
พัฒนางานวิจัยเพื่อสังคมชาวพุทธในพื้นที่ชายแดนใต้
พัฒนางานวิจัยเพื่อสังคมชาวพุทธในพื้นที่ชายแดนใต้ : พระมหาดร.ขวัญชัย กิตฺติเมธี ป.ธ.๙ กลุ่ม "เพื่อชีวิตดีงาม" สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯวัดสระเกศ รานงาน
"พระสงฆ์กับงานรักษาพระพุทธศาสนาในพื้นที่เสี่ยงภัย"
“หากไม่มีพระสงฆ์ในพื้นที่ ชาวพุทธก็คงหมดที่พึ่ง ก็เชื่อได้ว่า พระพุทธศาสนาได้หมดไปแล้ว แม้วันใดวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธศาสนาจะหมดไปจาก ๕ จังหวัดชายแดนใต้ ก็ขอให้วันนั้น มีพระสงฆ์เดินออกจากพื้นที่เป็นคนสุดท้าย” โอวาทของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เมื่อครั้งเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา และสตูล ได้เข้ารับโล่เกียรติคุณ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๕ กลายเป็นหลักการสำคัญที่ทำให้เกิดการสานต่อปณิธานงานในรูปแบบของการรักษาพระพุทธศาสนาให้ยืนยงคงอยู่คู่พื้นแผ่นดิน
การทำงานเสี่ยงภัยแบบนี้ในสมัยพุทธกาลต้องการลักษณะพระที่มีบุคลิกลักษณะ ๒ อย่างคือ ๑. มีบุคลิกของผู้ฝึกฝนตนเองมาอย่างดีที่เรียกว่า "ทมะ" มีความอดทน อดกลั้นสูง และ ๒. มีความสงบหรือใจสงบนิ่งเมื่อเผชิญหน้าต่อเหตุการณ์ที่รุนแรง เรียกว่า "อุปสมะ" ธรรมะ ๒ ข้อนี้จึงเป็นทั้งหลักปฏิบัติหรือฝึกฝนตนเอง และเป็นหลักประพฤติหรือแสดงออกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหา อย่างกรณีที่พระปุณณะจะเดินทางไปยังสุนาปรันตชนบทซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนที่มีแต่คนดุร้าย พระพุทธองค์จึงถามไล่เลี่ยงไปตามลำดับ พอสรุปใจความได้ว่า "ถ้าในกรณีมีคนมาด่า ก็ต้องคิดเสียว่าดีกว่าลงไม้ลงมือ ถ้าเขาลงไม้ลงมือก็ดีกว่าเขาปาด้วยก้อนดิน ถ้าเขาปาด้วยก้อนดินก็ดีกว่าตีด้วยท่อนไม้ ถ้าเขาตีด้วยท่อนไม้ก็ดีกว่าใช้อาวุธ ถ้าเขาใช้อาวุธก็ดีกว่าฆ่าทิ้ง ถ้าเขาฆ่าทิ้งก็ดีจะได้ไปจากร่างกายและชีวิตอันน่าอึดอัดเกลียดชังนี้" เป็นการใช้ความสงบจากภายในแสดงออกมาสู่ภายนอก
แม้วิธีการนี้จะเป็นรูปแบบที่ชัดเจนสำหรับการแก้ปัญหาความรุนแรงในทางพระพุทธศาสนา แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างพระปุณณะที่เป็นพระอรหันต์กับพระสงฆ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่เป็นเพียงปุถุชนความรู้สึกอาจมีไม่เท่ากัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่อาจถือเหมือนกันนั่นคือ "อุดมการณ์" ในการประกาศธรรมของพระพุทธองค์เมื่อครั้นทรงส่งพระสงฆ์สาวกไปประกาศพระศาสนาใจความว่า "พวกเธอจงเที่ยวจาริก เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขแก่ทวยเทพและมนุษย์"
เมื่อเราเห็นประโยชน์คนอื่นสำคัญ พระเหล่านั้นย่อมจะทิ้งความสบายส่วนตัวและมองการแก้ปัญหาสังคมนั้นสำคัญเหนือสิ่งใด จึงกลายเป็นที่ของการงาน "สัมมนาเชิงวิชาการเพื่อพัฒนางานในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้" ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันนี้ ๑๘-๑๙ มีนาคม ๒๕๕๘ โดยทั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ กลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม, ตัวแทนเครือข่ายพระธรรมทูตอาสา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้, และพระผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย และพัฒนาพระนิสิตสู่อุดมการณ์พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม โดยกองกิจการนิสิตร่วมกับสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมสนับสนุน โดย สสส. เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการทำงานของพระธรรมทูตอาสาในพื้นที่กับนักวิจัยที่พยายามบูรณาการทรัพยาการเพื่อนำไปช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการจัดสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และศาลาสุวรรณบรรพต (หลวงพ่อโชคดี) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร และพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงามให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดรายการ
"มุมมองหลากหลายเพื่อเป้าหมายคือความสงบ"
ในงานนี้ได้มีการบรรยายพิเศษโดยอาจารย์เจ้าคุณวิจิตรธรรมาภรณ์ ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ ท่านได้เล่าถึงความสำคัญของการปฏิบัติงานในพื้นที่โดยเล่าถึงความเป็นมาพระธรรมทูตอาสา ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นโครงการส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันพระพุทธศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จัดขึ้นโดยดำริของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ภายใต้การดำเนินงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน เพื่อเพื่อปลุกจิตสำนึกให้พระสงฆ์ร่วมทำงานในพื้นที่เสี่ยงภัย พร้อมพัฒนาทักษะและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายและการทำงานเป็นหมู่คณะ โดยโครงการอบรมพระธรรมทูต ได้ดำเนินการแล้ว จำนวน ๔ รุ่น มีพระสงฆ์ผ่านการอบรมตามหลักสูตร จำนวนกว่า ๓๐๐ รูป โดยมีพระวิทยากรกลุ่มเพื่อชีวิตดีงาม พระวิทยากรประจำสำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ฯ และสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกันดำเนินงาน
และให้กำลังใจทุกรูปได้ทำงานเพื่อปกป้องพระศาสนาให้มั่นคง "...ในเมืองไทยเรามีข้อดีกว่าต่างประเทศมาก วัดสามารถพัฒนาได้ เพราะมีกฎหมายรองรับ ...แต่พระก็ต้องเป็นกำลังหลักในพื้นที่ และอีกส่วนก็ต้องอาศัยการวิจัยให้ถูกต้องด้วย ส่วนการจะวิจารณ์กันก็ควรให้ตรงหรือถูกตามธรรมด้วยเพื่อกระตุ้นให้ดำเนินการแก้ไขได้ถูกต้องและดีงาม ...เคยได้ยินพระในพื้นที่ท่านเล่าให้ฟังว่า บางพื้นที่มีวัดร้างไม่มีพระเหลือเลย แต่ก็มีโยมเข้าไปวัด ไปถวายอาหารพระพุทธรูปอยู่ ยิ่งทำให้สะเทือนใจ และเราอย่างมองว่าพระพุทธรูปหรือวัดวาอารามเป็นแค่เพียงวัตถุ เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมัยหนึ่งมีคนที่มีศรัทธาอันหยั่งลงลึกมากๆ จึงจะสามารถเสียสละทรัพย์หรือแรงกายเพื่อสร้างขึ้นมาได้ เราต้องช่วยกันรักษาให้ถึงที่สุด...."
นอกจากนั้น ยังมีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากพระในพื้นที่ เช่นว่า
๑. การขาดอุดมการณ์ สมัยก่อนมีพระเถระอันเป็นที่น่าศรัทธาของทั้งพระและสามเณรรวมถึงฆราวาส แต่พอท่านเหล่านี้เสียชีวิตไปทั้งตามอายุขัยหรือตามเหตุการณ์ความรุนแรง พลอยทำให้เกิดความหวั่นไหวทางด้านศรัทธาหรืออุดมการณ์ของพระหนุ่ม เณรน้อย และฆราวาสญาติโยม
๒. ขาดหลักธรรมที่ทำให้เกิดความสามัคคี เช่น อปริหานิยธรรม สาราณียธรรม เป็นต้น
๓. ขาดความตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในพระนอกพื้นที่ว่ามีความรุนแรงเพียงใด หากภัยดังกล่าวรุกรามไปมากกว่าที่เป็นอยู่
๔. ขาดความรู้และความเข้าใจต่อสถานการณ์ความเป็นจริง
๕. พระและคนในพื้นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหามากนัก
ฯลฯ
ตอนท้ายพระมหาสุทิตย์ อาภากโร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพุทธศาสตร์กล่าวปิดท้าย "เราควรมีท่าทีเป็นมิตรและมองคนอื่นในฐานะเพื่อน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา และการทำงานผ่านงานวิจัยนี้ พระธรรมทูตอาสาต้องทำงานเหมือนหนอนที่รู้รายละเอียดในพื้นที่ก็เหมือนหนอนที่รู้ทุกส่วนของต้นไม้เป็นอย่างดี ขณะที่พระอย่างผมหรือเจ้าคุณวิจิตรฯ เหมือนนกที่บินอยู่เหนือต้นไม้ ได้เห็นความเป็นไปโดยรอบ และต้องบินจากต้นนี้ไปต้นนั้นอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องทำงานเชื่อมโยงปัญหาทุกส่วนทั่วประเทศ ส่วนผู้บริหารคือพระเถระผู้ใหญ่ก็เหมือนเหยี่ยวที่ท่านจะได้วางวิสัยทัศน์ให้เรา เหมือนเหยี่ยวที่มองได้อย่างกว้างไกล..."
การสัมมนาในวันนั้นจึงเป็นไปแบบกัลยาณมิตร แม้ปัญหาจะหนักและซับซ้อน แต่ด้วยการตั้งใจจึงทำให้เกิดมุมมองต่อปัญหาและแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความสุขสงบให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้อีกครั้ง
"ก่อนจะรบต้องรู้ก่อนว่า ศัตรูที่แท้จริงคือใคร"
แต่ก่อนเราจะสร้างความสงบให้เกิดขึ้น ควรรู้ก่อนว่าเรากำลังรบอยู่กับหรือหรือกับอะไร? เพลโต้นักปราชญ์ชาวกรีกเคยเสนอว่า บ้านเมืองจะมีความสุขก็ต่อเมื่อได้นักคิดนักปรัชญาที่มีความรู้และความดีเป็นผู้นำ หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องเป็นที่ปรึกษาของผู้นำ แต่มักกลายเป็นว่าคนฉลาดมักจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการของบ้านเมือง ด้วยเขาเห็นว่า เมื่อฝูงชนพากันเดินแออัดกันไปบนถนนที่กำลังเปียกชุ่มด้วยฝนที่กำลังตกลงมา เมื่อเขาไม่อาจจะพูดให้คนเหล่านั้นกลับเข้าบ้านได้ จะต้องออกไปเปียกกับฝูงชนเหล่านั้นทำไม ถ้าเขาไม่อาจแก้ไขความโง่ของผู้อื่นได้ ก็ต้องรู้จักรักษาตัวเองไว้ก่อนอย่างคนฉลาด
คนฉลาดแบบนั้นจึงเบื่อหน่ายต่อสังคมและหลบเลี่ยงสู่ที่สงบ บำเพ็ญเพียรตามลำพัง ไม่ใช่ว่าคนฉลาดเหล่านี้ไม่อยากช่วยเหลือสังคม แต่ต้องยอมรับว่าบางทีสังคมก็เปลี่ยนคนฉลาดและคนดีไปมากต่อมาก อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้มีงานเขียนที่วิเคราะห์ระบบการทำงานในเมืองไทยว่ากำลังเปลี่ยนแปลงความคิดของคนรุ่นใหม่ โดยดูได้ว่าก่อนที่จะเข้ามาทำงาน คนเหล่านี้อาจมีอุดมการณ์เพื่อสังคมมากมาย แต่พอทำงานนานวันเข้า จะพบว่าคนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงความคิดไป เริ่มหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองจนกลายเป็นข่าวการทุจริตคอรัปชั่นลุกลามไปทั่ว จึงไม่แปลกว่าคนฉลาดและมีปัญญาจะถอยห่างจากระบบเหล่านี้แล้วมุ่งแสวงหาความสงบสุข เพราะไม่แน่ใจว่าตนเองจะดีพอที่จะเข้าไปแก้ไขได้หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นปัญหาหนึ่งของคนดีทั้งหลาย
แต่แม้การหนีนั้นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่แท้จริง พระพุทธองค์เองก็เคยทรงกล่าวกับพระอานนท์ว่า "ปัญหาเกิดที่ใด ควรให้ปัญหานั้นสงบเสียก่อน แล้วจึงค่อยจากไป" และเมื่อต้องการจะแก้ปัญหาแล้วก็ควรรู้ว่า ศัตรูที่เรากำลังต่อสู้และเผชิญอยู่นี้อาจไม่ใช่เป็นมนุษย์คนใดคนหนึ่ง หรือฝ่ายนั้นฝ่ายนี้อย่างที่เราเข้าใจกันแต่แรก
แต่เป็น "กิเลส" ที่เปลี่ยนแปลงจิตใจของเราและเขาเหล่านั้นให้ผิดแปลกไปจากเดิม พระพุทธองค์เองได้แนะการมองและสู้กับศัตรูคือกิเลสนี้ไว้เสมอๆ "พึงชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ พึงชนะความไม่ดีด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ด้วยการให้ พึงชนะคนมักกล่าวคำเหลาะแหละด้วยคำสัตย์" เพราะอาวุธภายนอกไม่อาจทำกำจัดกิเลสให้หมดไปได้ มีเพียงหลักธรรมเท่านั้นที่จะชนะอย่างแท้จริง



