พระเครื่อง

พัฒนางานวิจัยเพื่อสังคมชาวพุทธในพื้นที่ชายแดนใต้

พัฒนางานวิจัยเพื่อสังคมชาวพุทธในพื้นที่ชายแดนใต้

01 เม.ย. 2558

พัฒนางานวิจัยเพื่อสังคมชาวพุทธในพื้นที่ชายแดนใต้ : พระมหาดร.ขวัญชัย กิตฺติเมธี ป.ธ.๙ กลุ่ม "เพื่อชีวิตดีงาม" สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯวัดสระเกศ รานงาน

"พระสงฆ์กับงานรักษาพระพุทธศาสนาในพื้นที่เสี่ยงภัย"
 
            “หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ ชาวพุทธก็คงหมดที่พึ่ง ก็เชื่อได้ว่า พระพุทธศาสนาได้หมดไปแล้ว แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธศาสนาจะหมดไปจาก ๕ จังหวัดชายแดนใต้ ก็ขอให้วันนั้น มีพระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย”  โอวาทของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เมื่อครั้งเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา และสตูล ได้เข้ารับโล่เกียรติคุณ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ กลายเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้เกิดการสานต่อปณิธานงานในรูปแบบของการรักษาพระพุทธศาสนาให้ยืนยงคงอยู่คู่พื้นแผ่นดิน

            การทำงานเสี่ยงภัยแบบนี้ในสมัยพุทธกาลต้องการลักษณะพระที่มีบุคลิกลักษณะ ๒ อย่างคือ ๑.  มีบุคลิกของผู้ฝึกฝนตนเองมาอย่างดีที่เรียกว่า "ทมะ"  มีความอดทน อดกลั้นสูง  และ ๒. มีความสงบหรือใจสงบนิ่งเมื่อเผชิญหน้าต่อเหตุการณ์ที่รุนแรง เรียกว่า "อุปสมะ"  ธรรมะ ๒ ข้อนี้จึงเป็นทั้งหลักปฏิบัติหรือฝึกฝนตนเอง  และเป็นหลักประพฤติหรือแสดงออกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา  อย่างกรณีที่พระปุณณะจะเดินทางไปยังสุนาปรันตชนบทซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีแต่คนดุร้าย พระพุทธองค์จึงถามไล่เลี่ยงไปตามลำดับ  พอสรุปใจความได้ว่า  "ถ้าในกรณีมีคนมาด่า ก็ต้องคิดเสียว่าดีกว่าลงไม้ลงมือ  ถ้าเขาลงไม้ลงมือก็ดีกว่าเขาปาด้วยก้อนดิน  ถ้าเขาปาด้วยก้อนดินก็ดีกว่าตีด้วยท่อนไม้  ถ้าเขาตีด้วยท่อนไม้ก็ดีกว่าใช้อาวุธ  ถ้าเขาใช้อาวุธก็ดีกว่าฆ่าทิ้ง  ถ้าเขาฆ่าทิ้งก็ดีจะได้ไปจากร่างกายและชีวิตอันน่าอึดอัดเกลียดชังนี้"  เป็นการใช้ความสงบจากภายในแสดงออกมาสู่ภายนอก

            แม้วิธีการนี้จะเป็นรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับการแก้ปัญหาความรุนแรงในทางพระพุทธศาสนา  แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างพระปุณณะที่เป็นพระอรหันต์กับพระสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นเพียงปุถุชนความรู้สึกอาจมีไม่เท่ากัน  แต่มีสิ่งหนึ่งที่อาจถือเหมือนกันนั่นคือ "อุดมการณ์"  ในการประกาศธรรมของพระพุทธองค์เมื่อครั้นทรงส่งพระสงฆ์สาวกไปประกาศพระศาสนาใจความว่า  "พวกเธอจงเที่ยวจาริก  เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก  เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์" 

            เมื่อเราเห็นประโยชน์คนอื่นสำคัญ  พระเหล่านั้นย่อมจะทิ้งความสบายส่วนตัวและมองการแก้ปัญหาสังคมนั้นสำคัญเหนือสิ่งใด  จึงกลายเป็นที่ของการงาน "สัมมนาเชิงวิชาการเพื่อพัฒนางานในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้"  ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันนี้ ๑๘-๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘ โดยทั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม, ตัวแทนเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้, และพระผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย และพัฒนาพระนิสิตสู่อุดมการณ์พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม โดยกองกิจการนิสิตร่วมกับสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมสนับสนุน โดย สสส.  เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงานของพระธรรมทูตอาสาในพื้นที่กับนักวิจัยที่พยายามบูรณาการทรัพยาการเพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว  โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และศาลาสุวรรณบรรพต (หลวงพ่อโชคดี) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร และพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงามให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดรายการ


"มุมมองหลากหลายเพื่อเป้าหมายคือความสงบ"

            ในงานนี้ได้มีการบรรยายพิเศษโดยอาจารย์เจ้าคุณวิจิตรธรรมาภรณ์ ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ  ท่านได้เล่าถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในพื้นที่โดยเล่าถึงความเป็นมาพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า  เป็นโครงการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นโดยดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน เพื่อเพื่อปลุกจิตสำนึกให้พระสงฆ์ร่วมทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมพัฒนาทักษะและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและการทำงานเป็นหมู่คณะ โดยโครงการอบรมพระธรรมทูต ได้ดำเนินการแล้ว จำนวน ๔ รุ่น มีพระสงฆ์ผ่านการอบรมตามหลักสูตร จำนวนกว่า ๓๐๐ รูป โดยมีพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม พระวิทยากรประจำสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกันดำเนินงาน
 
            และให้กำลังใจทุกรูปได้ทำงานเพื่อปกป้องพระศาสนาให้มั่นคง  "...ในเมืองไทยเรามีข้อดีกว่าต่างประเทศมาก  วัดสามารถพัฒนาได้ เพราะมีกฎหมายรองรับ ...แต่พระก็ต้องเป็นกำลังหลักในพื้นที่  และอีกส่วนก็ต้องอาศัยการวิจัยให้ถูกต้องด้วย  ส่วนการจะวิจารณ์กันก็ควรให้ตรงหรือถูกตามธรรมด้วยเพื่อกระตุ้นให้ดำเนินการแก้ไขได้ถูกต้องและดีงาม ...เคยได้ยินพระในพื้นที่ท่านเล่าให้ฟังว่า  บางพื้นที่มีวัดร้างไม่มีพระเหลือเลย  แต่ก็มีโยมเข้าไปวัด ไปถวายอาหารพระพุทธรูปอยู่  ยิ่งทำให้สะเทือนใจ  และเราอย่างมองว่าพระพุทธรูปหรือวัดวาอารามเป็นแค่เพียงวัตถุ  เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมัยหนึ่งมีคนที่มีศรัทธาอันหยั่งลงลึกมากๆ จึงจะสามารถเสียสละทรัพย์หรือแรงกายเพื่อสร้างขึ้นมาได้  เราต้องช่วยกันรักษาให้ถึงที่สุด...."

            นอกจากนั้น  ยังมีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากพระในพื้นที่ เช่นว่า

            ๑.  การขาดอุดมการณ์  สมัยก่อนมีพระเถระอันเป็นที่น่าศรัทธาของทั้งพระและสามเณรรวมถึงฆราวาส  แต่พอท่านเหล่านี้เสียชีวิตไปทั้งตามอายุขัยหรือตามเหตุการณ์ความรุนแรง  พลอยทำให้เกิดความหวั่นไหวทางด้านศรัทธาหรืออุดมการณ์ของพระหนุ่ม เณรน้อย และฆราวาสญาติโยม

            ๒.  ขาดหลักธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี เช่น อปริหานิยธรรม สาราณียธรรม เป็นต้น 

            ๓. ขาดความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพระนอกพื้นที่ว่ามีความรุนแรงเพียงใด  หากภัยดังกล่าวรุกรามไปมากกว่าที่เป็นอยู่

            ๔. ขาดความรู้และความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเป็นจริง

            ๕.  พระและคนในพื้นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากนัก
ฯลฯ

            ตอนท้ายพระมหาสุทิตย์ อาภากโร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์กล่าวปิดท้าย  "เราควรมีท่าทีเป็นมิตรและมองคนอื่นในฐานะเพื่อน  นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา  และการทำงานผ่านงานวิจัยนี้  พระธรรมทูตอาสาต้องทำงานเหมือนหนอนที่รู้รายละเอียดในพื้นที่ก็เหมือนหนอนที่รู้ทุกส่วนของต้นไม้เป็นอย่างดี  ขณะที่พระอย่างผมหรือเจ้าคุณวิจิตรฯ เหมือนนกที่บินอยู่เหนือต้นไม้  ได้เห็นความเป็นไปโดยรอบ  และต้องบินจากต้นนี้ไปต้นนั้นอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องทำงานเชื่อมโยงปัญหาทุกส่วนทั่วประเทศ  ส่วนผู้บริหารคือพระเถระผู้ใหญ่ก็เหมือนเหยี่ยวที่ท่านจะได้วางวิสัยทัศน์ให้เรา  เหมือนเหยี่ยวที่มองได้อย่างกว้างไกล..."

            การสัมมนาในวันนั้นจึงเป็นไปแบบกัลยาณมิตร  แม้ปัญหาจะหนักและซับซ้อน แต่ด้วยการตั้งใจจึงทำให้เกิดมุมมองต่อปัญหาและแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนยิ่งขึ้น  เพื่อสร้างความสุขสงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง


"ก่อนจะรบต้องรู้ก่อนว่า ศัตรูที่แท้จริงคือใคร"

            แต่ก่อนเราจะสร้างความสงบให้เกิดขึ้น  ควรรู้ก่อนว่าเรากำลังรบอยู่กับหรือหรือกับอะไร?  เพลโต้นักปราชญ์ชาวกรีกเคยเสนอว่า  บ้านเมืองจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้นักคิดนักปรัชญาที่มีความรู้และความดีเป็นผู้นำ  หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นที่ปรึกษาของผู้นำ  แต่มักกลายเป็นว่าคนฉลาดมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของบ้านเมือง  ด้วยเขาเห็นว่า  เมื่อฝูงชนพากันเดินแออัดกันไปบนถนนที่กำลังเปียกชุ่มด้วยฝนที่กำลังตกลงมา  เมื่อเขาไม่อาจจะพูดให้คนเหล่านั้นกลับเข้าบ้านได้  จะต้องออกไปเปียกกับฝูงชนเหล่านั้นทำไม  ถ้าเขาไม่อาจแก้ไขความโง่ของผู้อื่นได้  ก็ต้องรู้จักรักษาตัวเองไว้ก่อนอย่างคนฉลาด 

            คนฉลาดแบบนั้นจึงเบื่อหน่ายต่อสังคมและหลบเลี่ยงสู่ที่สงบ  บำเพ็ญเพียรตามลำพัง  ไม่ใช่ว่าคนฉลาดเหล่านี้ไม่อยากช่วยเหลือสังคม  แต่ต้องยอมรับว่าบางทีสังคมก็เปลี่ยนคนฉลาดและคนดีไปมากต่อมาก  อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้มีงานเขียนที่วิเคราะห์ระบบการทำงานในเมืองไทยว่ากำลังเปลี่ยนแปลงความคิดของคนรุ่นใหม่  โดยดูได้ว่าก่อนที่จะเข้ามาทำงาน  คนเหล่านี้อาจมีอุดมการณ์เพื่อสังคมมากมาย  แต่พอทำงานนานวันเข้า  จะพบว่าคนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงความคิดไป  เริ่มหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองจนกลายเป็นข่าวการทุจริตคอรัปชั่นลุกลามไปทั่ว  จึงไม่แปลกว่าคนฉลาดและมีปัญญาจะถอยห่างจากระบบเหล่านี้แล้วมุ่งแสวงหาความสงบสุข  เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะดีพอที่จะเข้าไปแก้ไขได้หรือไม่  นั่นเป็นประเด็นปัญหาหนึ่งของคนดีทั้งหลาย

            แต่แม้การหนีนั้นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง  พระพุทธองค์เองก็เคยทรงกล่าวกับพระอานนท์ว่า "ปัญหาเกิดที่ใด ควรให้ปัญหานั้นสงบเสียก่อน แล้วจึงค่อยจากไป"  และเมื่อต้องการจะแก้ปัญหาแล้วก็ควรรู้ว่า  ศัตรูที่เรากำลังต่อสู้และเผชิญอยู่นี้อาจไม่ใช่เป็นมนุษย์คนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายนั้นฝ่ายนี้อย่างที่เราเข้าใจกันแต่แรก 

            แต่เป็น "กิเลส" ที่เปลี่ยนแปลงจิตใจของเราและเขาเหล่านั้นให้ผิดแปลกไปจากเดิม  พระพุทธองค์เองได้แนะการมองและสู้กับศัตรูคือกิเลสนี้ไว้เสมอๆ "พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะความไม่ดีด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ด้วยการให้  พึงชนะคนมักกล่าวคำเหลาะแหละด้วยคำสัตย์"  เพราะอาวุธภายนอกไม่อาจทำกำจัดกิเลสให้หมดไปได้  มีเพียงหลักธรรมเท่านั้นที่จะชนะอย่างแท้จริง

"}])