พระเครื่อง

เลิกเป็นทาสความคิด

เลิกเป็นทาสความคิด

03 เม.ย. 2558

เลิกเป็นทาสความคิด : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต

             โลก อันตัณหาย่อมนำไป

             อันตัณหาย่อมเสือกไสไป

             โลกทั้งหมด เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือ ตัณหา

             (ตัณหาสูตร พระไตรปิฎกฉบับหลวง เล่มที่ ๑๕ ข้อที่ ๑๘๓ หน้า ๔)

             คนเราถ้าไม่เห็นโทษของโภคทรัพย์ที่อำนวยความสะดวกให้กับเรา ก็จะเกิดทุกข์ตามมา ดังที่เห็นตามข่าวต่างๆ ที่บางคนอยากได้เงิน เขาจ้างไปฆ่าใครก็ไป เช่นนี้ ไม่ถูกต้องแล้วยังทำความเดือดร้อนให้ครอบครัวของผู้ที่จากไปและครอบครัวของตนอีกมหาศาล

             สติปัญญาจากการภาวนาจึงเป็นตัวช่วยเราได้ พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ว่า ความอยากของคนนั้น แม่น้ำหรือมหาสมุทรยังเล็กน้อยไป หากไม่เห็นโทษของมัน มันจะกัดกินไปทั้งชีวิต หรืออาจจะตายทั้งเป็น เพราะความอยาก

             การภาวนาให้มีสติปัญญาในการที่จะไปปราบราชาของกิเลสคือ 'ตัณหา' นั้นจึงจำเป็นมากกับชีวิต ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นทาสมันตลอดไป เป็นทาสความคิด เป็นทาสโภคทรัพย์  เป็นทาสยศถาบรรดาศักดิ์ ก็คือตัวเราเองจะเป็นทาสทุกอย่างเลย หากไม่รู้จักว่ามันคือใคร มันจะบงการจิตใจเราได้ทันที ต่อเนื่องและยาวนาน 

             แต่ที่เรายังไม่เห็นโทษของมัน เพราะความอยากและการทำให้ได้มาในสิ่งที่ต้องการมันมีรสอร่อย ที่ผูกมัดใจเราไว้ แม้จะเห็นทุกข์บ้างก็ยังยอมมัน เพราะยังไม่เห็นคุณค่าของพระสัทธรรม ถ้ามาภาวนาจนเกิดสติ สมาธิ และปัญญาก็จะเห็นว่าแม้ความอยาก เมื่อมันเกิดขึ้นไปจนถึงจุดอิ่มตัว มันก็แตกสลายได้ทุกอย่างเลยทีเดียว 

             ธรรมะคือการเห็นกระบวนการดังกล่าวของไตรลักษณ์ เมื่อเห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีสิ่งใดที่จะยึดเอาไว้ได้ ใจเราจะคลายออกจากสิ่งที่ไปมัดไว้ กลับมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียงได้อย่างไม่ทุกข์ร้อน และไม่เปรียบเทียบกับใคร

             ขอเพียงให้เรามีวินัยกับตัวเอง ตื่นเช้าขึ้นมา ให้เราอุ่นเครื่อง กลับมาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับการบริกรรมภาวนาเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องเยอะอะไร ฝึกฝนไปทุกเช้าๆ จนมีสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัด เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเองเกิดขึ้นเมื่อมีความสงบในจิตใจพอ เราจะเห็นว่า 'ความคิด' ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อเห็นเช่นนี้ เราจะไม่ตามความคิดไปจนเหนื่อย หรือทำให้ตัวเองเกิดทุกข์แบบเดิมๆ อีก แล้วพอเห็นความคิดเรื่อยๆ มันจะอ่อนกำลังลง ไม่สามารถบงการอะไรเราได้ หน้าที่ของเราเพียงทำหน้าดูความคิดที่ผ่านเข้ามาในจิตใจเฉยๆ อย่างมีสติ เท่านั้นเอง

             บางคนอาจคิดว่า อ้าว...ต่อไปก็ทำงานไม่ได้แล้วสิ ไม่ใช่อย่างนั้น การฝึกให้มีสติ จนเห็นความคิดนี้จะช่วยทำให้เราไม่เสียเวลาไปกับความคิดฟุ้งซ่านต่างๆ ที่ทำให้เราเหนื่อยใจ เมื่อไม่มีความคิดรกๆ จิตใจมีพื้นที่ว่าง สมองปลอดโปร่ง การทำงานก็ฉลุยเลย และที่สำคัญ เมื่อทำงานเสร็จก็พร้อมที่จะปล่อยวางงานนั้น อย่างไม่ยึดติดว่าเป็นของตนจนทุกข์อีก

             เรียกได้ว่าเมื่อภาวนาเป็นแล้วจะดีกับชีวิต

"}])