เปิดความรักพระว.-แนะแนวปฏิรูปสงฆ์
เปิดความรักพระว.โลกทั้งผองพี่น้องกัน แนะแนวปฏิรูปสงฆ์เน้นสงเคราะห์โลก : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน
ช่วงนี้สังคมไทยเกิดวิวาทะเกี่ยวกับการปฏิรูปคณะสงฆ์ว่า "จะควรรปฏิรูปหรือไม่ ควรปฏิรูปในช่วงไหนดี หากจะปฏิรูปใครจะมีหน้าที่ดำเนินการ" ดูประหนึ่งว่าจะมีการเอาสีเอากลุ่มเป็นตัวตั้งแทนที่จะมุ่งไปที่เนื้อหาหรือวิธีการที่จะปฏิรูปอย่างไร หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ ต่อไปแทนที่จะเกิดความปรองดองก็จะทีวีความแตกแยก
ท่ามกลางวิวาทะนั้น วันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2558 ที่ผ่านมา วันแรกของการเปิดการเรียนการสอนหลักหลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) รุ่นที่ 3 ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี มจร เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร
ก่อนจะเข้าสู่บทเรียนนิสิตทั้งรุ่นที่ 2 และ 3 รวมถึงได้สวดมนต์เพื่อสันติและภาวนาเพื่อสันติ เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นได้เสริมสร้างจิตให้เกิดอภัยทานโดยการสมทานศีล 5 แผ่เมตตา และตั้งสัจจอธิษฐานด้วยการเปล่งคำ "สันติปณิธาน" ก่อนเข้าสู่การเรียนรู้ภาคทฤษฎี
พระมหาหรรษา กล่าวว่า หลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษาได้ปฏิบัติเป็นวัฒนธรรมของการศึกษามากว่า 3 รุ่นแล้ว เพื่อเสริมสร้าง "สติ" ให้ตื่นรู้อันจะทำให้เปิดพื้นที่ของใจให้ได้สัมผัสกับ "สันติ" ที่นอนนิ่งอยู่ภายในใจ และส่งต่อลมหายใจแห่งความสุขไปสู่เพื่อนร่วมโลกต่อไป
หลังจากนั้นเป็นการบรรยายพิเศษในหัวข้อ "โลกทัศน์สันติภาพ" โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ประธานมูลนิธิวิมุตติยาลัย พระนักบรรยายนักเขียนชื่อดัง และเป็นมหาบัณฑิต มจร ที่ทำวิทยานิพนธ์ที่ลือลั่น เป็นที่รู้จักกันในนาม "ว.วชิรเมธี" แก่นิสิตของหลักสูตรทั้ง 2 รุ่น และมหาบัณฑิตที่จบการศึกษาไปแล้วซึ่งเป็นรุ่นที่ 1 ประมาณ 100 รูป/คน ร่วมรับฟัง
"พระว.วชิรเมธี" ได้กล่าวถึงความเป็นมาที่มีส่วนเข้ามาสัมผัสกับคำว่า "สันติภาพ" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สันติภาพเชิงพุทธ" ช่วงที่ถูกนิมนต์ไปร่วมกิจกรรมกับเปลี่ยนสันติภาพกับ "หลวงปู่ติช นัท ฮันห์" เมื่อปี 2552 ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส จึงลาออกจากการเป็นอาจารย์ที่ มจร หลังจากนั้นได้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดเป็น "ไร่เชิญตะวัน" เน้นด้านสุขภาพ และได้กลับไปที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสอีกครั้งเพื่อทำสารคดีร่วมกับนายสุทธิชัย หยุ่น ช่วงที่อยู่ที่หมู่บ้านพลัมได้ซึมซับบรรยากาศทุกอย่างที่นั่นและจุดที่สนใจก็ถือนาฬิกาที่มีคำว่า "NOW" ซึ่งแปล "ขณะนี้ เดี๋ยวนี้"
"พระว.วชิรเมธี" ได้ให้ความหมายของคำว่า "สันติภาพ" ไว้ว่า ตามความหมายทั่วไปแล้วจะมีการแยกส่วนกันระหว่างคำว่า "สันติภาพ" กับคำว่า "สันติวิธี" ตามแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์ตะวันตก จึงทำให้นักสันติภาพบางคนมีชีวิตส่วนตัวอาจจะไม่มี "สันติภาพ" ก็ได้ แต่สำหรับความหมายในเชิงพุทธแล้วจะมองเป็นองค์รวมระหว่าง คำว่า "สันติภาพ" กับคำว่า "สันติวิธี" ดังนั้นนักสันติภาพจะต้องมีภาวะ "สันติภาพ" ภายในด้วย
"เมื่อนักสันติภาพทั่วโลกมองมีการแยกส่วน จึงทำให้หลายครั้งคนทำงานด้านสันติภาพไม่มีสันติภาพ เหมือนพัดลมเป่าให้คนอื่นเย็น แต่ตัวเองร้อน สันติภาพกับหนทางสันคิภาพจังเป็นเรื่องเดียวกัน แต่พระพุทธองค์ให้มององค์รวม เช่น พรหมวิหาร 4 ควรนำมาใช้ทั้ง 4 ประการไม่ใช่นำมาใช้ข้อใดข้อหนึ่ง อย่างเช่น "เมตตา กรุณา" คนไทยมักนำมาใช้ แต่พอ "มุทิตา" เห็นคนอื่นได้ดีกลับเฉย เพราะสังคมไทยมีลักษณะเป็นสังคมอิจฉากัน ยิ่ง "อุเปกขา" ยิ่งมึนใหญ่ไม่รู้จะเอามาใช้อย่างไรทั้งๆที่เป็นหลักการที่สำคัญ" "พระว.วชิรเมธี" กล่าว
สำหรับ"โลกทัศน์สันติภาพ" ในมุมมองของ "พระว.วชิรเมธี" ได้เกี่ยวกับการสร้างสันติภาพไว้ว่า (1) โลกทั้งผองพี่น้องกันควรรักและถนุถนอมกันโดยเป็นการแผ่เมตตาแบบไม่มีขอบเขต (2) ศัตรูคือมิตรสะกิดใจให้เราเข้มแข็ง ศัตรูแข็งกล้าเพียงใดยิ่งทำให้การสร้างบารมีได้ยิ่งใหญ่มากเพียงนั้น (3) อภัยทาน อย่าทำให้ใครกลัวเรา และพร้อมที่จะให้อภัยศัตรูของเราในทุกวินาทีแห่งลมหายใจ (4) สรรพสิ่ง และชีวิตต่างๆสัมพันธ์เป็นหนึ่งตามหลักปฏิจจสมุปบาท ควรเอาเขามาไว้ในใจเรา และเอาเราไปไว้ในใจเขา
"ถ้าเราแผ่เมตตาได้ เราสามารถรักคนทั้งโลกได้ ถ้าเราโลกทัศน์แคบ เราจะไม่สามารถรักคนทั้งโลกได้รักต้องคนทั้งโลกโดยไม่มีเงื่อนไข จิตใจไร้พรมแดน ชื่อเป็นสมมุติ ให้ทะลุความเชื่อของเรา ว่า เขาเป็นสิ่งมีชีวิต มองโลกทั้งผองเราเป็นพี่น้องกันสมมุติบัญญัติ คนส่วนมากติดสมมุติ ซึ่งการจะถอนสมมุติได้ต้องใช้วิปัสสนากรรมฐาน" "พระว.วชิรเมธี" กล่าวและว่า
ช่วงที่สังคมในประเทศศรีลังกาแตกแยกมีพระเขียนหนังสือ "พระพุทธเจ้ากลับมา อะไรจะเกิดขึ้น" โดยมีเนื้อหากล่าวถึงพระพุทธเจ้าออกไปบิณฑบาตตามบ้านต่างๆถึงบ้านหลังแรกชายหนุ่มถามว่า "ท่านอยู่พรรคไหน" เพราะติดในสมมุติบัญญัติ ก้าวข้ามพ้นนิกายไม่ได้ บ้านหลังที่สองถามว่า "ท่านได้ฟังอภิปรายหรือไม่ท่านสีอะไรชอบหรือไม่" บ้านหลังที่สาม มีชายนำน้ำมะพร้าวถวายและถามว่า "ที่ผ่านมาท่านก็แสดงธรรมบ้านหรือไม่ พระองค์ตรัสตอบว่า "เราไม่ได้แสดงธรรมเลย มีแต่คนถามเราว่า เราอยู่พรรคไหน เพราะคนเหล่านั้นติดสมมุติสัจจะ เราจึงไม่สามารถสอนเขาได้" สิ่งมีชีวิตทั้งผอง รักสุข เกลียดทุกข์ กลัวตาย นี่คือ หลักของสิ่งมีชีวิต แม้แต่คน สัตว์ พืช ถ้าเราคิดแบบนี้ เราจะไม่สามารถทำร้ายใครได้เลย มองข้ามพรรคการเมืองที่ชื่นชอบได้
"พระว.วชิรเมธี" กล่าวถึงสังคมไทยที่มีความขัดแย้งกันนั้นส่วนหนึ่งมาจากการศึกษา พร้อมกันนี้ยังเกิดจากความยากจน การถูกหยามเกียรติ การถูกท้าทาย ผลประโยชน์ ขยะขี้มูลข่าวสารใส่ร้ายกัน วาจารุนแรง ความโกรธจุดติด การเหยียดสีผิว การแย่งชิงทรัพยากร แบ่งแยกแล้วปกครอง ฉะนั้นการศึกษาเป็นสาเหตุเล็กๆ แต่ "ลีกวนยู" สร้างชาติสร้างประเทศสิงคโปร์ให้เจริญรุ่งเรืองด้วยด้วยการศึกษา
ส่วนแนวทางการปฎิรูปสงฆ์"พระว.วชิรเมธี" มองว่า คณะสงฆ์ที่อยู่รอดได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะผลจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งที่สามารถเชื่อมกับคนรุ่นใหม่ได้ จะอาศัยการศึกษาแผนเดิมอย่างเดียวไปไม่รอดแน่ ดังนั้นแนวทางการปฎิรูปเพื่อให้อยู่รอดนั้นนอกจากจะต้องมีธุระ 2 ประการคือ คันถธุระศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและวิปัสสนาธุระการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานซึ่งอาจจะทำให้คณะสงฆ์หันหลังให้สังคมได้แล้ว จะต้องมีธุระอีกประการหนึ่งคือ "สังคหธุระ" คือการออกไปช่วยเหลือทางสังคม ดูอย่างพระพุทธศาสนาที่ไต้หวันมีชาวพุทธเป็นจำนวนมากโดยมีพุทธสมาคมที่ชื่อว่า"พุทธฉือจี้" ให้ช่วยเหลือสังคมสร้างโรงพยาบาลให้การศึกษาจึงทำให้มีกองทุนรวมช่วยเหลือสังคมเป็นหมื่นล้านบาท
ในภาวการณ์ที่สังคมไทยยังมีความแตกแยกกันเช่นนี้น่าจะมีพระไทยเขียนหนังสือชื่อ "พระพุทธเจ้ากลับมา อะไรจะเกิดขึ้น" คงจะเป็นหนทางให้เกิดการปรองดองได้บ้าง และทำให้สังคมไทยจะถอนสมมุติต่างๆออกไปได้บ้าง



