเรา ซึ่งได้นำมาเป็นหลักยึดมั่นในการสร้างความดี

             “ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คือ พระองค์ท่านสอนไม่ให้เราติดอยู่กับเครื่องบำรุงความสุข สุขที่เกิดแต่วัตถุภายนอก เพราะเป็นสิ่งเพิ่มกิเลสเพิ่มความมัวเมาทั้งหลาย แต่ให้ตัวเราเองนี้มีสติ คิดถึงคนอื่นที่มีทุกข์ เพื่อเราจะได้เผื่อแผ่ความสุขของเราแก่ผู้อื่น ดังนั้นก็เป็นประโยชน์ แก่ทั้งตนเองและผู้อื่น

             “ไม่หลง คือไม่ให้หลงในสิ่งที่ตัวเองเป็น ทำอยู่ นึกไว้ในใจให้ได้เสมอว่าเราเองอยู่ในฐานะหน้าที่อะไร ทำให้ได้อย่างสุดความสามารถที่เรามี หรือทำไปในทางที่ดีที่สุด โดยใช้หัวใจที่กล้าหาญ อดทน และความเสียสละ ดังธรรมะที่พระองค์ท่านสอนว่า ทางที่ถูกควรจะเอาชนะอุปสรรคในทางที่ชอบ และพยายามรักษาส่งเสริมความดีของตน คิดให้เห็นว่า เราทำความดีก็เพื่อความดี มิใช่เพื่อให้ใครชม ใครจะชมหรือติ เราก็ยังไม่ควรรับหรือปฏิเสธ ควรนำมาคิดสอบสวนตัวเราเองดู เพื่อแก้ไขตัวเราเองให้ดีขึ้น แต่ไม่รับมาเป็นเครื่องหลอกตัวเองว่าวิเศษเพราะเขาชม หรือเลวทรามเพราะเขาติ เขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เราจะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่การกระทำของเราเอง

             “ฝึกใจไม่ให้โกรธ คือ ฝึกตัวเองให้มีสติเมื่อเกิดความโกรธ ให้พิจารณารูปร่างหน้าตาของความโกรธ ให้เห็นว่าเป็นความร้อนเป็นความทุกข์ เป็นอารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ให้ฝึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดอย่างมีสติว่า ชีวิตเราเติบโตขึ้นมาดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความเมตตากรุณาจากผู้อื่นมาตั้งแต่เบื้อง ต้น เช่น ความเมตตา กรุณา จากบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ญาติสนิท มิตรสหาย ถ้าไม่ได้รับความเมตตา ก็อาจจะสิ้นชีวิตไปแล้วเพราะถูกทิ้ง เมื่อเราเติบโตมาจากความเมตตากรุณา ก็ควรมีความเมตตากรุณาต่อชีวิตอื่นต่อไป

             “จากการที่จะโกรธคนอื่นเขาเราต้องหัดโกรธตัวเราเองก่อน ให้รู้ได้ว่ามันจะมีผลเป็นอย่างไร เมื่อใจเราคิดได้ ก็จะเกิดความมีสติ เมื่อมีสติรับรู้ถึงผลที่จะเกิดรู้ว่ามันมีผลไม่ดีเราก็จงระงับมันเสียตรงนั้นเลย ถ้าทำได้นั้นก็คือเรามีความเมตตาต่อตัวเอง ผู้มีความเมตตาย่อมเป็นสุขสงบเย็น”

"}])