พระเครื่อง

'ไพบูลย์'จี้มส.ตรวจสอบ'มจร'

'ไพบูลย์'จี้มส.ตรวจสอบ'มจร'

17 มิ.ย. 2558

'ไพบูลย์' ยัน 'มจร' เป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัยเท่านั้น ซัดบิดเบือนอ้าง ร.5 ให้ศึกษาทางโลก จี้ มส.ตรวจสอบโดยเร็ว ขณะที่ทุกภาคส่วน 'มจร' ชี้แจงทุกเมล็ด

 
                       17 มิ.ย. 58  นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา แถลงว่า จากกรณีที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ระบุว่า ตนให้สัมภาษณ์โจมตีนักศึกษาใน มจร ว่ามาเล่าเรียนศึกษา โดยอยู่ฟรี กินฟรี และเรียนฟรี นั้นยืนยันว่า ตนได้ให้ข้อมูลในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของพระสงฆ์ใน มจร ที่นอกเหนือจากการศึกษาพระธรรมวินัย โดยเน้นการศึกษาทางโลก คือ การประกอบวิชาชีพ แบบอาชีวะ มีการสอนคอมพิวเตอร์ และสายอาชีพอื่นๆ โดยหวังว่าหลังจากลาสิกขาจากการเป็นภิกษุสงฆ์แล้วจะสามารถนำไปประกอบอาชีพได้ สิ่งเหล่านี้ขัดต่อคำสั่งของมหาเถรสมาคม (มส.) แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่ระบุว่า ห้ามพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร เรียนวิชาชีพอย่างคฤหัสถ์ในโรงเรียน หรือสถานที่ต่างๆ ปะปนกับชายหญิง ทั้งที่พระภิกษุสงฆ์ควรจะศึกษาเล่าเรียนเฉพาะพระธรรมวินัย และพระธรรมขั้นสูงเพียงเท่านั้น
 
                       นายไพบูลย์ กล่าวว่า การที่อ้างว่า มจร ถูกตั้งขึ้นโดยรัชกาลที่ 5 เพื่อให้พระสงฆ์ศึกษาทางโลกด้วย เป็นการบิดเบือน เพราะเจตนารมณ์ของรัชกาลที่ 5 ต้องการให้ มจร เป็นที่ศึกษาพระธรรมวินัยของสงฆ์เพียงเท่านั้น ดังนั้น ตนจึงขอเรียกร้องให้ มส.เข้ามาตรวจสอบโดยเร็ว และหาก มส.ไม่ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด จะถือว่าเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
 
                      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลักจากนายไพบูลย์ได้ออกมาสัมภาษณ์เกี่ยวกับการเก็บภาษีพระและปฏิรูปมหาวิทยาลัยสงฆ์และก็ก็เงียบหายไประยะหนึ่งเพิ่งออกมาให้สัมภาษณ์อีกครั้งในวันนี้ และช่วงเวลาดังกล่าวให้มีเสียงวิพากษ์วิจารย์ต่อความเห็นของนายไพบูลย์ของศิษย์เก่า นิสิต และบุคคลที่เกี่ยวข้องใน มจร อย่างกว้างขวาง ดังนี้
 
                     1. แด่...เยาวชนที่น่าสงสารที่สุดในประเทศนี้? http://www.komchadluek.net/detail/20150616/208158.html
 
'ไพบูลย์'จี้มส.ตรวจสอบ'มจร'
 
                    2. ฟังรอบด้าน!‘ม.สงฆ์’สอนทางโลกมากไป? http://www.komchadluek.net/detail/20150614/208008.html
 
                   3. ผู้บริหาร‘มจร’พบ‘บันคีมูน’โชว์งานวิสาขะ ร่วมถกผู้นำศาสนาสร้างสันติภาพโลก http://www.komchadluek.net/detail/20150614/207994.html
'ไพบูลย์'จี้มส.ตรวจสอบ'มจร'
 
                  4. อนุศาสนาจารย์ทบ.การันตี! ม.สงฆ์ไม่เป็นภัยแก่สังคม http://www.komchadluek.net/detail/20150613/207952.html
'ไพบูลย์'จี้มส.ตรวจสอบ'มจร'
 

                 5. ‘ไพบูลย์’ติง‘ม.สงฆ์’เน้นสอนทางโลกจริงหรือ? ‘มจร-มมร’เตือนให้ข้อมูลบนฐานข้อเท็จจริง http://www.komchadluek.net/detail/20150610/207796.html

 

อาจารย์มจรแจงยกพระราชปรารภร.5หวังสงฆ์ทันโลก
 
                 ด้านรศ.เวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า ขณะนี้ตนรู้สึกเวทนาสงสารพระเณรที่บวชเรียนในสถาบันการศึกษาของสงฆ์เป็นอย่างมาก ท่านเหล่านี้คือลูกตาสี ยายสา ลุงมีป้ามา นามสกุล แบบบ้านนอก ๆ เยาวชนเหล่านี้ มีพ่อแม่เป็นคนไทยเชื้อสายไทย ท่านเหล่านี้ คือ เยาวชนของชาติไทยทั้งนั้น เยาวชนเหล่านี้มีสิทธิ์เท่าเทียมที่จะได้รับการศึกษาอย่างดีเหมือนโรงเรียนดัง ๆ ตั้งแต่ชั้นประถม มัธยมที่บ้านเกิดเมืองนอนของท่าน แต่รัฐบาลไม่สามารถพัฒนาการศึกษาช่วงที่ผ่าน ๆ มาได้ เยาวชนเหล่านี้จึงขวนขวายการศึกษาโดยการบวชเรียนเขียนอ่าน ซึ่งเป็นประเพณีวัฒนธรรมสืบต่อกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร 
 
                 ย้อนหลังกลับไป 140 กว่าปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5 ได้พัฒนาประเทศตามแบบอย่างตะวันตก ด้วยเห็นอารยธรรมใหม่ ๆ ที่เจริญก้าวหน้า พระองค์ก็นำมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศ ทรงปฏิรูปการศึกษาของพระสงฆ์ โดยมีพระราชปรารภสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง เพื่อให้พระสงฆ์ได้เรียนรู้พระไตรปิฎกควบคู่กับวิชาชั้นสูง ซึ่งเป็นวิชาที่พระองค์นำมาจากนานาอารยประเทศ เอาความรู้ใหม่ ๆ เข้ามา เอาเทคโนโลยีมา เอาคนมา เอาภาษามา เอาวัฒนธรรมของเขามา เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศ 
 
                 ดังนั้น เมื่อมอบหมายการจัดการศึกษาสำหรับพระสงฆ์ให้สงฆ์ดำเนินการแล้ว เพื่อให้ศาสนจักรมีความเจริญรู้เท่าทันกัน พัฒนาประเทศชาติควบคู่กัน จึงมีพระราชปรารภดังปรากฏในราชกิจจานุเบกษา วิชาชั้นสูงในพระราชปรารภนี้ หมายถึง วิชาที่ช่วยให้ศึกษาพระไตรปิฎกและสามารถนำหลักธรรมในพระไตรปิฎกออกเผยแผ่ได้ง่ายขึ้น เมื่อชาวบ้านในยุคนั้นสมัยนั้นได้เรียนรู้วัฒนธรรมแบบใหม่ ภาษาใหม่ พระก็ต้องรู้เท่าทันบ้าง วิชาชั้นสูงก็คือกลุ่มวิชาการที่เป็นเครื่องมือพัฒนาประเทศให้เจริญในยุคนั้น สมัยนั้น เช่น มีการเรียนประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภาษา ตลอดจนเครื่องมือ เครื่องไม้ต่าง ๆ 
 
                 ส่วนคำว่า วิชาทางโลกตามความเข้าใจคนที่พูดว่า มหาจุฬาฯ เรียนทางโลกมากเกินไป ต้องไปถามคนพูดแล้วแหละว่า “คำว่า วิชาทางโลกในความหมายท่านคืออะไร” มหาจุฬาฯ จึงมีปรัชญาประจำมหาวิทยาลัย ที่สอดคล้องกับพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คือ จัดการศึกษาพระพุทธศาสนา บูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม
 
                 ในการจัดการศึกษาของสงฆ์แบบที่ดำเนินการกันอยู่ทุกวันนี้ บุรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงรับไว้ในพระราชูปถัมภ์ทั้งหมด ที่ปรากฏชัดเจนขณะนี้ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช ที่ทรงเห็นความทุกข์ยากพสกนิกรของพระองค์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งบวชเรียนเขียนอ่านสืบทอดพระอายุพระพุทธศาสนา เป็นพระภิกษุสามเณรใต้ร่มพระบารมี พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยที่ทรงเจริญพระชนมพรรษา 76 พรรษา 5 ธันวาคม 2546 โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 13 ล้านบาท เป็นทุนปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 21  พฤษภาคม 2547  เพื่อสนับสนุนพระภิกษุและสามเณรให้มีโอกาสศึกษาพุทธศาสนาขั้นสูงจากสถาบันพุทธศาสนาในประเทศ อันได้แก่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย และกองบาลีสนามหลวง เริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2547 เป็นต้นมา ทั้ง 2 พระองค์ และบุรพมหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาแบบพระสงฆ์ แบบมหาวิทยาลัยสงฆ์ ซึ่งเป็นสถาบันที่ให้โอกาสทางการศึกษาสำหรับคนชนบทห่างไกล
 
                 ยิ่งประเทศจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC ในปลายปีนี้ วัฒนธรรมหลากหลายไหลบ่าเข้ามา พระสงฆ์สามเณรที่อยู่ตามวัดวาอารามทั่วประเทศ ควรได้เรียนรู้เท่าทันพิจารณาเหตุปัจจัยวัฒนธรรม ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนบ้านได้ ผมว่า ถ้ายังมัวถกเถียงกันว่า อะไรควรเรียนไม่ควรเรียนสำหรับพระสงฆ์แบบนี้ ประเทศไทยอย่าว่าแต่จะรั้งท้ายในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนเลยครับ อาจจะรั้งท้ายประชาคมโลกด้วยซ้ำ
 
 
มจรสอนวิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้นแค่2หน่วยกิต
 
 
                 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบรายหลักสูตรของ มจร พบว่า  วิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น เป็นหนึ่งในรายวิชาหมวดศึกษาทั่วไป จำนวน 2  หน่วยกิต ตลอดหลักสูตรปริญญาตรี ทั้งหมด 140  หน่วยกิต ซึ่งเป็นรายวิชาที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่สกอ.กำหนด ในฐานะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ  โดยรายวิชาแกนพระพุทธศาสนาและพุทธศาสนาประยุกต์วิชาบังคับด้านพระพุทธศาสนาไม่น้อยกว่า 60 หน่วยกิต 
 
 

 

"}])