พระเครื่อง

ยายวัย69ปีใฝ่เรียนป.โทสันติศึกษา‘มจร’แก้ขัดแย้งชุมชน

ยายวัย69ปีใฝ่เรียนป.โทสันติศึกษา‘มจร’แก้ขัดแย้งชุมชน

08 มิ.ย. 2558

ยายวัย69ปีใฝ่เรียนป.โทสันติศึกษา‘มจร’ หวังเคล็ดวิชาไกล่เกลี่ยแก้ขัดแย้งชุมชน : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน

                "ไม่มีใครแก่เกินเรียน" นับเป็นคำที่กระตุ้นให้คนสนใจแสวงหาความรู้ให้กับตนเองและช่วยเหลือบุคคลอื่นได้เป็นอย่างดียิ่ง

                พิธีปฐมนิเทศนิสิตใหม่รุ่นที่  3 หลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มหาจุฬาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)  จำนวน 41  รูป/คน  ภายใต้การนำของพระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดี มจร และผู้อำนวยการหลักสูตร  และมีคณาจารย์พร้อมทั้งนิสิตรุ่นที่ 1-2 ร่วมกิจกรรม ระหว่างวันที่ 6-7 มิถุนายน พ.ศ.2558 ที่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน จ.เพชรบูรณ์ที่ผ่านมา ได้เห็นภาพของคำว่า "ไม่มีใครแก่เกินเรียน" อีกครั้ง

                นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษารุ่นที่  3 นั้นมาจากสาขาอาชีพที่หลายหลาย เช่น พยาบาล ทหาร ตำรวจ นักการเมือง นักธุรกิจ  นักข่าว ข้าราชการจากระทรวงต่างๆ และพระภิกษุสามเณร เป็นที่น่าสังเกตก็คือว่ามีองค์กรที่ส่งบุคคลกรเข้ามาศึกษาด้วยอย่างเช่น มจร วิทยาเขตกำแพงเพชร  มจร วิทยาเขตนครสวรรค์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ อดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติ มีทั้งผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดคื  19 ปี มากสุดคือ 69 ปี

                นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษารุ่นที่  3 ที่มีอายุมากสุดนั้นเป็นอดีตข้าราชการครูปัจจุบันนี้ดำรงตำแหน่งประธานศูนย์การเรียนรู้หมู่บ้านทินกร เป็นผู้ไกล่เกลี่ยคดีของศูนย์ดำรงธรรมมาเป็นเวลา 3 ปี เป็นผู้ไกล่เกลี่ยคดีของศาลเมืองธัญบุรีมาเป็นเวลา 1 ปี  เป็นผู้ฝึกอบรมฝึกอาชีพประจำหนังสือพิมพ์คมชัดลึกตั้งแต่ปี 2553 และได้บริจาคทุนทรัพย์จำนวน 7 แสนบาทตั้งองค์กรอิสระประจำชุมชน นิสิตคนนี้คือนางจินดีมาศ ทินกร

                นางจินดีมาศ กล่าวว่า ที่เข้ามาเรียนหลักสูตรสันติศึกษาก็เพื่อต้องการได้เคล็ดวิชาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งเพื่อนำไปแก้ปัญหาภายในชุมชน แม้ว่าอายุจะมากแล้วก็ตามแต่ก็ยังไหว ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการช่วยเหลือบุคคลอื่น พร้อมกันนี้ได้ตัดสินใจสละทุนทรัพย์ของตนจำนวน 7 แสนบาทตั้งองค์กรอิสระประจำชุมชนแม้ว่าจะถูกกล่าวหาว่าบ้าก็ตามที

                นางจินดีมาศได้ร่วมกิจกรรมเหมือนกับนิสิตคนอื่นๆ รวมถึงการเดินธรรมยาตราระยะทาง 12 กิโลเมตรจึงนับได้ว่าเป็นผู้ที่ "ไม่แก่เกินเรียน" จริงๆ

                พระมหาหรรษา กล่าวว่า กิจกรรมการในพิธีปฐมนิเทศนิสิตใหม่นั้น เพื่อย้ำเตือนให้นิสิตได้เข้าถึงถึงอัตลักษณ์ และวัตถุประสงค์ รวมไปถึงวัฒนธรรมของหลัก อีกทั้งเป็นการหลอมหลวมให้นิสิตได้เข้าสู่การเป็นครอบครัววิศวกรสันติภาพอย่างเป็นทางการ

                หัวใจหลักของการดำเนินกิจกรรมมาจากหลักการในการพัฒนาวิศวกรสันติภาพบนฐานของบันได 3 ขั้น คือ “สติ ขันติ และสันติ” จุดเริ่มต้นเป็นการเข้าสู่กระบวนการในการประกาศตนเพื่อเป็นวิศวกรสันติภาพนั้น คือ การพัฒนา “สติ” โดยการย้อมจิตใจให้สงบเย็น และรู้ ตื่น และเบิกบานด้วยการสวดมนต์เพื่อสันติภาพ และการภาวนาเพื่อสันติ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นิสิตสามารถเข้าถึงสันติภายใน (Inner Peace) ให้สอดรับกับพุทธพจน์ที่ว่า “สุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบไม่มี” สันติภาพภายในจึงขึ้นอยู่กับของลมหายใจเข้า และออกที่สะท้อนความสงบเย็น หรือโกรธ เกลียด เคียดแค้นและชิงชัง การภาวนาเพื่อสันติจึงเป็นการเปิดโอกาสให้วิศวกรสันติภาพได้ค้นหาและพัฒนาสันติที่ซ่อนตัวอยู่ภายในจิตใจให้เจริญเติบโต เพื่อที่จะได้ขยายเมล็ดพันธุ์ของสันติให้ขยายวงออกไปสู่บุคคลอื่นๆ ที่อยู่ในครอบครัว สำนักงาน ชุมชน และสังคม

                กระบวนการที่สองเป็นการพัฒนา “ขันติ” ให้เจริญเติบโต เพื่อใช้ขันติหรือความอดทนเป็นเครื่องมือในการรับฟัง ความคิด ความเชื่อ และการกระทำที่แตกต่างระหว่างมนุษย์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามากระทบต่อการทำหน้าที่ของวิศวกรสันติภาพทั้งที่พึงพอใจและไม่พึงปรารถนา ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรฯ จึงได้นำแนวทาง “ธรรมยาตรามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาขันติ”  ธรรมยาตรา หมายถึง การดำเนิน หรือเดินทางไปเพื่อธรรม ธรรมยาตราในบริบทของสันติศึกษา จึงเป็นการพามวลวิศวกรสันติภาพออกเดินทางไปเพื่อพัฒนาขันติธรรม หรือความอดทนให้เกิดขึ้น อันเป็นการทนต่อความลำบากทางกาย และอุปสรรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการเดิน ทั้งนี้ หลักสูตรฯ ได้จัดให้นิสิตได้เดินเป็นระยะเวลา 12 กิโลเมตร โดยใช้เวลา 2  ชั่วโมงกับ 28  นาที โดยเริ่มจากศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สนไปจนถึงวัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว

                กระบวนการขั้นที่ 3  ในการเริ่มต้นปฐมนิเทศเพื่อฝึกหัดและขัดเกลาวิศวกรสันติภาพ คือ การพัฒนาให้เกิด “สันติ” ขึ้น โดยการมุ่งพัฒนาทั้งสันติภายใน และสันติภายนอก ถึงกระนั้น กระบวนการที่จะพัฒนาให้เกิดสันติเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันในครอบครัววิศวกรสันติภาพนั้นจำเป็นจะต้องสร้างกระบวนการเพื่อให้เกิดการยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มคนในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ หลักสูตรฯ จึงได้วางฐานสำคัญให้นิสิตเริ่มต้นด้วยการให้คฤหัสถ์รักษาศีล 8 เพื่อเป็นฐานในการพัฒนากาย วาจา และใจ  ซึ่งจะเอื้อต่อการเข้าสู่ “พิธีปฏิญาณตัวแสดงตนเป็นวิศวกรสันติภาพ” ซึ่งพิธีนี้ได้ใช้เทียนเป็นสื่อในการอธิบายถึงสันติภาพจะเป็นแสงสว่างให้มนุษยชาติได้มองเห็นคุณค่าของกันและกัน โดยมีพระพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง และเป็นแนวทางในการเสียสละตัวพระองค์เองเพื่อมนุษยชาติแม้จะทรงลำบาก และเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมากเพียงใดก็ตาม ประดุจแสงเทียนที่ส่องสว่างทอประกายมากเพียงใด จะทำให้ตัวเล่มเทียนสั้นลงไว้มากเพียงนั้น

                หลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา กล่าวด้วยว่า กิจกรรมสุดท้าย หลักสูตรฯ ได้นำวิศวกรสันติภาพไปรับฟัง และถอดบทเรียนของ ดร.เกษร วงศ์มณี: ต้นแบบของสตรีที่ทำงานเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยความทุ่มเท และเสียสละตลอด 30  ปีที่ผ่านมาในฐานะพยาบาล และสาธารณะสุขอำเภอหล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ เพื่อเสริมสร้างสังคมและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ จนทำให้ได้รับรางวัลคุณงามความดีเพื่อยกย่องจากประเทศไทยและต่างประเทศมากมาย  แนวทางนี้ จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อวิศวกรสันติภาพในการทำงานรับใช้เพื่อนมนุษย์ในทุกลมหาย เพื่อให้สอดรับกับ “สันติปณิธาน” ของหลักสูตรฯ ที่ย้ำเตือนว่า “ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งสัจจะอธิษฐานว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอบำเพ็ญสันติบารมี พัฒนาชีวีให้รู้ตื่นและเบิกบาน ร่วมประสานมนุษย์และสังคม ให้อุดมด้วยสันติสุข ในทุกลมหายใจ ตลอดไปเทอญ

                ในฐานะที่เป็นนิสิตปริญญาโทสาขาสันติศึกษารุ่นที่  2 ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินธรรมยาตราไปที่วัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งคำว่า "ซ่อน" หากมองด้วยตานอกก็หมายถึง "ประดับ" หากมองด้วยตาในหมายถึง "แอบ" คือแอบแก้วไว้ภายใน "แก้ว" ในที่นี้คือ "พระไตรลักษณ์" หรือ "ไตรสิกขา" หรือ "พระรัตนตรัย" และได้มีโอกาสเข้าไปกราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุบนเจดีย์ชั้นบนสุดอย่างใกล้ชัด ซึ่งปกติทางวัดปิดประตูกระจกให้บุคคลทั่วไปไหว้ด้านนอกเท่านั้น แต่คณะนิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษาได้สิทธิเข้าไปกราบไหว้อย่างใกล้ชิด เพราะว่าภายในจะมีของล้ำค่าเป็นจำนวนมากที่บุคคลเสียสละถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อหวังทรัพย์ภายในคือ "อริยทรัพย์"

                กิจกรรมในช่วงนี้ก็คือไหว้พระบรมสารีริกธาตุและสวดมนต์นั่งสมาธิ ก็พยายามข่มใจไม่ให้เกิดความโลภซึ่งก็ผ่านไปได้นั่งสมาธิจิตนิ่ง ทำให้เกิดความคิดว่าระหว่างพญามารอยู่รอยต่อกับพุทธ คือหากได้ลาภยศสรรเสริญไม่ยึดติดก็เท่ากับเราชนะพญามารเข้าสู่แดนพุทธได้บ้างแล้ว หากจิตไม่นิ่งความโลภอยู่เข้าครอบงำอย่างแน่นอน จึงเป็นบททดสอบภาวจิตอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่ล้ำค่าที่จะติดตัวเราหาใช้สมบัติภายนอกแต่เป็นสมบัติภายในคือ "อริยทรัพย์" ต่างหาก

                พร้อมกันนี้ผู้ที่เข้ามาเรียนหลักสูตรปริญญาโท สาขาสันติศึกษา หรือสาขาทั่วไปใน มจร จะต้องจ่ายค่าเทอมทุกคนไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้เพื่อนำทุนทรัพย์จำนวนนี้จ่ายอาจารย์ที่เข้ามาให้ความรู้ทั้งภายในและภายนอก ดังนั้นข้อกล่าวหาที่ว่าพระสามเณรที่เข้ามาเรียน มจร ฟรีนั้นจึงเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ  

                และรายวิชาที่เรียนนั้นก็ยึดโยงหลักธรรมในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ตามที่เรียกว่า "สันติภาพภายใน" หรือ "สันติภาพเชิงพุทธ" อย่างเช่น วิชาพระพุทธศาสนาเพื่อสันติภาพ ขันติธรรม หลักสันติภาพในพระไตรปิฏก การสื่อสารเพื่อสันติภาพเชิงพุทธ  โดยเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจในหลักของ "อริยสัจ"  เป็นสำคัญ เพราะนี้คือหัวใจของพระพุทธศาสนา และพระธรรมวินัยหรือพระไตรปิฏกรวมความแล้วก็จะสรุปย่อลงใน "อริยสัจ"  ดูอย่างพระวินัยอยู่ตรงไหนของ "อริยสัจ" ก็อยู่ในมรรคมีองค์ 8 ที่เกี่ยวกับการควบคุมพฤติกรรมและการสื่อสาร  

                จึงมองไม่ออกว่า "มจร"  มีการเรียนการสอนเน้นทางโลกมากเกินไปตามที่มีการกล่าวหานั้น "ตรงไหน"  และที่บอกว่า "ทางโลก" นั้นมีขอบเขตมากน้อยเพียงใด แม้แต่พระพุทธเจ้าเองนั้นก่อนที่จะตรัสรู้เรียนจบศาสตร์ต่างๆ มากถึง 18 สาขาวิชา จึงทำให้สามารถวิเคราะห์บุคคลที่จะทรงสั่งสอนได้จึงได้รับการยกย่องว่า "โลกวิทู" ผู้รู้แจ้งโลก ก็คือรู้ว่าเป็นไปเกี่ยวกับชาวโลกนั้นเองพร้อมกันนี้ และในหลักธรรมว่าด้วย "สัปปุริสธรรม" 7 ที่เป็นคุณสมบัติของคนที่มีความรู้ความสามารถนั้น ก็จะต้องมีการรู้จักวิเคราะห์บุคคล ชุมชน สังคม และโลก หากนั่งหลับหาโดยไม่รู้ทราบข้อมูลเบื้องต้นแล้วการสั่งสอนธรรมจะเกิดผลได้อย่างไร

                ทั้งนี้ราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมุ่งให้ มจร เรียนพระไตรปิฏกและวิชาชั้นสูง ซึ่งวิชาชั้นสูง คือ วิทยาการหรือศาสตร์ทางโลก นี่คือที่มาของวิสัยทัศน์ของ มจร คือศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม


 

 
"}])