พระเครื่อง

‘สุนทรภู่กวีเอก’นักสื่อสารเพื่อสันติภาพโลก

‘สุนทรภู่กวีเอก’นักสื่อสารเพื่อสันติภาพโลก

26 มิ.ย. 2558

‘สุนทรภู่กวีเอก’นักสื่อสารเพื่อสันติภาพโลก : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

                สภาพสังคมปัจจุบันที่เป็นยุคการสื่อสารเชื่อมโยงติดต่อถึงกันได้เพียงเสี้ยววินาทีและสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้มากขึ้นและหลายช่องทางจากมือถือผ่านโปรแกรมยอดฮิตเช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อีเมล เว็บไซต์ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ทรงอิทธิพลมีบทบาทสำคัญและสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตของบุคคลหลายหน่วยงานหลายอาชีพ ผู้ที่ทำหน้าที่สื่อสารโดยตรงอย่างเช่นสื่อมวลชนก็มีการแข่งขันการนำเสนอข่าวเพื่อแย่งชิงพื้นที่ข่าวเน้นประเภทข่าวที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนอันส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตอันแปรเปลี่ยนไปสู่พฤติกรรมและการแสดงออกอันนำไปสู่ความขัดแข้งและความรุนแรงในสังคมตามมา  
    
                ขณะที่ผู้บริโภคข่าวหรือผู้รับสารเองไม่ใช่มีความสามารถเพียงเป็นผู้รับสารหรือบริโภคข่าวสารอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่ยังมีความสามารถเป็นผู้สื่อสารในระดับมวลชนหรือที่เรียกว่า “สื่อสารมวลชน” ได้ด้วยซึ่งเรียกว่า “ผู้สื่อข่าวพลเมือง” ดั้งนั้น จึงทำให้การสื่อสารระดับบุคคลทรงพลังสามารถสร้างเป็นกระแสที่ส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้างและใช้ในการต่อรองได้ เพียงแค่มีมือถือหรืออินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนเท่านั้น  พร้อมกันนี้ยังส่งผลให้พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไปเป็นลักษณะ “ตัวกูของกู” คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมน้อยลง ชอบ “รวยลัด”  เน้น “งามภายนอก”  จึงทำให้เด็กรุ่นใหม่จึงมีความแข็งกระด้างไม่ยอมโอนอ่อนให้ใครง่ายๆ มีอะไรไม่ปรึกษาพ่อแม่แต่จะปรึกษากูเกิลแทน   

                ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าปัจจุบันนี้ผู้บริโภคข่าวหรือผู้รับสารมีความรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารมากน้อยเพียงใด เพราะสังคมไทยมีลักษณะเป็นนักบริโภคนิยมแบบไร้สติ ชอบง่ายและต้องรวดเร็ว แต่ข้อมูลข่าวสารที่ส่งมาทางมือถือนั้นมีทั้งจริงและไม่จริง รวมถึงเป็นข่าวลือหรือเป็นขยะเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้น หากหลงเชื่อโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของอคติและแชร์ข้อมูลเท็จออกไปโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบแล้วอาจจะตกเป็นเหยื่อทางการตลาดและการเมืองได้ง่ายๆ   และเป็นปัจจัยให้เกิดความขัดแย้งและพัฒนาเป็นความรุนแรงตามมา  

                จึงเป็นหน้าที่ผู้บริโภคข่าวหรือผู้รับสารจะต้องเป็นผู้รู้เท่าทันสื่อและนักวิชาการด้านสื่อเองก็มองว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทั่วไปโดยตรง การจะหาตัวช่วยอื่นคงยากเพราะการร่างรัฐธรรมนูญก็ดูจะแผ่วเบาในประเด็นนี้ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่เป็นตัวแทนของสื่อสารมวลชนก็ให้ความสำคัญที่ผู้ส่งสารที่ต้องการเสรีภาพในการเสนอโดยปราศการควบคุมแทรกแซงและมุ่งเน้นพัฒนช่องทางในการสื่อสารให้ทันสมัยจาก 3 จีก็เป็น 4 จีเป็นต้น ดังนั้น ผู้บริโภคข่าวสารคงต้องพึ่งตัวเอง

                แต่ในสังคมไทยนั้นมีต้นแบบหลายต้นแบบที่สามารถเป็นตัวอย่างที่จะทำให้ดำรงตนในสังคมที่สับสนวุ่นวายแตกแยกได้อย่างมีความสุข เพราะเราไม่สามารถที่จะทำให้คนชั่วเป็นคนดีได้ทั้งหมดดังนั้นจึงต้องรู้จักอยู่กับคนชั่วได้อย่างมีความสุข

                วันที่ 26 มิถุนายนนี้เป็นวันสุนทรภู่กวีเอกของโลก ครูมีหลักคิดต่างๆมากมายในผลงาน ในจำนวนนั้นคือการสื่อสารเพื่อสันติภาพ โดยสุนทรภู่ได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องปากหรือการสื่อสารไว้หลายแห่ง โดยหนังสือสำนวนไทยฉบับขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) ผู้แต่ง จัดทำโดยสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) พ.ศ.2541 ได้ยกตัวอย่าง เช่น ในสุภาษิตสอนหญิงว่า


๏ เป็นมนุษย์สุดนิยมเพียงลมปาก
จะได้ยากโหยหิวเพราะชิวหา
แม้นพูดดีมีคนเขาเมตตา
จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความฯ

ในเพลงยาวถวายโอวาทว่า
๏ อันโซ่ตรวนพรวนพันมันไม่อยู่
คงหนีสู้ซ่อนมุ่นในฝุ่นผง
แม้นผูกใจไว้ด้วยปากไม่จากองค์
อุตส่าห์ทรงทราบแบบที่แยบคาย
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย ฯ


                หากจะวิเคราะห์เนื้อหาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าตรงตามหลักการสื่อสารเชิงพุทธนั้นก็คือ ปิยวาจา ในวจีสุจริต 4 หนึ่งในมรรคมีองค์ 8 แต่ที่สำคัญก็คือว่าจะใช้ปากให้เป็นปิยวาจาได้นั้นจะต้องดังบทที่ว่า จะพูดจาจงพิเคราะห์ให้เหมาะความฯ และ "อุตส่าห์ทรงทราบแบบที่แยบคาย" นี้คือการใช้ปัญญาหรือ "โยนิโสมนสิการ" บวก "กาลามสูตร" เข้าไปด้วย เพียงเท่านั้นสังคมไทยคงจะน่าอยู่ขึ้นมากแล้ว แต่ทุกวันนี้ก่อนที่จะแสดงความเห็นได้ "พิเคราะห์ให้เหมาะความ" หรือไม่

 

...................................

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Dhanamesvariya Ayyaguta Sresthiyanada)
 

"}])