พระเครื่อง

‘ไพบูลย์’ติง‘ม.สงฆ์’เน้นสอนทางโลกจริงหรือ?

‘ไพบูลย์’ติง‘ม.สงฆ์’เน้นสอนทางโลกจริงหรือ?

10 มิ.ย. 2558

‘ไพบูลย์’ติง‘ม.สงฆ์’เน้นสอนทางโลกจริงหรือ? ‘มจร-มมร’เตือนให้ข้อมูลบนฐานข้อเท็จจริง : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

                จากกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา (สปช.) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อหลายกรรมหลายวาระพาดพิงองค์กรในพระพุทธศาสนาและล่าสุดได้พาดพิงมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งคือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (มมร)  ในลักษณะมีการเรียนการสอนมุ่งเน้นทางโลกมากเกินไปแทนที่จะมุ่งสอนพระธรรมวินัย และพระนิสิตอยู่ฟรี กินฟรีทุกอย่าง ไม่เสียค่าเทอม เอาเปรียบเยาวชนนั้น ส่งผลให้ทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งแสดงความคิดเห็นผ่านทางสังคมออนไลน์ในลักษณะไม่เห็นด้วยและเตรียมจะมีการเคลื่อนไหว

                ทั้งนี้พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมนักวิชาการเพื่อพระพุทธศาสนา (สนพ.) แสดงความเห็นว่า มจร เป็นสถานศึกษา พระไตรปิฎกและวิชาการชั้นสูง ตามพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  จึงต้องการให้นายไพบูลย์ให้สัมภาษณ์อยู่บนฐานข้อมูลข้อเท็จจริง  ทั้งนี้วิชาชั้นสูง คือ วิทยาการหรือศาสตร์ทางโลก นี่คือที่มาของวิสัยทัศน์ของ มจร คือศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม

                ด้าน นายเสถียร วิพรมหา นายก สนพ.และอาจารย์ มมร แสดงความเห็นว่า ทั้ง มจร และ มมร  เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ มีสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพ การศึกษา (สมศ.) ประเมินคุณภาพอย่างต่อเนื่อง

                ขณะที่นายเวทย์ บรรณกรกุล อาจารย์ประจำ มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส นครปฐม ให้ความเห็นว่า ขอเรียนตามตรงว่า ทัศนคติที่ว่าพระนิสิตอยู่ฟรี กินฟรีทุกอย่างนั้น  ไม่ใช่ทัศนคติใหม่ ไม่ใช่คำพูดใหม่ และไม่ใช่ประเด็นใหม่อะไร เป็นแค่คำพูดที่ทำให้เห็นว่า ตัวเองเป็นผู้มองสภาพการณ์กิจการพระศาสนาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และหวังผลให้คนชื่นชมว่า ตัวเองเป็นผู้กล้าเป็นอัศวินม้าขาวที่จะเข้ามาจัดการปฏิรูปกิจการพระศาสนา

                สำหรับประเด็นการอยู่ฟรีกินฟรีทุกอย่างนั้นตนเห็นว่า เป็นประเด็นของเรื่องหลักการ หลักขั้นปฏิบัติพื้นฐานของชาวพุทธ หากเข้าใจในเรื่องนี้ไม่ถูกต้องแล้ว ก็ไม่สามารถเข้าใจบทบาทหน้าที่ของพระสงฆ์ ไม่เข้าใจวิถีชีวิตของพระภิกษุสามเณร หรือ พระนิสิตของมหาวิทยาลัยสงฆ์ได้เลย คำพูดที่เห็นว่า อยู่ฟรี กินฟรีทุกอย่าง เอาเปรียบเยาวชน เป็นคำพูดที่แสดงถึงความไม่ประสาในเรื่องของพุทธศาสนา พูดด้วยมิจฉาทิฐิ ไม่เข้าใจในหลักการที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อการสงเคราะห์ซึ่งกันและกันของพุทธบริษัท 4 หรือแม้หากจะเข้าใจอย่างดี แต่ก็พูดเพื่อจ้องทำลายหลักการของพระพุทธเจ้า ในเรื่องนี้

                คำพูดว่า “....อยู่ฟรีกินฟรีทุกอย่าง....” เป็นคำพูดที่ระบุถึงการเป็นอยู่ของพระนิสิตมหาวิทยาลัยสงฆ์ หรืออาจจะเหมารวมการเป็นอยู่ของพระสงฆ์ทั้งหมด ที่มองเห็นภาพของการออกบิณฑบาต การรับกิจนิมนต์ หรือ การที่มีพุทธศาสนิกชนนำอาหารบิณฑบาตไปถวายในวัด หรือ ในมหาวิทยาลัยสงฆ์ มองเลยเถิดไปจนเกิดทัศนคติที่เห็นว่า พระนิสิตเหล่านี้ เรียนฟรี อยู่ฟรี กินฟรี เอาเปรียบชาวบ้าน ซึ่งเป็นทัศนคติที่ไม่เข้าใจสถานะและบริบททางสังคม ไม่เข้าใจแม้กระทั่งหลักการขั้นพื้นฐานที่พุทธบริษัทจะพึงปฏิบัติต่อกัน ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า ถ้าผู้พูดมีทัศนคติที่อยู่บนพื้นฐานความไม่เข้าใจในหลักการปฏิบัติขั้นพื้นฐานของพุทธบริษัทเช่นนี้ อาสารับหน้าที่ที่จะปฏิรูปหรือปรับปรุงกิจการอะไรบางอย่างของคณะสงฆ์ นอกจากจะมิใช่เป็นการปรับปรุงแล้ว แต่จะเป็นการทำลายหลักการขั้นพื้นฐานที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้อีกต่างหาก

                หลักการหรือข้อปฏิบัติพุทธบริษัท ทั้ง 4  คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา จะพึงปฏิบัติต่อกันในระดับขั้นพื้นฐานคือชีวิตความเป็นอยู่ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันนั้น มีปรากฏข้อความพุทธดำรัสมากมายหลายแห่งในพระไตรปิฎก เช่น กรณียกิจ  4 พระพุทธองค์ทรงวางหลักปฏิบัติให้ฝ่ายภิกษุต้องเลี้ยงชีพด้วยอาศัยอาหารบิณฑบาตของชาวบ้าน เป็นคำสอนที่พระอุปัชฌาย์ พึงบอกแก่ภิกษุผู้อุปสมบทใหม่ เรียกว่า "กรณียกิจ"  คือ กิจหรือหน้าที่ที่พระภิกษุต้องกระทำเป็นกิจวัตร จัดเป็นกิจของสงฆ์ อาหารบิณฑบาตโภชนะ ทั้งส่วนที่ต้องเดินตามลำดับตรอก หมู่บ้าน คามนิคม ภาษาชาวบ้านคือออกบิณฑบาต หรืออติเรกลาภ คือ ภัตรถวายสงฆ์ การนิมนต์ สลากภัตร หรือภัตรที่เกิดขึ้นในวันอุโบสถเป็นต้นเหล่านี้ จัดอยู่ในรูปของอาหารบิณฑบาตทั้งหมด การรับอาหารบิณฑบาต จัดเป็นกรณียกิจ ข้อปฏิบัติข้อแรกในกรณียกิจ 4  ประการ คำถามคือ เหตุใดพระพุทธองค์จึงทรงวางหลักการให้ภิกษุเลี้ยงชีพด้วยอาศัยอาหารบิณฑบาตของชาวบ้าน

                ในมุมมองของศาสนา การรับอาหารบิณฑบาต เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าเป็นพุทธกิจอย่างหนึ่ง คือ รุ่งเช้าเสด็จออกบิณฑบาต และเป็นกรณียกิจสำหรับสาวก ดังปรากฏข้อความในคัมภีร์อรรถกถาธรรมบท  เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์ เพื่อโปรดพุทธบิดาและประยูรญาติ เช้าวันแรกที่เสด็จถึงพระนคร พระองค์ทรงออกรับบิณฑบาตจากชาวบ้านทั่วไป ทำให้พระเจ้าสุทโธทนะทรงพิโรธอย่างมาก ได้เสด็จตามและทูลพระพุทธองค์ เป็นถึงลูกเจ้าฟ้าพระมหากษัตริย์เหตุใดจึงต้องขอข้าวชาวบ้าน ทำให้พระบิดาต้องอับอายด้วยเล่า พระพุทธองค์ได้ตรัสสอน พระเจ้าสุทโธทนะและพระสาวกว่า การออกรับบิณฑบาตเป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ (ในมุมมองเรื่องดังกล่าวนี้หากมองในแง่ของความสัมพันธ์ทางสังคม พระพุทธองค์ได้เสด็จออกจากบ้านเมืองนี้ เป็นเวลานาน พระองค์ทรงเป็นที่รักของปวงชนพสกนิกร การที่พระองค์ออกรับบิณฑบาตเช่นนี้ ทำให้พระองค์ได้เปิดโอกาสให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้เข้าเฝ้าได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด) พระพุทธองค์ได้ตรัสสอนพระเจ้าสุทโธทนะและหมู่สาวกที่ติดตามว่า "บรรพชิตไม่พึงประมาทในก้อนข้าว อันตนพึงลุกขึ้นยืนรับ, บุคคลพึงประพฤติธรรมให้สุจริต, ผู้มีปกติประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า, บุคคลพึงประพฤติธรรมให้สุจริต, ไม่พึงประพฤติธรรมนั้นให้ทุจริต, ผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า" พุทธดำรัสดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า พระภิกษุเมื่อรับอาหารบิณฑบาตของชาวบ้านแล้ว ควรประพฤติดีปฏิบัติชอบ ไม่ควรมีชีวิตอยู่ด้วยความประมาท หากประพฤติผิดศีลธรรมแต่ยังปฏิญาณตนและรับอาหารบิณฑบาต ในทางพระพุทธศาสนาก็มีบทลงโทษไว้แล้ว ดังพระพุทธพจน์ ที่ตรัสถึงโทษของการประพฤติผิดศีล ไร้สังวรไว้ว่า “กินก้อนเหล็กเผาไฟ ที่ลุกไหม้เป็นเปลวเพลิง ดีกว่าเป็นผู้ทุศีลไร้สังวร บริโภคอาหารของชาวบ้าน” เพราะการกลืนก้อนเหล็กอันร้อนเป็นไฟ ก็ทุกข์ทรมานเฉพาะในชาตินี้เท่านั้น แต่ภิกษุผู้ประพฤติผิดศีลธรรม ย่อมตกนรกหมกไหม้หลายร้อยชาติ

                หลักการที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้พระภิกษุสามเณรต้องเลี้ยงชีพด้วยอาหารบิณฑบาตนั้น เมื่อมองในเชิงสังคมที่ประกอบด้วยหลายกลุ่มหลายคณะเป็นพุทธบริษัท การให้และการรับอาหารบิณฑบาต นับเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุดที่พุทธบริษัทจะปฏิบัติต่อกัน และนับเป็นการวางเงื่อนไขให้ชีวิตของภิกษุต้องอาศัยชาวบ้าน นับเป็นประโยชน์ในการเผยแผ่และรักษาพระศาสนา ทำให้ภิกษุต้องมีชีวิตผูกพันอยู่กับชาวบ้าน ว่าโดยหลักการ คือ เมื่อพระภิกษุได้รับการสงเคราะห์ด้วยอาหารบิณฑบาตแล้ว ก็ย่อมคิดหาทางช่วยเหลือชาวบ้าน คือ ศึกษาพระธรรมคำสอน รู้หลักธรรมดีแล้วก็นำหลักพระธรรมคำสอนออกไปเสนอ ออกไปเผยแผ่ ต้องคิดสงเคราะห์อนุเคราะห์ชาวบ้านในรูปแบบต่าง ๆ หลักการของการให้การรับบิณฑบาต เป็นหลักของกตัญญูกตเวที เป็นหลักธรรมพื้นฐานของพุทธบริษัท ต่างฝ่ายต่างเกื้อกูลกันอย่างนี้ นี่คือ หลักการขั้นพื้นฐาน หากไม่มีการให้การรับอาหารบิณฑบาต ต่างคนต่างอยู่ กิจการพระศาสนา จะยั่งยืนอยู่มาได้อย่างไร

                ผู้คนทั้งหลายมักจะมองตัวปัญหากับคนสร้างปัญหาเป็นอย่างเดียวกัน แท้ที่จริงแล้ว การรับอาหารบิณฑบาต หรือที่พูดกันแบบคะนองปากว่า “อยู่ฟรี กินฟรี เอาเปรียบชาวบ้าน” ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ที่เป็นปัญหา คือ ผู้รับอาหารบิณฑบาตที่มักจะเป็นข่าวคราวในทางไม่เป็นมงคล หรือ ฉันอาหารบิณฑบาตของชาวบ้านแล้ว ก็ยังประพฤตินอกธรรมวินัย ปัญหาดังกล่าวนี้ ขอยอมรับว่า ยังมีผู้ทุศีลเข้ามาบวชหลอกลวงพุทธบริษัท อาศัยพระศาสนาดำรงชีพ ในขณะเดียวกัน ขอถามกลับว่า ข้าราชการ การเมือง ข้าราชการประจำ พนักงานของรัฐ หรือ กลุ่มแรงงานใด ๆ ก็ตามที่รับเงินค่าจ้างซึ่งเป็นสมบัติของชาวบ้าน เป็นภาษีอากรของหลวง มีบ้างไหม? ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เบียดบังเวลาราชการ ทำการทุจริตคอรัปชั่น ประเทศชาติแทบล่มสลาย ท่านเหล่านี้ จะแตกต่างอะไรกันเล่ากับผู้รับอาหารบิณฑบาตของชาวบ้านแล้วยังประพฤตินอกธรรมนอกวินัย

                "ผมในฐานะ เคยบวชเรียนร่วม 14  ปี ไม่ได้เข้าข้างพระภิกษุสงฆ์ ไม่ได้มีความพอใจกับสภาพการณ์ที่เป็นปัญหาเช่นนี้ ยังมีสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขสภาพการณ์ของพระสงฆ์อีกมากมาย ผู้เขียนและศิษย์เก่ามหาจุฬาฯ หรืออดีตมหาเปรียญมากมายหลายหมื่นคน ที่จบการศึกษาของคณะสงฆ์ มีจิตสำนึกแห่งความเป็นหนี้บุญคุณข้าวก้นบาตร ปฏิญาณตนรักษาศีล 5  ตลอดชีวิต ทำงานในหน้าที่อย่างสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้ เพียงแค่ข้าวก้นบาตรของชาวบ้าน ก็สามารถสร้างจิตสำนึกที่จะเป็นคนดีได้แล้ว" นายเวทย์  กล่าว (สามารถติดตามความเห็นเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=459820640844260&id=100004489845162&substory_index=0)

                ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยทั้งสองแห่งนั้นไม่ว่าจะเป็นพระหรือฆราวาสจะต้องจ่ายค่าเทอมทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้เพื่อนำทุนทรัพย์จำนวนนี้จ่ายอาจารย์ที่เข้ามาให้ความรู้ทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าพระสามเณรที่เข้ามาเรียน มจร ฟรีนั้นจึงเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ 

                และรายวิชาที่เรียนนั้นก็ยึดโยงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น อย่างเช่นหลักสูตรปริญญาโทสาขาสันติศึกษา มจร จะมีเนื้อที่เกี่ยวเนื่องที่เรียกว่า "สันติภาพภายใน" หรือ "สันติภาพเชิงพุทธ" อย่างเช่น วิชาพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ขันติธรรม หลักสันติภาพในพระไตรปิฏก การสื่อสารเพื่อสันติภาพเชิงพุทธ  โดยเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจในหลักของ "อริยสัจ"  เป็นสำคัญ เพราะนี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา และพระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฏกรวมความแล้วก็จะสรุปย่อลงใน "อริยสัจ"  ดูอย่างพระวินัยอยู่ตรงไหนของ "อริยสัจ" ก็อยู่ในมรรคมีองค์ 8 ที่เกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมและการสื่อสาร 

                ผู้ที่เข้ามาศึกษานอกจากจะศึกษาในภาคทฤษฎีแล้วยังจะต้องมีภาคปฏิบัติ โดยระดับปริญญาตรีต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานติดต่อกัน 15 วัน ระดับปริญญาโท 30 วันและปริญญาเอก 45 วัน หากเป็นสาขาวิปัสสนากรรมที่ มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆสแล้วจะต้องนานถึง 7 เดือนและต้องไปปฏิบัติที่ประเทศเมียนมา ทั้งนี้จะมีสถานปฏิบัติธรรมสาขามีอยู่ทั่วประเทศทั้งที่วัดมหาธาตุ กทม. ที่ มจร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

                พร้อมกันนี้ภาควิชาพระพุทธศาสนา คณะพุทธศาสตร์ มจร ได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรวิปัสสนาภาวนา (ป.วน.) โดยผู้สำเร็จการศึกษาสามารถเป็นวิปัสสนาจารย์และเผยแผ่วิธีปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาได้อย่างถูกต้อง และหลักสูตรประกาศนียบัตรพระพุทธศาสนา (ป.พศ.)รุ่นที่ 1  โดยผู้สำเร็จการศึกษาสามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาคณะพุทธศาสตร์(ป.ตรี)ได้ทุกสาขาวิชา และสามารถเทียบโอนบางรายวิชาเมื่อศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งกำลังเปิดรับสมัครอยู่ขณะที่นี้โดยสามารถติดต่อได้ที่คณะพุทธศาสตร์ วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ ที่มีพระสุธีธรรมานุวัตรหรือเจ้าคุณเทียบเป็นคณบดี เพื่อให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

                จึงมองไม่เห็นว่าทั้ง "มจร" และ "มมร"  มีการเรียนการสอนเน้นทางโลกมากเกินไปตามที่มีการกล่าวหานั้น "ตรงไหน"  และที่บอกว่า "ทางโลก" นั้นมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด แม้แต่พระพุทธเจ้าเองนั้นก่อนที่จะตรัสรู้เรียนจบศาสตร์ต่างๆ มากถึง 18 สาขาวิชา จึงทำให้สามารถวิเคราะห์บุคคลที่จะทรงสั่งสอนได้จึงได้รับการยกย่องว่า "โลกวิทู" ผู้รู้แจ้งโลก ก็คือรู้ว่าเป็นไปเกี่ยวกับชาวโลกนั้นเองพร้อมกันนี้ และในหลักธรรมว่าด้วย "สัปปุริสธรรม" 7 ที่เป็นคุณสมบัติของคนที่มีความรู้ความสามารถนั้น ก็จะต้องมีการรู้จักวิเคราะห์บุคคล ชุมชน สังคม และโลก หากนั่งหลับหาโดยไม่รู้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วการสั่งสอนธรรมจะเกิดผลได้อย่างไร

                มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งนี้นับได้ว่าเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาในระบบได้มีหนทางได้ศึกษาเล่าเรียนพัฒนาตัวเอง ผู้ผ่านการศึกษาจากสถาน บางคนเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวแตกแยกหลวงปู่เก็บมาเลี้ยงให้บวชเรียนได้รับการศึกษาจนสามารถเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสงฆ์ได้ แม้ว่าจะสึกออกมาประกอบอาชีพก็ดำรงตนในสัมมาอาชีวะ มีชื่อเสียงพอสมควรมีคนรู้จัก และที่สำคัญยิ่งที่คือเข็มทิศที่นำทางรู้สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด อยู่ในสังคมแห่งความขัดแย้งได้อย่างมีความสุข ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งเงินตรา หากไม่ได้รับการอนุเคราะห์จากสถานบันพระพุทธศาสนาและ มหาวิทยาลัยสงฆ์อาจจะกลายเป็นโจร หรือแสวงหาเงินจนร่ำรวยแต่เอาเปรียบสังคมก็เป็นได้

                ดังนั้น สถานบันพระพุทธศาสนาและมหาวิทยาลัยสงฆ์จึงเป็นสถานที่พึ่งพิงของเด็กด้อยโอกาสโดยแท้ หากจะกล่าวตำหนิโดยจิตที่ตั้งอยู่บนฐานของอคติโดยไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลข้อเท็จจริง โดยมีนัยแอบแฝงหรือมุ่งประโยชน์ตนแล้ว  ที่ระบุว่าจะมุ่งทำให้สถานบันพระพุทธศาสนาดีขึ้นจะมีความหมายอะไร หากจะตำหนิก็ควรจะตำหนิเป็นส่วนบุคคลมากกว่าจะเป็นการเหมารวมเพราะนั่นหมายถึงส่วนประกอบขององค์กรทั้งหมด ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่มีทั้งคนดีและคนไม่ได้รวมถึงองค์กรการเมืองที่นายไพบูลย์สวมหัวโขนอยู่ด้วย

                หากนายไพบูลย์หวังความปรองดองจงตั้งอยู่บนหลัก "สาราณียธรรม 6" และ "วจีสุจริต 4" คิดว่าหลักธรรมพื้นๆเหล่านี้นายไพบูลย์คงทราบดี นอกเสียจากมีอคติครอบงำจึงไม่เห็นธรรมเหล่านี้

"}])