
จากใจยายคำมั่นน้องสาวหลวงพ่อคูณ
จากใจยายคำมั่นน้องสาวหลวงพ่อคูณ ขอนำคำสั่งสอนนำชีวิตจนวันตาย
"อย่ามาขอกูด๊อกเงินทอง เงินเขามาถวายกู เขาจะให้กูไปทำบุญต่อ เขาไม่ได้บอกว่าถวายแล้วให้เอาไปให้พี่น้องเขาไม่ได้ว่า เขามาฝากให้ทำบุญให้ มึงมาขอเงินกูก็ให้ไม่ได้"
การจากไป "หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ" เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ที่ผ่านมา สร้างความโศกเศร้าให้แก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยอย่างใหญ่หลวง เพราะตลอดชีวิตของหลวงพ่อคูณภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์นั้น ทำประโยชน์ให้แผ่นดินมากมาย
เงินบริจาคที่ว่ากันว่ามีมากถึง "4,000 ล้านบาท" หลวงพ่อคูณใช้ไปกับการพัฒนาบ้านเมืองโดยเน้นไปที่การสร้างโรงเรียน เพื่อให้ความรู้กับคนอื่น เนื่องจากเห็นว่า การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับลูกหลานชาวไทยทุกคน
แต่อีกมุมหนึ่งการจากไปของเทพเจ้าแห่งด่านขุนทดกลับสร้างแรงกระเพื่อมต่างๆ ตามมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินเงินทองและมรดกของหลวงพ่อคูณที่ทิ้งเอาไว้ แต่ด้วยความชาญฉลาดของหลวงพ่อคูณที่มองการณ์ไกลเกี่ยวกับปัญหาเรื่องทรัพย์สินเงินทองในวันที่จากไปจะพบว่า พระเกจิแห่งด่านขุนทดมีความรอบคอบทางความคิดในทางธรรมและทางโลก เพราะเมื่อดูจากรายชื่อคณะกรรมการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทองของวัดบ้านไร่แล้ว แทบจะไม่มีชื่อของ "ครอบครัว" หรือ "ญาติพี่น้อง" ของหลวงพ่อคูณอยู่เลยแม้แต่คนเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก เพราะพระหลายรูป หากมีชื่อเสียงหรือมีทรัพย์สินส่วนใหญ่จะมีรายชื่อญาติพี่น้องพ่วงท้ายมีส่วนได้เสียยาวเป็นหางว่าว แต่สำหรับหลวงพ่อคูณกลับไม่มีแม้แต่คนเดียว ขณะเดียวกันเป็นที่ทราบกันดีว่า ญาติพี่น้องของหลวงพ่อคูณนั้น ไม่ได้ร่ำรวยมากมายอย่างที่หลายคนคิด ทุกวันนี้พวกเขาเหล่านั้นยังเป็นคนหาเช้ากินค่ำที่ดิ้นรนหาเลี้ยงตนเองอยู่เหมือนเดิม
หากสืบสาแหรกของเกจิชื่อดังแห่งวัดบ้านไร่พบว่า หลวงพ่อคูณเป็นมีพ่อชื่อ "บุญ" และแม่ชื่อ "ทองขาว ฉัตรพลกรัง" มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 3 คนคือ โดยหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เป็นคนหัวปี "คำมั่น แจ้งแสงใส" ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นวงษ์กาญจนรัตน์ เป็นลูกคนที่ 2 และ "ทองหล่อ เพ็ญจันทร์" เป็นลูกคนสุดท้อง ส่วนแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก ทำให้พ่อพาหลวงพ่อคูณกับน้องสาวอีก 2 คนอยู่ในความดูแลของน้าสาว กระทั่งอายุครบบวชจึงได้เข้าสู่หันหน้าเข้าสู่ธรรมะที่วัดถนนหักใหญ่ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2487 จนถึงปัจจุบัน
คุณยายคำมั่น แจ้งแสงใส หรือ วงษ์กาญจนรัตน์ ในวัย 89 ปี น้องสาวคนรองที่อยู่ดูแลหลวงพ่อคูณอย่างใกล้ชิดตั้งแต่วันสิ้นลมกระทั่งวันที่ศพเคลื่อนมาบำเพ็ญกุศลที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นตลอดเวลา บอกเล่าเรื่องราวชีวิตในวัยเด็กของครอบครัว และเหตุผลที่หลวงพ่อคูณออกบวชว่า สมัยก่อนหลวงพ่อคูณเป็นเด็กจะชอบไปวัด เรียกว่า "เด็กติดวัด" โดยหลังจากแม่เสียชีวิต พ่อได้พาสามพี่น้องไปฝากไว้กับน้าสาว ช่วงนั้นหลวงพ่อคูณเคยไปหัดร้องเพลงโคราช เมื่อมาแข่งขันก็ชนะการประกวด
"เมื่อหลวงพ่อคูณอายุได้ 21 ปี ได้เข้าไปเกณฑ์ทหาร แต่ไม่ติด จากนั้นจึงตัดสินใจเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยหลวงพ่อคูณบอกเสมอว่า ชีวิตเราเกิดมาจน แม่ไม่มีแล้ว สึกไปจะไปอยู่กะใคร บวชไปเถอะ สิ่งนี้คือคำปลอบใจที่หลวงพ่อคูณบอกในวันนั้น"
ยายคำมั่น เล่าย้อนอดีตต่อไปอีกว่า เมื่อหลวงพ่อคูณบวชไปได้หลายปีก็มีหลายคนถามว่า "หลวงพี่จะสึกไหม" หลวงพ่อคูณยังใช้คำตอบเหมือนเดิมว่า "กูจะสึกทำไม กูสึกไปได้กูจะไปอยู่ก๊ะใคร แม่กูก็ไม่มี" ตอนนั้นในใจคิดว่า หลวงพ่อคงบวชไม่สึกแน่นอนจึงยกมือขึ้นอนุโมทนากับความคิดของพี่ชายที่จะบวชเป็นพระตลอดชีวิต โดยตลอดเวลาหลวงพ่อไม่เคยนำเงินมาให้ครอบครัวหรือญาติ และไม่เคยหยิบเงินที่ญาติธรรมนำไปทำบุญมาให้ยายคำมั่นแม้แต่บาทเดียว
"ทุกครั้งท่านจะย้ำเสมอว่า อย่ามาขอกูด๊อกเงินทอง เงินเขามาถวายกู เขาจะให้กูไปทำบุญต่อ เขาไม่ได้บอกว่าถวายแล้วให้เอาไปให้พี่น้องเขาไม่ได้ว่า เค้ามาฝากให้ทำบุญให้ มึงมาขอเงินกูก็ให้ไม่ได้ ถ้ามึงอยากมีเงิน มึงก็ไปขายธูปขายเทียน ขายดอกไม้เอาเน้อ"
ยายคำมั่น เล่าต่อว่า เมื่อได้ฟังคำแนะนำจากหลวงพ่อ จึงไปประกอบกิจการขายธูปเทียนดอกไม้ภายในวัดบ้านไร่ เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว อีกทั้งตอนนั้นมีอายุค่อนข้างมากแล้ว ไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นได้ ทำให้อาชีพขายดอกไม้ภายในวัดบ้านไร่เป็นรายได้หลักที่ทำมาตลอด 15 ปี โดยเริ่มนำธูปเทียน ดอกไม้ออกมาขายตั้งแต่ตี 1 รายได้จากการขายธูปเทียน ดอกไม้แต่ละวันขายดีมาก เพราะญาติธรรมส่วนใหญ่จะทราบว่าเป็นน้องสาวของหลวงพ่อคูณ นอกจากนี้ยังมีลูกศิษย์ของหลวงพ่อคูณจัดทำป้ายเพื่อให้ญาติธรรมคนที่ไม่ทราบรู้ว่า ยายคำมั่นคือน้องสาวของหลวงพ่อคูณ ทำให้ศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อคูณช่วยกันอุดหนุนดอกไม้เป็นจำนวนมาก
"ยอมรับว่ามีคนมาซื้อธูปเทียน ดอกไม้จำนวนมาก สร้างรายได้ให้ยายเป็นกอบเป็นกำ เราที่ไม่เคยขอหลวงพ่อแม้แต่บาทเดียว ประกอบกับตนเองเป็นคนประหยัดอดออม เก็บเงินที่หามาได้เลี้ยงครอบครัวส่งลูกหลานเรียนได้ 3 คน ที่สำคัญสามารถใช้เงินที่ขายดอกไม้ธูปเทียนสร้างบ้านได้หลังละกว่าล้านบาท แต่ตอนนี้เลิกขายดอกไม้ธูปเทียนแล้ว เพราะอายุเริ่มมากขึ้น เดินไปไหนมาไหนลำบาก"
เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินของหลวงพ่อคูณนั้น ยายคำมั่น บอกว่า คณะกรรมการวัดบ้านไร่ไม่ได้เชิญไปปรึกษาหารือเกี่ยวกับทรัพย์สินของหลวงพ่อ เพราะตลอดชีวิตไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์ของหลวงพ่อตั้งแต่แรก พูดง่ายๆ คือไม่เคยขอเงินหลวงพ่อแม้แต่บาทเดียว ดังนั้นหากใครจะเข้ามาจัดการกับทรัพย์สินของหลวงพ่อ และวัดบ้านไร่คงไม่คัดค้าน เนื่องจากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตั้งแต่ต้น"
เมื่อถามถึงความรักที่มีต่อหลวงพ่อคูณในฐานะน้องสาวร่วมสายเลือด นางคำมั่น พูดด้วยเสียงสั่นเครือว่า ตั้งแต่หลวงพ่อคูณเจ็บออดๆ แอดๆ หลายครั้ง ส่วนตัวจะนึกในใจเสมอว่า อยากเจ็บป่วยแทน ยิ่งเมื่อเห็นหลวงพ่อมรณภาพหากเป็นไปได้ก็อยากจะตายแทน
"อยากให้ท่านอยู่พัฒนาบ้านเมือง แต่ถึงวันนี้แม้หลวงพ่อจะจากไปอย่างไม่มีวันกลับแล้ว แต่คำสอนของท่านยังคงอยู่ ญาติโยม และศิษย์ทุกคนจำนำคำสอนของท่านไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะคำพูดที่บอกว่า มึงอย่าไปโกงเขาเน้อ ให้แต่เขาโกงมึง ถ้าเขาโกงมึงให้โกงไปเถอะ แต่มึงอย่าไปโกงเขา มึงก็มีพอได้กินของมึงอยู่ด๊อก"
สุดท้ายแม้วันนี้จะไม่มีหลวงพ่อคูณอีกต่อไป แต่ยายคำมั่นยืนยันว่า จะยังใช้คำสอนของหลวงพ่อคูณดำเนินชีวิตอย่างที่เคยทำมา และจะบอกต่อลูกหลานให้ปฏิบัติตามคำสอนของหลวงพ่อคูณเช่นกัน



