พระเครื่อง

แม่ชีศันสนีย์แนะทางรอดวิกฤติดินไหวเนปาล

แม่ชีศันสนีย์แนะทางรอดวิกฤติดินไหวเนปาล

03 พ.ค. 2558

แม่ชีศันสนีย์แนะทางรอดวิกฤติดินไหวเนปาล นิ่งอยู่กับลมหายใจปัจจุบันขณะแม้ตายก็มีสติ : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโทสันติศึกษา มจร รายงาน

              เหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.8 ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี ที่เขตภักตะปุร์ กลางกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศเนปาล สร้างความเสียหายในวงกว้าง อาคารบ้านเรือนตลอดจนโบราณสถานในเมืองหลวงพังทลาย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตตอนนี้กว่า 6 พันคน นานาชาติเข้าไปช่วยเหลือรวมถึงประเทศไทยด้วย

              ขณะนี้พระธรรมทูตไทยประเทศอินเดีย-เนปาลได้เดินทางเข้าไปช่วยเหลือมอบสิ่งของที่ได้รับบริจาค ให้กำลังใจ ช่วยค้นหาผู้รอดและเสียชีวิต พร้อมทั้งดำเนินการในด้านต่างๆ  ภายใต้การสั่งการของ "พระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา" หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล  ยังประสานงานกับทางมหาเถรสมาคม โดยมี "พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม" เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรวิหาร ในฐานะประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ  ตามพระบัญชาของ "สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ)"  ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช  เพื่อให้คณะสงฆ์ไทยเร่งช่วยเหลือชาวเนปาลอย่างเร่งด่วน

              มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งโดยมี "แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน" รวมอยู่ด้วย ทั้งนี้เพราะบทบาทให้การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มาโดยตลอดชีวิตของการทำงานด้านพระพุทธศาสนากว่า 30 ปี  ได้จัดทำโครงการบวชสาวิกาแม่ชีน้อยสองแผ่นดินที่ประเทศอินเดีย ส่งผลให้เกิดเทรนด์ "เบบี้สื่อธรรม" ที่หลายภาคส่วนนำไปดำเนินการช่วงปิดเทอม  ทั้งนี้ผู้ที่เข้ามาบวชสาวิกานั้นมีเด็กชาวเนปาลรวมอยู่ด้วย

              วันเสาร์ที่ 2 พ.ค.2558 ที่ผ่านมา คณะนิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) รุ่นที่ 2 และกำลังเปิดรับสมัครรุ่นที่ 3 อยู่ขณะนี้ โดยมี"พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส" ผู้ช่วยอธิการบดี มจร ฝ่ายวิชาการ เป็นผู้อำนวยการหลักสูตร  ได้เดินทางไปศึกษานอกพื้นที่ที่เสถียรธรรมสถานกับแม่ชีศันสนีย์โดยได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆที่ทางเสถียรธรรมสถานดำเนินการเป็นประจำช่วงวันหยุด สวดมนต์เจริญจิตภาวนาส่งกำลังใจไปยังพี่น้องชาวเนปาล ฟังบรรสรุปเรื่องสันติภาพกับแม่ชีอีกครั้งพร้อมกับนำเข้านมัสการพระอารยตารามหาโพธิสัตว์

              กิจกรรมช่วงเช้าได้ฟังธรรมจากแม่ชีศันสนีย์ที่จัดรายการวิทยุมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยแม่ชีได้กล่าวถึงการดำเนินการช่วยเหลือชาวเนปาลว่า อันดับแรกจะต้องมีปัญญาพิจารณาว่าจะช่วยเหลืออย่างไรถึงไม่เป็นภาระและถึงผู้ประสบภัยอย่างแท้จริง และที่สำคัญที่สุดก็คือจะทำอย่างไรให้เขารู้จักการบริหารใจในภาวะวิกฤติเช่นนี้

              "กรณีเนปาลนี้ควรทำเป็นกรณีศึกษาอย่างเช่นสมมติว่าเราอยู่ในเหตุการณ์เช่นนี้จะทำจิตอย่างไรจะควบคุมใจอย่างไร หลักปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นเดินไหวสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมีสติอยู่กับ "ลมหายใจเข้าออกเป็นปัจจุบันขณะ"  ซึ่งจะทำให้ใจนิ่งไม่หวาดกลัวกับเหตุการณ์หลังจากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการของการพินิจพิจารณาหาทางรอดหรือหากจะตายก็พร้อมที่จะมอบลมหายใจกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยจะไม่ตายแบบตายทั้งเป็น ดังนั้น ต้องฝึกหายใจทุกวันทำให้สงบนิ่งแล้วก็จะรอด เพราะการควบคุมอารมณ์จะทำให้ควบคุมสถานการณ์ได้และทำให้ไม่เสียพลังงานดูอย่างเช่นทารกน้อยวัย 4 เดือนที่อยู่ในซากหักพังหลายวันจนมีหน่วยกู้ภัยพบ" แม่ชีศันสนีย์ กล่าวและว่า

              การอยู่กับ "ลมหายอยู่เข้าออกเป็นปัจจุบันขณะ" นี้ถือเป็นคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนาแม้พระพุทธองค์ก็ทรงปฏิบัติตลอดพระชนม์ชีพ การที่คนอยู่กับอยู่กับลมหายใจเข้าออกเป็นปัจจุบันขณะได้นั้นจะต้องผ่านการฝึกและให้เห็นความสำคัญของลมหายใจ ซึ่งที่เสถียรธรรมศาสนานี้มีการเปิดหลักสูตรชีวิตและความตายระดับปริญญาโท-เอก ในสังกัด มจร และกำลังเปิดรับสมัครเช่นเดียวกัน  อันดับแรกจะต้องการเรียนฝึกการหายใจเป็นเวลา 1 เดือน ดังนั้นการฝึกให้สงบ นิ่ง และต้องเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่นด้วย

              แม่ชีศันสนีย์ กล่าวถึงหลังการในการสร้าง "สันติภาพ" ว่า การอยู่กับลมหายใจนี้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดเพราะจะทำให้เกิดอิสรภาพและสันติภาพภายใจจิตใจ เกิดกระบวนการแห่ง "สัมมาทิฐิ" โดยเห็นว่าทุกข์มีไว้เข้าใจเป็นต้นตามหลักอริยสัจ  ที่ผ่านมาเราไม่ลงทุนกับลมหายใจให้มีสติเพราะคนมีสตินั้นเมื่ออารมณ์มากระทบแต่ไม่กระเทือน ประกอบกับไม่มีการฝึกให้นำความรู้ที่ได้ผลจากการศึกษามาใช้ในวิถีชีวิตแม้จะเรียนมากแต่เอาตัวไม่รอด ความจริงไม่ใช่ไม่รู้ แต่ส่วนใหญ่รู้แต่ไม่ปฏิบัติ เท่ากับมี "อวิชชา" ซ้อน "อวิชชา" จึงแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นไม่ได้

              "สันติภาพจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ายังแสวงหาผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน  เอาชนะคนอื่นยัดเยียดแล้วครอบครองพร้อมทำให้คนอื่นเกิดความทุกข์ ดั้งนั้น คนโกงจะสร้างสันติภาพได้อย่างไร สันติภาพจะได้ขึ้นได้ต้องมี "สัมมาทิฐิ" และ "นักสันติภาพ" ต้องมีวิถีชีวิตโดยไม่ทำร้ายบุคคลอื่นโดยคิดว่าโลกทั้งผองเป็นพี่น้องกันมีความเสียสละ ความคิดแบบนี้จะต้องเกิดจากการบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในจิตใจ และอยู่กับ "มรรควิธี" เพราะนี้แหละคือ "สันติวิธี"  อันเป็นกระบวนการแห่ง "ปฏิจจสมุปบาท" เป็นหัวใจแห่งสันติภาพ"แม่ชีศันสนีย์ กล่าวและว่า  

              ดังนั้น "สันติภาพ" ต้องอยู่ในใจเราอยู่ร่วมทำกิจกรรมด้าน "สันติภาพ" กับศาสนาอื่นได้ไม่ว่าจะเป็นคริส อิสลาม ฮินดู ได้ เพราะเรารู้หลักพุทธศาสนาและมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไปในที่ที่ไม่มั่นคงได้เพราะจิตใจเรามั่นคง โดยเราไม่จำเป็นต้องพูดมากก็ได้

              การบรรยายของแม่ชีศันสนีย์ดังกล่าวยังได้เปิดคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผลงานเกี่ยวข้องกับสันติภาพโดยได้มีโอกาสไปร่วมประชุมเวทีสันติภาพระดับโลกในโอกาสต่างๆ ร่วมถึงได้เคยเดินทางไปร่วมประชุมที่มี "พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม"  อธิการบดี มจร รวมอยู่ด้วย

              พระมหาหรรษาได้กล่าวสรุปว่า "ในฐานะที่ได้รับการเรียกขนานจากคุณแม่ว่า "พระลูกชาย" วันนี้ (2 พฤษภาคม 58 ) พาครอบครัววิศวกรสันติภาพไป "สันติสนทนา" กับ "คุณแม่ชีศันสนีย์" ณ เสถียรธรรมสถาน ตลอดทั้งวัน เพื่อสัมผัสกับ "ลมหายใจแห่งสันติภาพ" ซึ่งคุณแม่ได้ย้ำเตือนเสมอว่า "จงมีลมหายใจที่เยือกเย็น และจงใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์" ทุกวินาทีที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณแม่ พวกเราสังเกตเห็นด้วยตา และสัมผัสด้วยใจว่า สิ่งที่คุณแม่แสดงออกตลอด 30 กว่าปีที่ผ่านมาบนถนนสายสันติภาพนั้น ลมหายใจของคุณแม่งดงาม เยือกเย็น และเป็นประโยชน์เสมอ ยิ่งไปกว่านั้น

              ในช่วงเช้าของวันเราได้สัมผัสกับลมหายใจของคุณแม่ ในขณะที่ช่วงบ่าย เราช่วยกันสวดมนต์เพื่อชาวเนปาล (Pray for Nepal) หลังจากนั้น เราได้ร่วมกันซึมซับลมหายใจของคุณแม่ผ่านบทเรียนชีวิตที่ทำงานด้านสันติภาพในมิติที่หลายหลาก ขออนุโมทนาใน "สันติบารมี" ที่คุณแม่มุ่งมั่น และทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อชาวโลก ดังที่คุณแม่ย้ำในพุทธประสงค์ที่ว่า "เธอทั้งหลาย จงเที่ยวไป เพื่อเกื้อกูน เพื่อความสุข และเพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก""

              นั่นก็แสดงให้เห็นว่าทั้งพระพรหมบัณฑิตและแม่ชีศันสนีย์มีความเข้าใจเกี่ยวกับสันติภาพมาเป็นเวลานานพร้อมทั้งลงมือปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "สันติภาพเชิงพุทธ" จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สหประชาชาติให้การรับ "วันวิสาขบูชา" เป็น "วันวิสาขบูชาโลก"  เพราะพระพุทธเจ้ามีหัวใจแห่งสันติภาพทั้งภายในและภายนอก ทำแล้วละทิ้งโดยไม่ยึดติดนี้เอง

"}])