
เจาะเวลาหาธรรม กับ...พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ ในวัย ๑๐๘ ปี
พระ ดร.พิชัย ฐิติลาโภ หรือ หลวงตาพิชัย หรือ หลวงปู่เขาหงษ์ แห่งสำนักสงฆ์เขาหงษ์ ต.นิคม อ.เมือง จ.ลพบุรี มีนามจริงว่า พิชัย รัตนพันธ์ เป็นบุตรของนายเพชรโอภาส และนางทองดี เกิดที่ ต.คลองถนน อ.บางเขน จ.พระนคร โดยในวัย ๙ ขวบนั้น เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอ
แม้หลวงปู่มีวัยจะมากร่วม ๑๐๘ ปีแล้ว แต่ผิวพรรณ หน้าตา รวมทั้งพละกำลังต่างๆ ดูไม่ร่วงโรยตามอายุขัยแต่อย่างใด ตรงกันข้าม กลับมีสายตาดี พูดคุยชัดเจน สามารถพูดคุยได้หลายภาษา และเดินขึ้น-ลงวัดที่สร้างเอาไว้บนเนินเขาได้อย่างสบาย
ขณะเดียวกัน ก็จดจำเรื่องราวต่างๆ ในอดีตได้ และถ่ายทอดให้ฟังอย่างอารมณ์ดี โดยเฉพาะเกร็ดประวัติศาสตร์บางส่วนของสยามประเทศ ที่ไม่เคยถูกบันทึกไว้
หลวงตาพิชัย อุปสมบท ณ พระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราม เมื่อปี ๒๔๙๓ จากนั้นก็เรียนจบเปรียญธรรมประโยค ๖ และก่อนหน้านี้ท่านเคยได้รับสมณศักดิ์ที่ พระสุนทรธรรมรส แต่ด้วยเหตุผลทางด้านการเมืองของคณะสงฆ์ จึงต้องกลายเป็นพระที่โดดเดี่ยว และได้รับฉายาว่าเป็น “ปราชญ์ดำปากหมาแห่งวัดสุทัศน์“ เนื่องจากชอบวิพากษ์วิจารณ์นั่นเอง
นอกจากนี้แล้ว หลวงตาพิชัยยังเคยถูกตำรวจสันติบาลนิมนต์ไปสอบสวนถึง ๖ ครั้ง ในข้อหารวยไม่มีเหตุผล จนได้รับฉายาว่า “เสี่ยโล้นเขาหงส์” รวมทั้งถูกนิมนต์ให้สอบว่าเป็นพระเอาเงินที่ไหนมาเยอะๆ เพราะเขาไม่รู้ว่าท่านรวยมาตั้งแต่ก่อนบวช
ท่านบอกว่า ทุกวันนี้อยู่เฉยๆ กินบำนาญเดือนละเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาท จะว่าไปแล้ว รัฐบาลขาดทุนเพราะท่านนับล้านบาท คิดเอาง่ายๆ ทำงานให้หลวงประมาณ ๓๐ ปี แต่รับบำนาญมาเกือบ ๖๐ ปี เมื่อตายก็ยังได้เงินอีกหลายแสนบาท
บทวิพากษ์วิจารณ์หนึ่ง ที่หลวงตาพิชัยกล้าพูดอย่างตรงไปตรงมา แม้จะอยู่ในผ้าเหลืองก็ตาม คือ
“ก่อนที่จะบวชนั้น อาตมามองว่า สังคมดงขมิ้นเป็นสงบที่เงียบสงบ สมาชิกของสังคมล้วนเต็มไปด้วยธรรมของพระพุทธองค์ คือ ปล่อย วาง ละ เว้น นิ่ง สงบ และเสียสละ แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม เป็นสังคมที่แย่ยิ่งกว่าฆราวาสปกติธรรมดาทั่วๆ ไปเสียอีก อย่างเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สังคมดงขมิ้นวุ่นวายที่สุด จัญไรยิ่งกว่าฆราวาสเสียอีก มีการแบ่งพรรคเล่นพวก ถ้าใครได้ใกล้ชิดผู้ใหญ่ ในสังคมนี้อาจจะเห็นความเหลวแหลก ฟอนเฟะ โสมม มีการใช้เงินกันทุกกระบวนการ ตั้งตำแหน่ง สมณศักดิ์ ไปจนถึงจ้างกันสอบ ทั้งนักธรรมและบาลี พระหลายแห่งจ้างพระหนุ่มที่มีความรู้ไปสอบแทน เป็นเรื่องฉาวโฉ่ในดงขมิ้น แต่ไม่มีการสอบสวนที่จะลงโทษ อย่างต่ำเริ่มที่ ๓๐,๐๐๐ บาท อย่างกับเจ้าคณะอำเภอหลายแห่ง จ่ายกันเกือบล้าน ที่สูงกว่านั้นก็ไม่ต่ำกว่าหลักล้าน”
พร้อมกันนี้ หลวงตาพิชัยยังบอกด้วยว่า การบวชเป็นพระ มีแต่ได้กับได้ ไม่มีเสีย ไปฉันบ้านโยมให้ศีลให้พร เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นการโปรดญาติโยมอย่างหนึ่ง แต่พอขากลับ มีซองขาวใส่ปัจจัยเป็นค่าจ้างให้ไปฉันอีกต่างหาก พอกลับถึงวัดก็มีของให้ฉัน ซึ่งเป็นของที่ญาติโยมนำมาถวาย ปัจจัยที่ได้มา ถ้าไมใช้สร้างสาธารณประโยชน์ เงินพระก็เพิ่มพูน เชื่อหรือไม่ว่า พระบางรูปมีเงินฝากเป็นสิบล้านบาท บางรูปมีถึงหลักร้อยล้านก็มี ซึ่งนับวันพระจะทำตัวเป็นเหมือนฆราวาสมากขึ้น แตกต่างกันตรงที่หัวโล้นห่มจีวรเหลือง เท่านั้น
อย่างกรณี การเจิมรถ คนขับมาให้เจิมถึงวัด พระก็เขียนยันต์ พร้อมกับท่องคาถาพึมพำ ขมุมขมิบปากพอเป็นพิธี แม้รถคันดังกล่าวจะชนอย่างรุนแรง ชนิดที่เรียกว่า พับงอเป็นหลังคาศาลพระภูมิ พระที่เจิมก็ยังมีอยู่ คนที่มาเจิมกลับมาบอกว่า “นี่ถ้าผมไม่ได้มาเจิมกับหลวงพ่อ ป่านี้คงตายเป็นผีเฝ้าถนนไปแล้ว”
ส่วนไอ้ที่บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน พอมันรักษาหาย ก็กลับมาบอกในทำนองเดียวกัน พระยิ่งได้ชื่อกันไปใหญ่
ในกรณีที่เจิมแล้ว ไปประสบอุบัติเหตุตายโหงเป็นผีเฝ้าถนนนั้น พวกนี้พระไม่ต้องกังวล มันไม่ได้ไปเข้าฝันบอกเจ้าของรถคนอื่นๆ ว่า “เฮ้ย...อย่าไปเจิมกับหลวงพ่อวัดนั้นเลย กูเอารถไปเจิมมาแล้ว ตายคาที่เลย”
ส่วนห้างร้านก็เช่นกัน เจิมไปที่รวยขึ้นก็มากมี ที่จนและเจ๊งก็มีอยู่ไม่น้อย ไอ้ที่รวยขึ้นต้องกลับมาทำบุญแน่นอน ส่วนไอ้ที่จนและเจ๊งมันไม่กลับมาด่าพระหรอก เพราะมันกลัวบาป สรุปแล้วเป็นพระมีแต่ได้กับได้
ด้วยวัยที่มากถึง ๑๐๘ ปี หลวงตาพิชัยมักถูกนิมนต์ไปนั่งอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงตาพิชัยบอกว่า ทุกครั้งที่ถูกนิมนต์ไปนั่งปรกปลุกเสกวัตถุมงคล จะไปนั่งอธิษฐานจิตว่า
“ขอให้เป็นไปตามที่สังคมยอมรับ ให้พบความสำเร็จ ความสมหวัง ตามที่มนุษย์ปรารถนา ไม่เกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์”
ในจำนวนวัดที่นิมนต์ให้ไปร่วมงานทั้งหมด มีวัดอยู่แห่งหนึ่งที่จะไม่ยอมย่างกรายไปเด็ดขาด คือ วัดใหญ่แห่งนึ่งในจังหวัดปทุมธานี แม้จะได้รับฎีกาพร้อมกับปัจจัยถวายมา ๓-๔ ครั้งแล้วก็ตาม การไปร่วมสังฆกรรม แสดงว่า เป็นการยอมรับในแนวปฏิบัติของเขา ทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อยชอบไปมาก เพราะเท่าที่รู้ เขาถวายปัจจัยหนัก แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยนอกจากมีบทบาททางโลกแล้ว ในทางธรรมก็ใช้ปัจจัย ดึงพระให้มาสยบเป็นพวกได้เช่นกัน
สำหรับวิธีการที่ทำให้อายุยืนนั้น หลวงตาพิชัยบอกว่า เมื่อก่อนนี้ ช่วงที่กล้องถ่ายรูปเข้ามาใหม่ๆ เขาไม่เรียกว่าถ่ายรูป แต่จะเรียกว่า ชักรูป และมีคติวามเชื่อกันว่า “การชักรูปจะทำให้อายุสั้น” ในสมัยนั้น จึงไม่มีใครชักรูปกัน เว้นแต่เฉพาะพวกที่มีการศึกษาเท่านั้น
ทุกวันนี้มีหลักปฏิบัติง่ายๆ คือ ทุกๆ เช้าก่อนลุกจากที่นอน ให้กำหนดจิต ตั้งอารมณ์และระลึกอยู่เสมอว่า วันนี้ต้องมีเรื่องผิดหวังมากกว่าสมหวัง และเรื่องไม่คาดหวังจะเกิดกับเราทุกโอกาส
ที่สำคัญคือ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องที่ผิดหวังเสมอ และตลอดทั้งวัน อย่าตกเป็นทาสอารมณ์ อย่าตกเป็นสนิมหัวใจ ให้มองคนอื่นเป็นมิตรเสมอ แม้ว่าเขาจะมองเราเป็นศัตรูก็ตาม
ส่วนความขัดแย้ง อันเนื่องจากการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา ในปัจจุบันนี้ หลวงตาพิชัยวิเคราะห์สั้นๆ แต่ชวนคิดว่า
"การเมืองไทย หรือตั้งแต่เมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ ๒๔๗๕ และมีรัฐบาลต่างๆ มาจนถึง ๖๑ ปี การเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ส่วนการเมืองในวันนี้ มัวเมา หลงเงาตัวเอง ไม่มีความถูกต้อง เอาแต่ถูกใจ ไม่ใช่การเมือง แต่เป็นสันดาน และไม่เอากฎหมายมาใช้เป็นกฎหมาย ปี ๒๕๕๕ เมืองไทยจะพ้นจากวิกฤติการณ์ เพราะหลังจากที่กัดกันจนตายทั้งคู่แล้ว นั่นแหละจึงจะหันหน้ามาปลูกผักปลูกผลไม้กินกัน เมื่อไม่มีอะไรเหลือแล้ว
เรื่อง - ภาพ... " ไตรเทพ ไกรงู"



