
พบเงินคลองจั่นช่วยขยายธรรมกายต่างจังหวัด
ดีเอสไอพบเงินคลองจั่นช่วยขยายสาขาธรรมกายต่างจังหวัด บิ๊กตู่ขอคณะสงฆ์นัดสวดมนต์รู้ควรไม่ควร สุวพันธุ์เชื่อ31มี.ค.ไม่มา
30มี.ค.2558 พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล หัวหน้าชุดติดตามเส้นทางการเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด จากการสั่งจ่ายเช็คของนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯว่า พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกพระวิรัตน์ โตมา พระลูกวัดพระธรรมกายซึ่งเป็นอีกรูปที่รับเช็คบริจาคจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ สั่งจ่ายในชื่อพระวิรัตน์ มากกว่า 5 ฉบับ วงเงินประมาณ 70 ล้านบาท โดยพระวิรัตน์ รับทราบหมายเรียกและจะมาชี้แจงต่อพนักงานสบสวนดีเอสไอ ในวันอังคารที่ 7 เม.ย.นี้
เบื้องต้นพระวิรัตน์ ระบุเช่นเดียวกับพระวัดธรรมกายรูปอื่นๆที่มีชื่อรับเช็คว่า นำเงินไปใช้ในการสร้างศูนย์เยาวชนในต่างจังหวัด โดยส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นเช็ค แต่เมื่อเงินโอนเข้าบัญชีชื่อตนเองจึงได้นำไปสร้างศูนย์เยาวชน ปฏิบัติกิจกรรมของวัดพระธรรมกายในสาขาต่างจังหวัด
พ.ต.ท.ปกรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้ส่งชุดพนักงานสอบสวนลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อไปพบพระครูวิสุทธิ์ กาญจนกิจ ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวโยงกับเช็คสหกรณ์ฯเพื่อนำไปสร้างศูนย์เยาวชน และศาสนสถานวัดพระธรรมกายในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี สำหรับพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนเห็นพ้องว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกับพระธัมมชโยเพื่อกำหนดวันเวลาในการเข้าให้ปากคำ
แหล่งข่าวเปิดเผยว่า จากการติดตามเส้นทางการเงินของสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด ทำให้คณะพนักงานสอบสวน เริ่มเห็นโมเดลเส้นทางเงิน ที่มีความใกล้ชิดสัมพันธ์กันระหว่างนายศุภชัย ขณะดำรงตำแหน่งประธานสหกรณ์ฯ กับวัดพระธรรมกาย ซึ่งพบว่าวัดพระธรรมกายใช้เงินของสหกรณ์ฯในการขยายสาขาของวัดพระธรรมกายออกไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเช็คต่างๆที่โอนเข้าชื่อพระลูกวัดพระธรรมกายจะถูกคนของนายศุภชัยนำไปขึ้นเงิน และฝากเข้าบัญชีตามชื่อที่ระบุ
ด้าน ร.ต.อ.หญิงสุวณีย์ แสวงผล รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) กล่าวขณะนี้ปปง.ยังรอการประสานข้อมูลจากดีเอสไอถึงรายละเอียดการเข้าตรวจสอบการซื้อขายที่ดินระหว่างนายศุภชัยและน.ส.อลิสา อัศวโภคิน ทั้งนี้ปปง.จะต้องตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังโดยเฉพาะประเด็นที่นายศุภชัย โอนขายที่ดินหลายแปลงก่อนหน้าปปง.มีคำสั่งยึดอายัดทรัพย์
‘บิ๊กตู่’ขอคณะสงฆ์นัดสวดมนต์รู้ควรไม่ควร
ที่กระทรวงคมนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมหัวหน้าส่วนราชการและระดับกระทรวงและเทียบเท่า ครั้งที่ 2/2558 กรณีเครือข่ายพระสงฆ์กว่า 10,000 คน เตรียมจัดกิจกรรมชุมนุมที่ลานพระบรมรูปทรงม้า 31 มีนาคมนี้ หลังไม่เห็นด้วยกับมติสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ชุดนายไพบูลย์ นิติตะวัน ว่า “ท่านเป็นพระท่านต้องรู้ว่าอะไรควรไม่ควร ก็ถ้าท่านคิดว่าท่านเองไม่ได้ทำอะไรอย่างที่เขาว่า เขาเสนอปฏิรูปมาแต่ความจริงแล้วผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะปฏิรูปอะไรกันนักกันหนา เพราะสิ่งที่ควรตอนนี้คือ 1.ต่างคนต่างรับหลักการก่อนในขั้นต้น 2.ฝ่ายทรัพย์สินจะไปคุยกันเรื่องขึ้นทะเบียนให้เรียบร้อยมันก็แค่นั้นแหละ ตอนนี้อย่ามาสร้างปัญหาให้ผมแค่นี้มันก็เยอะแยะแล้ว”
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะส่งใครเข้าเจรจาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ต้องถามว่าเขาประท้วงเรื่องอะไร ถ้าประท้วงเรื่องปฏิรูป ถามต่อคือแล้วตอนนี้เขาทำหรือยัง ถ้ายังแล้วจะมาประท้วงกันทำไม ส่วนเรื่องการพูดคุยก็ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรับผิดชอบเจรจาพูดคุย
‘สุวพันธุ์’เชื่อคณะสงฆ์ไม่มาชุมนุม31มี.ค.
ที่อาคารสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พุทธมณฑล จ.นครปฐม ได้มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฎิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธาน โดยในช่วงก่อนการประชุมนั้น นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรณะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการศาสนา ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) พร้อมคณะเข้ากราบนมัสการ
นายสุวพันธุ์ กล่าวภายหลังเข้าสักการะกรรมการ มส. ว่า จุดประสงค์ที่ตนมาในวันนี้เพื่อเข้ากราบสักการะสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และกราบเรียนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ตลอดจนแนวทางการทำงานของรัฐบาลว่า หากจะดำเนินการเรื่องใด จะมีการปรึกษาหารือกับทางคณะสงฆ์อย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่หลายฝ่ายมีข้อกังวลเกี่ยวกับข้อศึกษาของนายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนานั้น ทางรัฐบาลกำลังรอผลการศึกษาดังกล่าวอยู่ จึง ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นใดๆ ได้ ซึ่งต่อไปหากได้รับรายงานข้อเสนอดังกล่าวแล้ว ก็จะนำมาหารือกับทางคณะสงฆ์อย่างเป็นทางการ
สำหรับประเด็นที่จะเครือข่ายคณะสงฆ์และฆราวาสว่า 10,000 รูป/คน จะเดินทางมาร่วมพิธีสวดมนต์ เจริญพระพุทธมนต์ ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าในวันที่ 31 มีนาคมนั้น ตนไม่ได้นำเข้าหารือกับ มส.แต่โดยส่วนตัวมองว่าพระสงฆ์คงจะไม่มา และขอกราบนมัสการท่านว่า ขอให้เป็นเรื่องของรัฐบาลที่จะทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ซึ่งจะมีการทำงานหลายเรื่อง ทั้งการพัฒนาของสงฆ์การแก้ไขกฎหมายหลายฉบับโดยต้องการรับฟังความคิดเห็นและการทำประชาพิจารณ์ควบคู่กันไปด้วย อีกทั้งคณะกรรมการชุดนายไพบูลย์ได้ยุติบทบาทไปแล้ว เหลือแต่รอผลการศึกษาจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวอย่างเป็นทางการ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของรองนายกรัฐมนตรีมีความเห็นเกี่ยวกับผลการศึกษาของคณะกรรมการปฏิรูปฯชุดของนายไพบูลย์ ที่เน้นย้ำการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดและพระสงฆ์อย่างไร นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ประการแรกเห็นว่า คณะสงฆ์มีพระธรรมวินัยกำกับอยู่แล้ว ส่วนจะมีวัดหรือพระองค์ใดที่จะปฏิบัติแตกต่างกันบ้างก็จะมีวิธีการปกครองของคณะสงฆ์สามารถดำเนินการปกครองกันได้ ซึ่งยังไม่ได้นำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม มส.แต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่ได้รับรายงานผลการศึกษาดังกล่าวจึงไม่สามารถตอบได้ ส่วนการมาของตนในวันนี้ ยืนยันว่า ไม่ได้ขอให้ยุติการเคลื่อนไหวในวันพรุ่งนี้ เพราะเป็นเรื่องของกิจการคณะสงฆ์เพียงแต่มารายงานประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทางพระพุทธศาสนา รวมถึงข้อห่วงใยเรื่องการสวดมนต์ อีกทั้งสถานที่ดังกล่าวก็มีการจัดงานกาชาดอยู่ ขณะเดียวกันก็ทราบมาว่าทางคณะสงฆ์เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี และขอให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ ซึ่งทราบว่าทุกฝ่ายมีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนาอยากให้พระพุทธศาสนามีความก้าวหน้าและได้รับความศรัทธา
“ขณะนี้ผมได้ยินว่า พระท่านคงไม่มากันแล้ว แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าท่านจะไม่มา เพียงแต่ตั้งความหวังว่าท่านจะไม่มาเฉยๆ และจะขอท่านว่า ท่านอย่ามา คิดว่า คณะสงฆ์ที่ต้องการมาสวดมนต์หรือมาให้ข้อคิดเห็นในวันพรุ่งนี้ ผมคิดว่าท่านมีความเข้าใจทุกอย่างดี ทั้งในส่วนของรัฐบาล กรรมการ มส. ซึ่งรัฐบาลก็รับทราบถึงข้อกังวลของคณะสงฆ์ที่มีการใช้คำรุนแรง วิพากษ์วิจารณ์ในที่ประชุม สปช.แล้ว ผมเองก็นั่งฟังอยู่ ทุกอย่างตอนนี้รัฐบาลรับมาดูแล และผมคิดว่า อยากให้คณะสงฆ์ทั่วประเทศเชื่อมั่นอยู่อย่างหนึ่งว่า รัฐบาลมีวิธีการทำงานและทำทุกอย่างให้ถูกต้องและเหมาะสม จะเกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีต่อพระพุทธศาสนา เพราะสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นสถาบันหลักของประเทศไทย จะทำอะไรต้องละเอียดรอบคอบ” นายสุวพันธุ์ กล่าว
ด้านพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาส ประธานคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกิจการศาสนา ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา สปช. กล่าวว่า ตนได้มากราบรายงานให้ที่ประชุมมส.ได้รับทราบถึงแนวทางการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการฯ ใน 5 ด้าน คือ1.ฟื้นฟูองค์กรศาสนา 2. การทำให้ศาสนาเชื่อมโยงถึงองค์กร บุคคลในสังคม 3.การเสริมสร้างศาสนสัมพันธ์ให้ศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างไม่มีความขัดแย้ง 4. นำหลักธรรมเข้าไปสู่สถานศึกษาซึ่งถือเป็นต้นกำเนิดของการปลูกฝังคน และ5.การใช้สื่อช่วยเผยแพร่ข้อมูลทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่จะมีการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องอะไรเกี่ยวข้องกับมหาเถรสมาคม(มส.) ซึ่งมีวินัยสงฆ์ พระจะดำเนินการเอง ทางเราไม่สามารถเข้าไปดำเนินการได้ เพียงแต่ทำหน้าที่ให้การสนับสนุน ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ที่จะมีการเสนอให้รื้อโครงสร้างของคณะสงฆ์ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ชุดนั้นไม่ใช่ชุดของตน คนละชุดกัน ชุดของตนฟื้นฟูกิจการพระพุทธศาสนา เรื่องของพระ ก็ต้องให้พระท่านเป็นผู้ดำเนินการ โดยชุดนี้เป็นชุดที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่มีการตั้งสปช.และจะทำงานจนสปช.หมดวาระ ถือเป็นคนละชุดกับชุดคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช.
“ช่วงที่มีการอภิปรายเกี่ยวกับรายงานผลการพิจารณาศึกษาการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ผมก็เห็นต่างไม่อยากให้มีการถ่ายทอดสื่อออกไป เพราะต้องยอมรับว่า หากพุทธศาสนิกชนและพระสงฆ์ฟังแล้วเกิดความไม่เข้าใจ ก็จะเกิดกระแสการต่อต้านเนื่องจากเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ต้องยอมรับว่า สปช.ทุกก็มีความฝ่ายเห็นต่าง โดยเฉพาะเรื่องของศาสนา ดังนั้น การฟื้นฟูศาสนา ต้องอาศัยความเมตตาต่อกัน ซึ่งคาดว่าในเร็วๆนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ จะเสนอแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูศาสนาทั้ง 5 ข้อ ต่อสปช.”พล.อ.เอกชัย กล่าว
‘ไพบูลย์’แนะเครือข่ายชาวพุทธใช้หลักเหตุผลโต้แย้ง
นายไพบูลย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายองค์กรชาวพุทธ เตรียมชุมนุมเจริญพระพุทธมนต์ ในวันที่ 31 มี.ค. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อข้อเสนอของการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ว่า หากเครือข่ายองค์กรชาวพุทธ ไม่เห็นด้วยกับผลการศึกษาหรือแนวทางปฏิรูป หรือมีข้อมูลที่เป็นรายละเอียดโต้แย้งควรทำอยู่บนหลักการมีเหตุและมีผล เช่น ทำเป็นรายละเอียดเพื่อโต้แย้ง หรือชี้แจงต่อสังคม รวมถึงทำบันทึกเพื่อเป็นข้อเสนอให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.)เพื่อพิจารณารายละเอียด ก่อนที่ ครม.จะดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อเสนอของคณะกรรมการฯ ไม่ใช่ออกมาชุมนุมเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยตามที่จะดำเนินการ เพราะกระบวนการที่เตรียมดำเนินการนั้นอาจสร้างความเสื่อมเสีย และกระทบองค์กรพุทธศาสนา
“รายงานของคณะกรรมการ รวมถึงความเห็นกรรมการต่อที่ประชุมถือเป็นการทำหน้าที่ฐานะ สปช. ที่มีหน้าที่พิจารณาประเด็นต่างๆ และนำเสนอแนวทางการปฏิรูปนั้นล้วนเป็นการศึกษาตามหลักวิชาการ ไม่ใช่เป็นการเจาะจง หรือโจมตีเฉพาะกับวัดใดวันหนึ่ง ทั้งนี้แนวทางการปฏิรูปที่เสนอนั้น ทางสปช. ไม่มีอำนาจดำเนินการ เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจคือ ครม. ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามวิถีชาวพุทธควรพิจารณาข้อเสนอ หรือแนวทางการปฏิรูปตามเหตุและผลเสนอเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานนั้น ส่วนรายละเอียดของแนวทางปฏิรูปศาสนานั้น เชื่อสังคมส่วนใหญ่เห็นด้วยและสนับสนุนให้ดำเนินการ” นายไพบูลย์ กล่าว



