พระเครื่อง

'สื่อมวลชน'ตื่นรู้เป็นไปได้หรือไม่ในยุคดิจิทัล

'สื่อมวลชน'ตื่นรู้เป็นไปได้หรือไม่ในยุคดิจิทัล

23 ก.ค. 2558

'สื่อมวลชน'ตื่นรู้เป็นไปได้หรือไม่ในยุคดิจิทัล : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยมนสิกุล โอวาทเภสัชช์

              “เพราะความสุข เริ่มต้นจากปัจเจก แล้วจะขยายถึงองค์กร และสังคม ขณะเดียวกัน ในมุมของพระศาสนา มองความสุขเป็นสองทาง คือปัจเจกและสังคม ส่งผลถึงกันและกัน ถ้าปัจเจกดี แน่นอน สังคมก็จะดีด้วย แต่สังคมที่ดีก็จะเป็นโครงสร้างที่หล่อหลอมให้ปัจเจกดี พระพุทธเจ้าจึงมีเรื่องขององค์กร พุทธบริษัท อันประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ก็เช่นเดียวกับในองค์กรที่ต้องมีความหลากหลาย และทุกคนมาทำงานก็ต้องการความสุข และความสุขจากภายในของคนทำงานก็จะส่งผลไปยังคนข้างนอก”

              พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท (ถาวรบรรจบ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ประธานกลุ่ม เพื่อชีวิตดีงาม และหัวหน้าพระวิทยากร สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศฯ กล่าวเนื่องในวันเกิดบริษัท เนชั่นมัลติมีเดีย กรุ๊ป (มหาชน) ๑ กรกฎาคม ๒๕๕๘ อันเป็นวันที่เครือเนชั่นย่างเข้าสู่ปีที่ ๔๕ แล้ว

              การบรรยายธรรมจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเนชั่น กรุงเทพฯ ในยามเช้าของวันศุกร์ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา เรื่อง “สติ แห่งองค์กรพหุสื่อ เครื่องมือสร้างสังคมพหุสุข” ที่ไม่เพียงเป็นการให้ข้อคิดและมุมมองกับคนทำสื่อเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงมิติใหม่ของคนทำสื่อ ที่จะต้องมีให้มากนั่นก็คือ “สติ”

              “สติ” ในที่นี้ ไม่ใช่สติธรรมชาติ ตามสัญชาตญาณ ที่มีอยู่แล้วในทุกคน แต่เป็น “สัมมาสติ” ที่เกิดขึ้นจากการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องจนมีสมาธิแข็งแรงพอที่จะเกิด “พุทธิปัญญา” ในการมองปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้ชัดถึงเหตุ–ปัจจัยที่ทำให้เกิดผล ก่อนที่จะเขียน หรือ ถ่ายทอดเป็นข่าวในรายการทีวี–วิทยุ และบนสื่อออนไลน์ทั้งหลายอย่างรอบด้าน

              พระมหานภันต์ ยกตัวอย่างหนังสือที่เกี่ยวกับสื่อมวลชน ซึ่งชาวต่างชาติเพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ชื่อว่า สื่อมวลชนอุดมสติและจริยธรรมข่าวในยุคดิจิทัล (Mindful Journalism and News Ethics in the Digital Era: A Buddhist Approach (Routledge Research in Journalism) โดยบรรณาธิการสามท่านคือ Shelton A. Gunaratne, Mark Pearson และ Sugath Senarath ที่กล้านำเสนอมุมมองของพุทธศาสนากับสื่อมวลชนซึ่งสื่อไทยยังไม่มีใครแตะเรื่องนี้เลย

              “อาตมาขอยกตัวอย่างในบทที่ ๑ เขากล่าวถึง สื่อมวลชนกับความสุข จะเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วเขาก็ยกเอาพระพุทธศาสนาว่า สุขของคฤหัสถ์ มีอยู่ ๔ ข้อ คือ ๑.อัตถิสุข หมายถึง ความสุขอันเกิดจากการมีทรัพย์ โดยเฉพาะความภาคภูมิใจในทรัพย์ ที่หามาได้ด้วยแรงกาย สติปัญญาความสามารถของตนเอง ๒ .โภคสุข หมายถึง สุขอันเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง หรือสร้างประโยชน์สุขต่อบุคคลอื่นในสังคม ๓ .อนณสุขหมายถึง สุขจากการไม่เป็นหนี้ และ ๔.อนวัชชสุข หมายถึง สุขเกิดจากความประพฤติ การงาน อันปราศจากโทษ คือความภูมิใจเอิบอิ่มใจว่าตนมีความประพฤติสุจริต ไม่บกพร่องเสียหาย ใครๆ ติเตียน ไม่ได้ทั้งทางกายวาจาใจ"

              เพียงเท่านี้ เราก็สามารถนำไปใช้กับชีวิตเราได้ ไม่เพียงแต่คนทำสื่อ แต่หมายถึงทุกอาชีพเลยทีเดียว ท่านได้กล่าวต่อมาว่า ในงานวิจัยเล่มนี้ พระพุทธเจ้าได้กล่าวถึง สิงคาโลวาทสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนมานพชื่อ สิงคาลกะ ว่าถ้าเป็นคฤหัสถ์จะดำรงชีวิตอย่างไร จะมีการจัดระบบความสัมพันธ์กับคนรอบๆ ตัว อย่างไร “แล้วหนังสือเล่มนี้ก็เริ่มต้นด้วยการปูพื้นด้วยที่มาของหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าค้นพบเมื่อ ๒๖๐๐ กว่าปีก่อน ซึีงสื่อมวลชนสามารถนำมาใช้ในยุคดิจิตอลได้นั้นมีอะไรบ้าง ที่จะเรียกได้ว่าเป็น สื่อมวลชนอุดมสติ"

              หนังสือเล่มดังกล่าว ได้อ้างอิงการค้นพบของบุรุษท่านหนึ่งที่ตรัสรู้ความจริงสี่ประการ จนเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่่ทำให้เราได้มีแผนที่นำทางไปสู่ความพ้นทุกข์ทางใจที่เป็นไปได้จริง โดยอาศัยอริยมรรคมีองค์ ๘ อันเริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิเป็นเบื้องต้น ไปจนถึงสัมมาสติ และสัมมาสมาธิเป็นลำดับสุดท้าย ซึ่งกระบวนการที่จะนำเราเข้าสู่ภาคปฏิบัติบนหนทางอันตื่นรู้ ๘ ประการนั้น ต้องอาศัย "สัมมาสติ” ตลอดเส้นทางของการเรียนรู้

              พระมหานภันต์ตั้งคำถามว่า อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าสื่อมวลชนตื่นรู้

              “ในหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมด ๑๑ บท ทุกบทได้นำหลักการจากพระไตรปิฎก และวิธีการที่จะทำให้ สื่อมวลชนตื่น เพราะยุคนี้เป็นยุคที่สื่อจะต้องมีสติมากๆ แล้วในนี้เขาพูดไว้ชัดเลยว่า สื่อมวลชนควรดำรงชีวิตให้เป็นกัลยาณมิตรกับสังคม เพราะไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ หรือ ค่านิยมของสื่อ มีบทบาทกับสังคมมากทีเดียว"

              นอกจากนี้ ในหนังสือเล่มดังกล่าว ยังพูดถึง กรรมนิยาม ๕ ที่สื่อมวลชนควรศึกษา อันหมายถึง กฎธรรมชาติ ได้แก่ อุตุนิยาม (physical laws) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น อุณหภูมิ ดินฟ้าอากาศ สิ่งแวดล้อม พีชนิยาม (biological laws) คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับพันธุกรรม กระบวนการถ่ายทอดข้อมูลของสิ่งมีชีวิตทั้งพืช สัตว์ เชื้อโรค ผ่านการสืบพันธุ์ จิตนิยาม (psychic law) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต และลักษณะของจิต กรรมนิยาม (Karmic Laws) คือ กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำและผลของการกระทำ ธรรมนิยาม (General Laws) อันได้แก่กฎไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

              เพราะหากสื่อมวลชนศึกษา ปรากฏการณ์ของสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมด้วยฐานของเหตุก็จะพบผล ก่อนที่จะเป็นข่าวออกไป ก็จะทำให้มองสิ่งทิ่เกิดขึ้นเปลี่ยนไปจากเดิม และการทำข่าวจะเปลี่ยนไป การนำเสนอก็จะเปลี่ยนไป เพราะจะเป็นข่าวที่มีความถูกต้องแล้ว ยังมีทางออกให้กับปัญหานั้นๆ ด้วย และยังสร้างความเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจกันให้เกิดขึ้นในสังคม ทำให้ไม่นำเสนอเรื่องราวที่จะทำให้เกิดการกระทบกับจิตใจของผู้ที่สูญเสียจนต้องเสียศูนย์เพราะกลายเป็นเหยื่อของข่าวไปอีก

              พระมหานภันต์ กล่าวโมทนาการทำงานของสื่อในเครือเนชั่นด้วยว่า ในฐานะคนไทย ไม่ใช่ฐานะพระ สิ่งที่ “เนชั่น” ทำมาตั้งแต่ในสมัยที่คุณสุทธิชัย หยุ่น ก่อตั้ง ก็คือวิธีการทำให้ข่าว ให้เป็นเรื่องที่น่าบริโภค น่าติดตาม เป็นเอกลักษณ์ และให้การศึกษาคนในสังคมไทย “อาตมาจึงมาให้กำลังใจเพราะสิ่งที่เนชั่นต่อสู้อยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่เรื่องขององค์กรธุรกิจสื่อองค์กรเดียว แต่คือ การที่ให้คนไทยตื่นตัว ตั้งมั่น เพราะความมั่นคงในจริยธรรมของความเป็นสื่ออิสระ จะอยู่ไม่ได้ ถ้าสื่ออิสระมีการถูกครอบงำโดยธุรกิจ และด้วยความที่สถาบันสื่อที่เนชั่นทำอยู่ ไม่ต่างอะไรกับศาสนสถาน หรืออารามที่ให้การศึกษาคน เช่นเดียวกับพระ ถ้าพระมาพูด แล้วมีเบื้องหลังเป็นเพราะโยมอุปัฏฐาก ก็ดูแล้วกันว่า คำสอนของพระจะน่าเชื่อหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ชีวิตพระ ไม่ได้ฝากไว้ในมือของโยมท่านใดท่านหนึ่ง แต่ฝากไว้กับทั้งสังคม และห้ามไม่ให้พระพึ่งพาตนเองได้ด้วย พระต้องอาศัยอาหารที่โยมถวายเท่านั้น เป็นผู้อาศัยคนอื่นเลี้ยงชีพสถานเดียว สื่อเนชั่น ก็ไม่ผิดไปจากนี้ คือ มีผู้อ่าน ผู้ชมสื่อนี่แหละที่สนับสนุนอยู่จึงจะไปรอด"
 

"}])