พระเครื่อง

เหรียญบำเหน็จสงครามโลกครั้งที่๑ประเทศสยามประกาศร่วมรบ

เหรียญบำเหน็จสงครามโลกครั้งที่๑ประเทศสยามประกาศร่วมรบ

20 ก.ค. 2558

เหรียญบำเหน็จสงครามโลกครั้งที่ ๑ ประเทศสยามประกาศร่วมรบ'๒๒ กรกฎาคม ๒๔๖๐' : เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

             สงคราม คือ สถานะความขัดแย้งด้วยอาวุธ ระหว่างองค์การที่เป็นอิสระ สงครามอยู่คู่กับมนุษย์มายาวนาน นับเป็นพันๆ ปี ส่วนสงครามที่ยิ่งใหญ่มากที่ฝรั่งเรียกว่า “The Great War” หรือเราเรียกกันว่า สงครามโลกครั้งที่ ๑ เริ่มจากความขัดแย้งของประเทศมหาอำนาจในยุโรปแบ่งเป็น สองฝ่าย คือ 

             ฝ่ายสัมพันธมิตรมี อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ส่วนอีกฝ่ายคือ ฝ่ายมหาอำนาจกลาง มี เยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี และอิตาลี ในยุคนั้นมีทหารกว่า ๗๐ ล้านนาย มุ่งเข้าไปสู่สมรภูมิรบ มีทหารเสียชีวิตมากกว่า ๙ ล้าน ถ้ารวมกับผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญหายด้วยรวมแล้วไม่ต่ำกว่า ๔๐ ล้านคน ตลอดระยะเวลาช่วงดังกล่าวมีสงครามและความขัดแย้ง รบกันมาก่อนหน้านี้ แต่มาเกิดเป็นสงครามโลกครั้งที่ ๑  เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๑๔ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๕๗  ประเทศสยาม (ชื่อของประเทศไทยในตอนนั้น) ยังคงยึดมั่น อยู่ในความเป็นกลาง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสังเกตติดตามความเคลื่อนไหวมาโดยตลอด จนสงครามทวีความรุนแรงขึ้น พระองค์จึงตัดสินพระราชหฤทัยประกาศสงครามกับเยอรมนีและออสเตรีย-ฮังการี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐

             จากสงครามครั้งนี้ ทหารอาสาจากสยามจำนวน ๑,๒๓๓ นาย มีทหารเสียชีวิตไป ๑๙ นาย ในวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ.๒๔๖๒ รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้นำอัฐิของทหารอาสาทั้ง ๑๙ นาย มาทำพิธี ณ พระอุโบสถวัดมหาธาตุฯ  พร้อมกับบรรจุไว้ในอนุสาวรีย์ทหารอาสาบริเวณมุมตะวันตกเฉียงเหนือของสนามหลวง นอกจากนี้ยังพระราชทาน เหรียญงานพระราชสงครามในทวีปยุโรปให้แก่ทหารอาสาทุกนายอีกด้วย

             นายศราวุฒิ วรพัทธ์ทวีโชติ หรือ “คุณเจมส์” เจ้าของกิจการร้าน Siam Coin & Antiques "ร้านกษาปณ์เมืองสยาม" หรือ "ร้าน Siamcoin" และเลขานุการสมาคมเหรียญที่ระลึกไทย อธิบายให้ฟังว่า เหรียญที่ระลึกและเหรียญพระราชทานแพรแถบ “งานพระราชสงครามในทวีปยุโรป” มีอยู่หลายแบบที่มีการบันทึกไว้ในวงการนักสะสมเป็นทางการมีอยู่ ๓ แบบ

             แบบที่ ๑ เหรียญบำเหน็จกล้าหาญในงานพระราชสงครามทวีปยุโรป พ.ศ.๒๔๖๒ เป็นเหรียญราชอิสริยาภรณ์  ลักษณะ เป็นเหรียญทรงกลม ทำด้วยเงิน ด้านหน้าเป็นพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ มีอักษรจารึกว่า “รามาธิปติ สยามินโท วชิราวุธ วิสสุโต” ด้านหลังมีรูปพระมหาวชิราวุธอยู่บนพาน ๒ ชั้น และมีฉัตร ๕ ชั้น ๒ ฉัตร มีอักษรจารึกว่า “งานพระราชสงครามในทวีปยุโรป” และ “พระพุทธศักราช ๒๔๖๑”  ตัวเหรียญห้อยกับแพรแถบสีบานเย็น กว้าง ๓.๕ เซนติเมตร มีริ้วดำใกล้ขอบทั้งสองข้าง

             แบบที่ ๒ เหรียญนารายณ์บันฤาชัย (เหรียญชัย) เป็น เหรียญพระราชทาน เป็นที่ระลึกแก่ผู้ไปพระราชการสงครามในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ออกแบบโดย ม.จ.อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร โดยเหรียญนี้ รัชกาลที่ ๖ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมื่อปี ๒๔๖๔ ตามที่ผู้แทนของสยามได้ร่วมตกลงกันในที่ประชุมของประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรว่าให้มีแพรแถบห้อยเหรียญเหมือนกันทุกประเทศ เป็นเหรียญทองสัมฤทธิ์ รูปทรงกลม ด้านหน้าเป็นรูปนารายณ์บันฤาชัย ส่วนด้านหลังมีอักษรจารึกว่า “มหาสงครามเพื่ออารยธรรม" มีแพรแถบเป็นสีรุ้ง กว้าง ๓.๗ เซนติเมตร ซึ่งสีของแพรแถบนี้เป็นสีตามข้อตกลงของที่ประชุมของฝ่ายสัมพันธมิตร ใช้ประดับที่อกเบื้องซ้าย

             แบบที่ ๓ เป็นเหรียญที่ระลึก เป็นเหรียญเนื้อเงิน รูปทรงแบบเสมา สร้างเพื่อพระราชทานแก่ผู้ไปปฏิบัติราชการสงครามในสงครามโลกครั้งที่ ๑ รัชกาลที่ ๖ ทรงประกาศ เข้าร่วมสงครามด้วย เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐   ด้านหน้าเหรียญเป็นรูปอักษร “ร” อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ มีฉัตรขนานทั้งสองข้าง ด้านหลังมีอักษรจารึกข้อความว่า “พระราชทานสำหรับพระราชสงคราม ๒๔๖๐"

             “คุณเจมส์” ยังบอกด้วยว่า เหรียญที่ระลึกอีกแบบเป็นเหรียญที่ระลึกที่หายากมากๆ ที่แจกให้ทหารอาสาที่ไปร่วมรบในสงคราม ตั้งแต่ปี ๒๔๕๙  ด้านหน้าของเหรียญเป็นรูปพระมหาวชิราวุธ อยู่บนพาน ๒ ชั้นแบบเดียวกับเหรียญ แพรแถบ ที่กล่าวถึงแบบที่ ๑ ลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม เนื้อทองแดง ด้านบนมีห่วง ด้านหลังเรียบ เว้นไว้สำหรับแกะจารึกข้อความ เท่าที่พบมีการจารึก พ.ศ.๒๔๕๙, พ.ศ.๒๔๖๐ บางเหรียญมีข้อความจารึกถึง ๓ ปี คือ มี  พ.ศ.๒๔๖๑ อีกด้วย เหรียญดังกล่าวเป็นหลักฐานการยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าประเทศสยามส่งทหารไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ ๑ ตั้งแต่ปี ๒๔๕๙ ซึ่งเป็นการร่วมรบแบบไม่เป็นทางการ คือแค่ส่งทหารไปร่วมรบ แต่ยังไม่ประกาศเข้าร่วมสงครามอย่างเป็นทางการเท่านั้นเอง


ทหารอาสาจากสยาม ๑,๒๓๓ นาย

             ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ มีทหารอาสาจากสยามจำนวน ๑,๒๓๓ นาย เดินทางออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๑ โดยจุดหมายคือ ประเทศฝรั่งเศส  โดยมีทหารของสยามเข้ารับฝึกเป็นนักบิน ๑๐๖ นาย และฝึกสำเร็จเป็นนักบิน ๙๕ นาย ระหว่างยังฝึกอยู่นั้น เยอรมนีประกาศขอสงบศึกลง นายพลตรีพระยาพิชัยชาญฤทธิ์ (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) แม่ทัพใหญ่ของสยาม นำกำลังพลเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๖๒

             ในตอนนั้นจึงเป็นโอกาสให้สยามส่งผู้แทนเข้าประชุม ณ พระราชวังแวร์ซายส์ การที่ประเทศสยามประกาศสงคราม จึงมีผลให้สัญญาต่างๆ ที่สยามทำไว้กับเยอรมนีและ ออสเตรีย-ฮังการี ย่อมสิ้นสุดลง และจากการช่วยเหลือจาก ดร.ฟรานซิส บี แซร์ ชาวอเมริกัน อดีตที่ปรึกษาต่างประเทศ ช่วยเจรจาทำให้ประเทศต่างๆ ยอมแก้ไขสนธิสัญญาที่สยามถูกเอาเปรียบในอดีต โดยมีเงื่อนไขบางประการ ในภายหลังท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยากัลยาณไมตรี


ประวัติศาสตร์แห่งวงเวียน "๒๒ กรกฎาคม"

             หลังจากสงครามโลกสิ้นสุดลง เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ตัดถนนในพื้นที่บริเวณแขวงป้อมปราบ ซึ่งแต่เดิมเป็นที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่นมาก แต่ราว พ.ศ.๒๔๖๐ ได้เกิดไฟไหม้ใหญ่ขึ้น ตัดขึ้นเป็นถนนสามสายมาบรรจบกันตรงจุดตัดสร้างเป็นวงเวียน รัชกาลที่ ๖ พระราชทานนามว่า “๒๒ กรกฎาคม”

             ส่วนถนนสามสายนั้น พระราชทานชื่อ “ถนนไมตรีจิตต์- ถนนมิตรพันธ์-ถนนสันติภาพ” เมื่อแปลความหมายแล้วจะได้ความว่า รอบวงเวียนนั้นมี ๖ แยก หมายถึง “รัชกาลที่ ๖” ที่ทรงประกาศสงครามเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ ด้วยไมตรีจิตที่มีต่อฝ่ายสัมพันธมิตรและทำให้เกิด “สันติภาพ”

             มีเกร็ดประวัติเล็กน้อยว่า ในช่วงกองทัพสยามอยู่ที่ฝรั่งเศสนั้น มีการล้มป่วยเป็นอันมาก เนื่องจากไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศที่หนาวเย็นมาก ในช่วงเดือนพฤศจิกายนปี ๑๙๑๘ หลวงรามาได้ปรึกษากับนายทหารฝรั่งเศส จึงรู้ว่าไวน์มีสรรพคุณช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ด้วยปริมาณแอลกอฮอล์ที่พอเหมาะแตกต่างจากชาที่ทหารสยามดื่ม ท่านจึงขอยกเลิกเรื่องชา แล้วให้มีไวน์กลับมาในเมนูอาหารดังเดิม

             เนื่องในวาระครบรอบ ๙๙ ปีที่ทหารกล้าชาวสยามไปร่วมออกรบในสงคราม พวกเราอนุชนคนรุ่นหลังจึงขอสดุดีในความเสียสละของทหารสยาม บรรพบุรุษของเรา และ บุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังที่สยามตัดสินใจเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ ๑ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุประชานารถ ที่ทำให้สยามได้รับเอกราชและอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ รวมถึงเกียรติยศ ความทัดเทียม และเสมอภาคกับนานาอารยประเทศ

"}])