
เวลาของการ'หยุด'ซื้อ(Time to stop shopping)
เวลาของการ'หยุด'ซื้อ(Time to stop shopping) : บาตรเดียวท่องโลก/บายไลน์ พระพิทยา ฐานิสฺสโร
ในช่วงฤดูร้อนที่ปารีส หรือหลายๆ ที่เกือบทุกประเทศในยุโรป สินค้าลดราคามากมาย รวมทั้งสินค้าแบรนด์เนม ทุกห้างต่างขึ้นป้ายแข่งกันโปรโมทร้านตนเอง ทำให้มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลมาซื้อสินค้า โดยเฉพาะชาวเอเชียไม่ว่าจีน ไทย เกาหลี ฯลฯ ห้างใหญ่ที่ขึ้นชื่ออย่างแพลงตอน มีการเขียนป้ายยินดีต้อนรับหลายภาษาด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ ภาษาไทย บางที่ถึงกับต้องเข้าแถวเพื่อรอซื้อสินค้า
นักลงทุนหรือผู้ประกอบการ ลงทุนมหาศาลเพื่อให้สินค้าชื่อของตนติดตลาด ไม่ว่า ออกแบบสินค้าให้มีความแปลกใหม่อยู่เสมอ ทำการโฆษณาในสื่อต่างๆ ว่าจ้างบุคคลที่เป็นที่รู้จักหรือคนส่วนใหญ่ในสังคมให้ความสนใจมาเป็นแบรนด์ ฯลฯ ทุกอย่างเหล่านี้จะไปรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่จำหน่าย
คนส่วนใหญ่ต้องการให้ตัวเองเป็นสิ่งที่ใครจดจำ เป็นที่กล่าวถึง จึงคิดว่าการใช้ของหรือสินค้าราคาแพงมียี่ห้อเป็นวิธีการหนึ่งที่เรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น หลายคนเป็นหนี้เพื่อได้ใช้สิ่งของหรือสินค้าเหล่านั้น โดยเฉพาะคนชั้นกลางถึงชั้นล่าง ที่มีโอกาสมาอาศัยอยู่ต่างประเทศ จะด้วยเหตุใดก็ตาม เขาพยายามยกระดับฐานะของตน หลงคิดไปว่าเพื่อไม่ให้มาดูถูกว่ามาอยู่เมืองนอกทำตัวกระจอก
เมื่อเราไม่ยอมรับฐานะของตน พยายามหลอกตัวเองและผู้อื่นด้วยการสร้างภาพที่แตกต่างจากความเป็นจริง หรือแม้มีฐานะที่จะทำได้ แต่เมื่ออยากให้คนอื่นยอมรับจากรูปทรัพย์สิ่งของภายนอก เราจะหาความสุข ความจริงใจที่แท้ไม่เจอ เพราะบุคคลที่จะมาร่วมเสวนา คบหาอยู่กับเรา จะเป็นพวกที่พลังหรือความต้องการคล้ายๆ กับเรา ต่างชื่นขม ยกยอ ปอปั้น เพื่อต้องการเป็นส่วนหนึ่งในสังคมตรงนั้นที่สมมุติกันขึ้นมา อีกทั้งจะทำให้เราเหนื่อยอย่างไม่รู้จักจบสิ้น
สินค้าแบรนด์เนม สิ่งของเครื่องประดับราคาแพง ก่อนได้มาก็ต้องใช้ความพยายาม ได้มาต้องรักษาให้ดี เสียหายก็เสียใจ สูญเสียยิ่งเสียใจ เราจะต้องเหนื่อยใจ หนักใจไม่รู้กี่ครั้ง เวลาใช้ใช่ว่าจะเบาใจ สบายใจ แค่ได้ความภูมิใจ สุขใจช่วงสั้นๆ เมื่อแต่งหรือใช้แล้ว ไม่มีใครมายกยอ ชื่นชมเราจะรู้สึกไม่มีค่า แต่ถ้าชม เรายิ้มใจพองโต ยิ่งถ้าใครมาติเตียน กล่าวไม่ดี ใจเราจะทุกข์มากและนาน ทั้งที่ไม่อยากจำ แต่คำเหล่านั้นจะวนเวียนอยู่ในหัวของเราและรู้สึกเกลียดชัง ไม่พอใจกับคนที่กล่าววาจาเช่นนั้น และถ้าเป็นสุขใจก็เป็นสุขที่ไร้ความสงบ
เราต่างตกเป็นเหยื่อของนักลงทุน แต่อย่าโทษใคร เพราะถ้าเราหาคุณค่าที่แท้ในตนเองเจอ เราจะไม่ให้ความสำคัญกับการแต่งตัวที่เกินงาม หรือต้องแต่งตลอดเวลา แม้แต่จะใช้เข้าของหรือสินค้าราคาแพง แต่จะเข้าถึงจุดมุ่งหมายที่แท้ของการใช้ในทุกสิ่งอย่าง ใจเราจะสงบเป็นที่สุด เพราะไม่ดิ้นรนหรืออยากได้ และต้องรักษาอย่างปรกติจนไม่เกิดเป็นความกังวล หวง ยึด
ตราบใดที่เราอยู่ในสังคมแห่งการสมมุติ การแต่งตัวเป็นเรื่องธรรมดา ถึงแม้จะมีก็ตาม แต่ถ้าเราอยู่ในความพอดี ไม่หรูหรา ฟุ่มเฟือย เราจะไม่สร้างเหตุให้เกิดความอิจฉาริษยา เปรียบเทียบ อีกทั้ง ส่วนเกินที้มีของเรา เมื่อไม่นำไปใช้กับสิ่งฟุ่มเฟือยเหล่านี้ เราสามารถแบ่งปันให้แก่บุคคลที่ต้องการ ขาดแคลนได้ และเราจะไม่ตายไปจากจิตใจของผู้ได้รับ โดยเฉพาะถ้าเขาตกอยู่ในช่วงเวลาลำบากขาดแคลนที่สุด
คุณค่าที่เกิดขึ้นจากการปรากฏของเรา จะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับการหลงแต่งตัว ใช้สิ่งของหรือสินค้าเพื่อโชว์ และเป็นคุณค่าที่สร้างความสุขอย่างแท้จริงเมื่อได้ให้อย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน และความงดงามจากข้างในไม่มีใครสามารถขโมยไปได้ ยิ่งสร้าง ยิ่งทำ ยิ่งเป็นสุข ถึงแม้ไม่เป็นที่ชื่นชม กล่าวขาน ไม่ได้รับเกียรติยศ แต่เราก็ยินดีทำเช่นนั้นด้วยความอ่อนน้อมถ่อนตน จริงใจ เพราะเขาหรือเธอ ค้นพบคุณค่าที่แท้ในตนแล้ว
งดงามจากภายใน ใครอยู่ใกล้ก็สงบเย็น



