
ทำไม?ศพหลวงพ่อคูณไม่ได้สวดที่วัดบ้านไร่
ทำไม?ศพหลวงพ่อคูณไม่ได้สวดที่วัดบ้านไร่ พินัยกรรมยุติข้อพิพาท : ไตรเทพ ไกรงูรายงาน
การทำพินัยกรรมไว้ล่วงหน้าถึง 2 ฉบับ ของ พระเทพวิทยาคม (คูณ ปริสุทโธ) เจ้าของฉายา "เทพเจ้าแห่งด้านขุนทด" โดย "ฉบับแรก" ทำไว้เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2536 ส่วน "ฉบับที่สอง" ซึ่งเป็นฉบับล่าสุด ทำไว้เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2543 หรือเมื่อ 15 ปี ก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ หลวงพ่อคูณได้พูดเหตุผลการทำพินัยกรรมผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ว่า
“กูเองไม่อยากเป็นภาระกับคนอื่น เมื่อตายไปแล้วก็อยากให้ทุกคนได้ดำเนินการทุกอย่างตามที่ได้ระบุเอาไว้ในพินัยกรรม โดยกูเองได้ให้ลูกศิษย์ทั้งสี่คนเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง หลังที่กูตายไปแล้ว ส่วนเหตุผลที่กูให้เผาศพกู ก็เพราะกูไม่อยากให้เป็นภาระ ไม่อยากให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ใดๆ จากตัวกู กูไม่ต้องการให้ศิษยานุศิษย์เดือดร้อน หรือเกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อยามที่ล่วงลับไปแล้ว และเพื่อไม่ต้องการให้เกิดเป็นปัญหาระหว่างลูกศิษย์ด้วยกัน อย่างน้อยก็เป็นการลดภาระลงไปได้ เพราะเมื่อได้ทำพินัยกรรมฉบับนี้ขึ้นมาลูกศิษย์จะได้ไม่ต้องเกิดความขัดแย้งกันเอง”
อดีตคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ในปี พ.ศ. 2536 ซึ่งเป็นหนึ่งในพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ทำพินัยกรรมของหลวงพ่อคูณ เปิดเผยต่อ “คม ชัด ลึก” ว่า เหตุผลเดียวที่หลวงพ่อคูณทำพินัยกรรมทั้ง 2 ฉบับ ด้วยเหตุที่ท่านหยั่งรู้ว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างลูกศิษย์อย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าในปีที่ทำพินัยกรรมนั้น สุขภาพท่านแข็งแรงมาก แต่ก็ไม่สามารถระงับข้อพิพาทของลูกศิษย์ ที่แตกความสามัคคีได้
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจของพินัยกรรม 3 ข้อแรก คือ 1.ศพของอาตมา ให้มอบแก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง หลังจากมรณภาพลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น มอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป
2.พิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวดพระอภิธรรมศพที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน ตั้งแต่ถึงวันมรณภาพลง
3.การจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศลเมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศและพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ
พร้อมให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น จากนั้นให้เผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่นใดที่คณะแพทยศาสตร์เห็นสมควรและเหมาะสม โดยทำพิธีเผาให้เสร็จสิ้นที่ จ.ขอนแก่น
ที่ยิ่งกว่านั้น คือ ไม่มีคำว่า “วัดบ้านไร่” ปรากฏอยู่ในส่วนหนึ่งส่วนใดของพินัยกรรมเลย แม้กระทั่ง “เงิน” ที่จัดงานศพก็ไม่ให้ใช้เงินของวัดบ้านไร่ แต่กลับให้ยืมเงินของคณะ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาสำรองจ่ายก่อน
ในส่วนของพินัยกรรม ข้อที่ 5.ค่าใช้จ่ายและเงินอื่นใดที่เกิดขึ้นจาการดำเนินการตามนัย ข้อ 2, 3 และ 4 ให้ดำเนินการ ดังนี้
5.1 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและบำเพ็ญกุศลศพทั้งหมด ให้นำเงินที่อาตมาบริจาคให้แก่ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปี 2536 เป็นเงินเริ่มต้นในการดำเนินการจัดงานศพ ถ้าไม่เพียงพอให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทดรองจ่ายไปกอ่น
5.2 ในการจัดการและบำเพ็ญกุศลศพ ตามนัยข้อ 5.1 หากมีเงินเหลือหรือมีผู้บริจาคสมทบ ให้คืนเงินที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นทดรองจ่ายไปก่อนให้เสร็จสิ้น
5.3 หากมีเงินเหลืออยู่อีกหลังจากดำเนินการตามนัยข้อ 5.1 และข้อ 5.2 แล้วให้มอบแก่กองทุนพระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฎ์ (หลวงปู่เทสก์) เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมช่วยเหลือพระสงฆ์ที่อาพาธประจำหอผู้ป่วยหอสงฆ์อาพาธ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือให้ดำเนินการอย่างอื่นตามที่อาตมา หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ เห็นสมควร โดยอาตมาจะแสดงความประสงค์ให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมแนบไว้ให้ทราบต่อไป หากไม่ดำเนินการให้ถือตามความในตอนต้นเท่านั้น
ทั้งนี้ หากพิจารณาการจัดงานศพพระเกจิที่มีชื่อเสียง ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ตามธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ คือ “เกจิวัดไหนตาย ให้สวด และเผา รวมทั้งเก็บกระดูกที่วัดนั้น” แต่กรณีของหลวงพ่อคูณนั้น ถือว่าผิดธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ
อดีตคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ยังบอก “คม ชัด ลึก” ด้วยว่า การเก็บศพหลวงพ่อคูณไว้ 2-3 ปีนั้น รวมทั้งยังไม่กำหนดวัน และสถานที่พระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อคูณนั้น เหตุผลหนึ่ง คือ เมื่อเวลาผ่านไปนานวันเข้าปัญหาการแตกความสามัคคีของวัดบ้านไร่อาจจะยุติลงมีความเป็นไปได้ว่า จะนำสรีระหลวงพ่อคูณกลับมาจัดงานพระราชทานเพลิงศพที่วัดบ้านไร่
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่พอจะเป็นความหวังสำหรับลูกศิษย์หลวงพ่อคูณ และชาวบ้านไร่ ที่จะมีความเป็นไปได้ที่จะนำสรีระหลวงคูณกลับมาจัดงานพระราชทานเพลิงศพที่วัดบ้านไร่ คือ การแต่งตั้งเจ้าคุณภาวนาประชานารถ (หลวงพ่อนุช รัตนวิชัยโย) หรือ “เจ้าคุณนุช” เจ้าอาวาสวัดหนองบัวทุ่ง อ.คง จ.นครราชสีมา มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ต่อจากหลวงพ่อคูณ ด้วยการสนับสนุนของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านวัดบ้านไร่
มีคนจำนวนไม่น้อยอาจจะไม่รู้ว่า “เจ้าคุณนุช” พระข้ามห้วยมากไหนที่หาญรับตำแหน่งเจ้าอาวาสบ้านไร่ แต่ชาวบ้านไร่รู้ดีว่า “เจ้าคุณนุช” เป็นพระที่ร่วมสร้างวัดบ้านไร่มากับหลวงพ่อคูณตั้งแต่วัดบ้านไร่ยังไม่มีแม้กระทั่งโบสถ์ และเป็นพระลูกศิษย์ พระเลขาฯ ที่หลวงพ่อคูณไว้ใจมากที่สุด แต่ไม่อาจอยู่ช่วยงานหลวงพ่อคูณได้ตลอด ด้วยเหตุผลการเมืองภายในวัดบ้านไร่เมื่อกว่าสิบปีก่อน
ผลงานหนึ่งที่ “เจ้าคุณนุช” ได้รับการยอมรับจากชาวโคราช โดยเฉพาะชาวสีคิ้ว คือ สร้างวิหารสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ร่วมกับ สรพงศ์ ชาตรี เมื่อสิบปีก่อน จากการสร้างสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของโคราช และเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ
“เจ้าคุณนุช” กล่าวกับ “คม ชัด ลึก” สั้นๆ เกี่ยวกับการมารับตำแหน่งรักษาการเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ว่า “ปัญหาทุกๆ อย่างต้องแก้ทีละเรื่องแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป” ขอให้ผ่านงานสวดศพครบ 7 วันก่อน
อดีตคณะกรรมการวัดบ้านไร่ยังบอกด้วยว่า เมื่อเวลาผ่านไป “เจ้าคุณนุช” เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่รูปนี้แหละที่จะนำสรีระหลวงพ่อคูณมาประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดบ้านไร่ ให้สมกับฉายา "เทพเจ้าแห่งด่านขุนทด"



