
ความสุขมวลรวมประชาชาติภูฎานมุมมองอธิการบดีมจร
ความสุขมวลรวมประชาชาติ : พระพรหมบัณฑิต, ศ.ดร.อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในโอกาสรับอาราธนาเยือนประเทศภูฏาน วันที่ ๒๑ - ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๘
ขอเจริญสุขสวัสดีแด่ท่านสาธุชน ผู้ชม ผู้ฟัง ทุกท่าน ขณะที่นั่งบรรยายอยู่นี้ เป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ของวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘ สถานที่ก็คือเมืองพาโร (Paro) ประเทศภูฎาน (Bhutan) หรือ “ภู-ฐาน” เวลาเช้าอย่างนี้อากาศหนาวเย็น ในขณะที่บ้านเรานั้นเข้าสู่ฤดูร้อน แต่เนื่องจากว่าที่นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่เชิงเขาหิมาลัย พื้นที่เป็นภูเขาสูงทั้งหมด และแม้จะเป็นพื้นที่ราบแต่ก็ยังสูงกว่าระดับน้ำทะเลที่บ้านเราไม่ต่ำกว่า ๒ กิโลเมตร จึงทำให้อากาศหนาวเย็นและออกซิเจนเจือจาง โดยเฉพาะตอนขึ้นไปบนยอดเขาหรือที่สูงๆ ถ้าเดินเร็วๆจะหายใจไม่ทัน ถ้าให้สวดมนต์ทันทีอาจจะล่ม สวดต่อไปไม่ได้ ร่างกายต้องปรับตัว เข้าตำราที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” เพราะว่าอยู่ในที่สูงห่างจากระดับน้ำทะเล อากาศหนาวเย็นทีเดียว
เหตุที่เดินทางมาที่ประเทศภูฏานในครั้งนี้ ก็เพราะต้องมาตามคำอาราธนาของรัฐบาลประเทศภูฏาน โดยทางท่านประธานศาลสูงสุดหรือประธานศาลฎีกาของประเทศภูฏาน (Chief Justice of Bhutan) คือ ท่านเชอลิ่ง วังชุก (Dasho Tshering Wangchuk) พร้อมกับท่านอดีตประธานศาลฎีกาของประเทศภูฏาน คือ ท่านโสนัม ทับเก (lyonpo Sonam Tobgye) ได้ส่งจดหมายอาราธนาและเชิญคณะของทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้มาเยือนประเทศภูฏานอย่างเป็นทางการ คณะของเรารวม ๑๐ ชีวิตจึงได้ออกเดินทางจากประเทศไทยในเช้าของวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๘ โดยเดินทางมาอยู่ที่ประเทศนี้เป็นเวลา ๓ วัน
ในการเดินทางมาภูฏานนั้น ถ้าไม่มีการเชิญอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลภูฏานแล้วค่อนข้างจะต้องมีการเตรียมการมาก เพราะรัฐบาลประเทศนี้ไม่เปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวทั่วไปได้เข้ามา (มีรายละเอียดซึ่งจะเล่าต่อไป) เมื่อคณะของเราเดินทางมาจากสนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องบินได้ลงจอดที่สนามบินโกลกัตตา (Kolkatta airport) เมืองโกลกัตตา (Kolkatta) ไม่มีสายการบินอื่นเข้าประเทศภูฏานนี้ มีสายการบินของประเทศนี้เท่านั้น เพราะเหตุใดก็จะได้ทราบต่อไปอีกเหมือนกัน
เมื่อเดินทางมาแวะกลางทางที่โกลกัตตา และบินต่ออีกไม่ถึงชั่วโมงจากโกลกัตตามาถึงสนามบินแห่งเดียวที่สามารถรองรับสายการบินขนาดใหญ่ได้ คำว่าขนาดใหญ่ คือ เครื่องบินที่มีผู้โดยสารประมาณไม่เกิน ๑๕๐ คน สามารถนำเครื่องลงได้ เป็นเครื่องบินขนาดเล็กแต่ระดับนานาชาติมาลงที่สนามบินพาโร (Paro airport) เป็นสนามบินที่ค่อนข้างจะทำให้ผู้โดยสารตื่นเต้นเร้าใจเวลาจะลง เพราะว่าบินเลียบในหุบเหวในช่องเขาลงมา มันไม่มีทางอื่นเลย เวลาเครื่องบินร่อนลง เราจะเห็นด้านซ้ายก็ภูเขา ขวาก็ภูเขา เหมือนนั่งเครื่องบินอยู่ในแกรนด์ แคนยอน (Grand Canyon) บางคนบอกว่านั่งเครื่องบินเหมือนกับที่เห็นในหนังเจมส์ บอนด์ เครื่องบินก็วกไปวนมาในซอกเขา พอถึงสนามบิน กัปตันมีเวลาประมาณไม่เกิน ๑๐ หรือ ๑๕ วินาที พอเลี้ยวปุ๊บก็ลงจอดเลย ลงจอดในสนามบินที่ยาวเพียง ๒ กิโลเมตร เพราะอยู่ในหุบเขา ซอกเขา พื้นที่จำกัดมาก แต่ก็สามารถลงจอดได้ด้วยความเรียบร้อย ถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็ตอบว่าไม่มีสายการบินนานาชาติจากประเทศอื่นมาลงที่นี่เลย ไปเปิดสายการบินครั้งแรกที่ประเทศไทย เมื่อ ๒๐ ปีมาแล้ว โดยประเทศยอมเสียเปรียบคือ การบินไทยไม่บินมาลงที่เมืองพาโร แต่ว่าประเทศภูฏานบินไปประเทศไทยเป็นว่าเล่น ทำไมไทยถึงใจกว้าง ตอบว่า ทุกประเทศยอมเสียสละ ไม่ยอมบินมาหรอก เพราะอันตราย กัปตันที่จะมาลงที่นี่ได้ต้องมีความชำนาญในพื้นที่ ไม่ใช้เรดาร์นำเครื่องบิน ใช้สายตาและความชำนาญ เพราะฉะนั้นกัปตันที่ไหนก็ยอมแพ้
เมื่อเครื่องบินลงจอดโดยสวัสดิภาพแล้ว เราก็ได้รับการต้อนรับจากคณะผู้แทนของท่านประธานศาลฎีกา ซึ่งมาต้อนรับพวกเรา แนะนำเข้าสู่ที่พัก จากนั้นเราก็มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนที่ศาลฎีกา ซึ่งเป็นสำนักงานแห่งใหม่ สร้างขึ้นใหม่ โดยการสนับสนุนทุนจากรัฐบาลอินเดีย ได้ดำเนินการก่อสร้าง ซึ่งการก่อสร้างอาคารบ้านเมืองเป็นอย่างไรนั้น เดี๋ยวจะเอาไปเล่าในช่วงของความสุขมวลรวมของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายที่สะท้อนอยู่ในสถาปัตยกรรม อาคาร สถานที่ บ้านเมือง สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต ศาสนา ทุกสิ่งทุกอย่าง
ตอนนี้รัฐบาลประเทศภูฏานมีชื่อเสียงที่ดีไปในระดับโลกคือเวทีสหประชาชาติ (United Nations: UN) ว่าเป็นประเทศที่ใช้นโยบายเศรษฐกิจไม่เน้นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือ GNP (Gross National Product) แต่ใช้นโยบายความสุขมวลรวมของประเทศ ในประเทศนี้เขาเรียกว่า GNH (Gross National Happiness) ความสุขมวลรวมของประเทศ ใช้นโยบายนี้ไปประกาศในสหประชาชาติ ไปประกาศทั่วโลก หมายความว่า ความสุขสำคัญกว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว เศรษฐกิจเติบโตแต่คนไม่มีความสุขเขาถือว่าล้มเหลว โดยอะไรบ้างที่นำไปสู่ความสำเร็จของนโยบาย GNH หรือ Gross National Happiness นั้น ก็จะได้กล่าวในโอกาสต่อไป
ภูฏาน : ประเทศมังกรเหินฟ้า
เมื่อมาถึงประเทศนี้ มาทำความรู้จักกับประเทศภูฏานกันสักหน่อย ว่าทำไมเราจะต้องให้ความใส่ใจ สนใจ กับประเทศภูฏาน เหตุเพราะว่าเป็นประเทศที่เราเรียกกันว่า อาณาจักร หรือ ราชอาณาจักร ด้านพระพุทธศาสนา คนเกือบทั้งหมดของประเทศนี้นับถือพระพุทธศาสนามหายาน ถ้าเรียกกันในสมัยปัจจุบัน เรียกว่า วชรยาน คือ พระพุทธศาสนาสายทิเบต และประเทศนี้อยู่ตรงไหน ก็อยู่ใกล้กับทิเบต ด้านเหนือของประเทศภูฏาน ซึ่งประเทศนี้มีลักษณะทางภูมิศาสตร์เป็นพื้นที่ลาดเอียง ด้านภาคใต้เป็นพื้นที่ราบแล้วก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็น ๑ กิโลเมตร เป็น ๒ กิโลเมตร จนไปถึงพื้นที่สูงสุดในภาคเหนือประมาณ ๗ กิโลเมตร พื้นที่เป็นสโลปแบบเทเอียง ลาดเอียงอย่างนี้ จุดที่สูง ๗ กิโลเมตรเป็นดินแดนเชื่อมกับทิเบต กับจีนแผ่นดินใหญ่ ส่วนด้านใต้ ด้านตะวันตก ตะวันออก ติดกับประเทศอินเดีย ดังนั้น ประเทศภูฏานจึงถูกล้อมอยู่ด้วย ๒ ประเทศที่ยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรมคืออินเดียกับจีน เพราะฉะนั้นจะใช้ชื่อว่าอินโดจีนก็ไม่ผิด เพราะอยู่ระหว่างประเทศอินเดียกับประเทศจีน มีขนาดพื้นที่พอสมควร เท่าๆประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร หากแต่พลเมืองของประเทศท่านก็คงนึกไม่ถึงมีประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง มีเมืองหลวงชื่อเมืองทิมพู (Thimbu) มีคนประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด
ราชอาณาจักรนี้อยู่ที่เทือกเขาหิมาลัย มีชื่อว่า ภูฏาน บางทีก็เรียกว่า “ภู-ฐาน” คำว่า ภูฏาน หรือ “ภู-ฐาน” นี้ เป็นชื่อที่อิงกับภาษาสันสกฤต เรียกกันง่ายๆว่าคนอินเดีย คนอังกฤษที่ไปปกครองอินเดียสมัยโน้น เรียกประเทศแห่งนี้ หากแต่คนที่นี่เรียกประเทศตัวเองว่า ดรุ๊ก ยุล (Druk Yul) แปลว่า ประเทศมังกร มังกรเหินฟ้า คนอินเดียหรือคนอังกฤษ เรียกว่า ภูฏาน หรือ “ภู-ฐาน” ซึ่งมี ๒ ความหมาย คนไทยเรามักจะคุ้นชินกับคำว่า “ภู-ฐาน” หากแต่ที่นี่เราเรียกว่า ภูฏาน ซึ่ง ภู นี่คือ ภูเขา ฏาน คือ สถานที่ รวมแล้วคือ ประเทศที่มีสถานที่สูงเป็นภูเขา เรียกว่า “ภู-ฐาน” เราก็เชื่อแบบนี้ แต่พอมาถึงที่นี่มาฟังการออกเสียง คำอธิบายให้เป็นภูฏานก็แล้วกัน
ภูฏาน นั้นมาจาก ๒ คำก็คือ ภู ภูต หรือ โภต ซึ่งในสมัยโบราณเป็นชื่อเรียกคนทิเบต คนทิเบตเรียกชื่อประเทศตัวเองว่า โภต บวกกับคำว่า อันตะ ภาษาบาลีสันสกฤต หมายถึง ที่สุด รวมกันเป็นคำว่า โภตันตะ หรือ ภูตันตะ หมายถึง ขอบชายแดนสุดเขตของทิเบต ทั้งนี้ ในสมัยก่อนประมาณว่าตั้งแต่ ๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีก่อนนั้นดินแดนตั้งแต่ทิเบตลงมาจนถึงภูฏานเขาถือว่าเป็นดินแดนเดียวกัน ยังไม่มีการแบ่งแยกประเทศ ประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาแบบเดียวกัน บางคนตั้งข้อสงสัยว่า ภูฏานรับ พระพุทธศาสนามาจากไหน ตอบได้ว่ารับมาจากทิเบต แล้วทำไมพระพุทธศาสนาถึงได้อ้อมไปทิเบตซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ทางเหนือก่อนแล้วจึงค่อยลงมาถึงภูฏานซึ่งอยู่ทางใต้ ก็ต้องตอบว่า แท้ที่จริงแล้วในสมัยก่อนนั้นเขาเป็นดินแดนเดียวกัน เป็นอาณาจักรเดียวกัน ไม่ได้แบ่งแยกประเทศ เป็นดินแดนผืนเดียวกันมาจนสุดเขตด้านใต้ของประเทศภูฏานในปัจจุบัน จนกระทั่งภูฏานได้แยกตัวมาจากทิเบตตั้งประเทศอย่างเป็นทางการในภายหลัง
คนภูฏานตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ตามภูเขา ซึ่งเดินทางไปมาหาสู่กันลำบากยากแค้น ภูมิประเทศทุรกันดารมาก พลเมืองก็มีน้อย จึงตัวกันเป็นหมู่บ้าน เป็นเมืองเล็กๆ ไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ เป็นประเทศ นั่นก็คือสภาพย้อนกลับไปเมื่อ ๕๐๐ - ๖๐๐ – ๗๐๐ ปี จึงกล่าวได้ว่า ดินแดนที่เป็นภูฏานนี้ในสมัยโบราณก็อยู่ในอาณาจักรทิเบตนั่นเอง ดังนั้น เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่ไปถึงทิเบตเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑, ๑๒ หรือ ๑,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว พระพุทธศาสนาจึงได้ชื่อว่าพระพุทธศาสนาได้ไปถึงดินแดนภูฏานด้วย เมื่อกษัตริย์ทิเบตและประชาชนยอมรับนับถือ ชาวทิเบตที่นับถือพระพุทธศาสนาได้สร้างวัดในทิเบตขึ้นในราวพุทธศตวรรษ ๑๑,๑๒ หรือประมาณ ๑,๐๐๐ - ๑,๔๐๐ ปีมาแล้ว มีหลักฐานว่าการสร้างวัดในสมัยนั้นได้กระจายไปทั่วดินแดนทิเบต มีการสร้างวัดแบบทิเบตเมื่อ ๑,๐๐๐ ปีก่อนมาแล้วที่เมืองพาโรประเทศภูฏาน โดยคณะเดินทางจากมหาวิทยาลัยได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมเยือนวัดดังกล่าวในเย็นของวันที่ ๒๓ มีนาคม พบว่าเป็นวัดที่สร้างมากว่าพันปีมาแล้วเมื่อพระพุทธศาสนาไปถึงทิเบต หลังจากนั้นพระพุทธศาสนาจึงเผยแผ่มาจากอินเดียเข้ามาสู่ภูฏานโดยตรง โดยท่านคุรุปัทมะสัมภวะ (Kuru Padmasambhava) เป็นผู้นำพระพุทธศาสนาแบบตันตระ หรือวัชรยาน หรือมันตระยาน เข้ามาเผยแผ่ในภูฏาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ท่านปัทมะสัมภวะได้รับการนับถือเรียกได้ว่าน้องๆพระพุทธเจ้าทีเดียว ดังจะพบได้ว่าในอุโบสถต่างๆในประเทศนี้ นอกจากจะมีพระพุทธรูปแล้วยังมีรูปเคารพ คือ ท่านปัทมะสัมภวะ ประดิษฐานอยู่เรียงกัน ตรงกลางเป็นพระพุทธเจ้า ด้านซ้าย ด้านขวาเป็นท่านปัทมะสัมภวะและผู้ก่อตั้งราชอาณาจักรภูฏานให้เป็นอิสระแยกมาจากทิเบต เรียกว่าเป็นบิดาของราชอาณาจักรภูฏานก็ว่าได้
ในประวัติศาสตร์ภูฏานบันทึกว่าเมื่อประมาณ ๔๐๐ ปีมาแล้วมีลามะของทิเบตชื่อว่า ท่านซับดรุง งาวัง นัมกาล (Zhabdrung Ngawang Namgyal) ซึ่งท่านผู้นี้ถือว่าเป็นผู้ที่ได้รับการพยากรณ์ว่าเป็นลามะผู้ยิ่งใหญ่กลับชาติมาเกิด แต่ผู้ไม่ยอมรับท่านก็มี จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกัน จนต้องปลีกตัวออกมาอยู่ในภาคใต้ของทิเบต ซึ่งเป็นดินแดนของภูฏานในสมัยนี้ เมื่อท่านเดินทางมาถึงในสมัยนั้น บ้านเมืองยังกระจัดกระจายกันอยู่ ไม่ได้รวมกันเป็นพื้นที่ เป็นประเทศเดียวกัน เหมือนกับว่ามีผู้ยิ่งใหญ่อยู่หลายแห่ง แต่เมื่อท่านซับดรุง งาวัง นัมกาล มาถึง ท่านได้รับความเคารพนับถือว่าเป็นผู้มีการศึกษาดี เฉลียวฉลาด เป็นลามะผู้มีบารมี ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับและตั้งตนเป็นผู้นำ พอตั้งตนเป็นผู้นำท่านก็สร้างสิ่งที่เรียกกันว่า โซ่ง หรือ ซ่อง หรือ ซอง (Dzong) แล้วแต่จะเรียก ซองนี้เป็นปราสาท ถ้าหากเราดูรูปซองจะเหมือนกับปราสาทราชวังดีๆนี่เอง โดยมีกำแพงสูงหลายสิบฟุตล้อมรอบเป็นกำแพงสีขาว หลังคาเป็นสีออกแดงๆ ใส่หมวกให้บนหลังคา สีเหลือง หรือสีทอง อันหมายถึงราชวังทางศาสนา สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการปกครอง โดยมีกองทัพ มีพระ ทุกอย่าง สรุปแล้วสมัยต้นนี่เลียนแบบทิเบตนั่นเอง เหมือนกับดาไลลามะในสมัยก่อนที่เป็นทั้งพระเจ้าแผ่นดินเป็นทั้งพระสังฆราช
เมื่อท่านซับดรุง งาวัง นัมกาล มาถึงที่นี่จึงมีสถานะเป็นทั้งพระราชาทั้งพระสังฆราชอยู่ในตัวท่านเอง อยู่ในวังที่เรียกว่า “ซอง” ซองนี้จะมีทั้งส่วนที่เป็นกำแพงสูงป้องกันการโจมตีจากกองที่ตามไล่ล่าท่านคือกองทัพทิเบต ซึ่งทิเบตไม่ต้องการให้ท่านยิ่งใหญ่ไม่ต้องการให้ท่านเป็นอิสระ จึงส่งกองทัพมาโจมตีปราสาทของท่าน ซึ่งในปราสาทนี้จะมีส่วนที่ป้อมยาม มีศูนย์ที่เป็นราชการอยู่ข้างใน มีส่วนที่เป็นโบสถ์ เป็นกุฏิ มีที่พักอยู่ข้างในเบ็ดเสร็จเลย สามารถที่จะต่อสู้กับอริราชศัตรูได้ ท่านก็ประสบความสำเร็จในการขับไล่กองทัพทิเบตจนกระทั่งไม่มาตอแยท่าน ท่านจึงประกาศเอกราชตั้งเป็นประเทศภูฏานขึ้นมา
ประเทศภูฏานที่ว่านี่เป็นราชอาณาจักร มีศูนย์กลางการปกครองคือปราสาทหรือซอง โดยในปัจจุบันแบ่งออกเป็น ๒๐ จังหวัด ในแต่ละจังหวัดจะมีศูนย์การปกครอง คือ ปราสาทแบบนี้ทุกแห่งเลย คณะของเราได้มีโอกาสไปเยือนปราสาทที่ใหญ่ที่สุด สำคัญที่สุดของประเทศนี้ที่เมืองปุนะกา (Punaka) ในส่วนราชอาณาจักร ก็มีคณะเสนาบดีปกครองประเทศ คณะเสนาบดีจะเลือกกันเองทุก ๔- ๕ ปี ให้มีผู้นำ ทำหน้าที่เหมือนกษัตริย์ หรือนายกรัฐมนตรี มีชื่อตำแหน่งว่า เทส หรือ เทสี มีการดำเนินการปกครองระหว่างพุทธจักร กับอาณาจักร ในศูนย์บัญชาการ คือ ปราสาทหรือซอง เป็นอย่างนี้เชื่อมโยงกันทุกปราสาทในประเทศภูฏาน เป็นศูนย์บัญชาการประเทศ เหตุการณ์เป็นอย่างนี้เรื่อยมา เป็นอาณาจักรที่มี ๒ รัฐบาล คือ รัฐบาลคณะสงฆ์ดูแลเรื่องของศาสนา มี เจ เคนโป (Je Khenpo) หรือพระสังฆราชเป็นผู้นำ ซึ่งก็เลือกกันเองโดยคณะสังฆมนตรี คณะสังฆมนตรี ซึ่งมีไม่มาก ในปัจจุบันนี้มี ๖ รูปด้วยกัน คัดเลือกกันเองให้เป็นผู้นำ สมัยโบราณเป็นแบบนี้ ในฝ่ายบ้านเมืองก็เลือกกันเองให้เป็นเทสหรือเทสี เป็นอย่างนี้มาราว ๓๐๐ ปี
จนกระทั่งเมื่อประมาณ ๑๑๐ ปีที่ผ่านมา การที่มี ๒ ผู้นำและมีปราสาทอยู่ในที่ต่างๆทำให้เกิดการแบ่งอำนาจกัน เขาเรียกกันว่าคานอำนาจกัน กลุ่มปราสาทที่อยู่ในด้านภาคกลางก็มีอำนาจอยู่ในทางภาคกลางและภาคตะวันออก ส่วนทางตะวันตกซึ่งอยู่ในเมืองพาโรที่กำลังพูดอยู่นี่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้กุมอำนาจ จึงต่อสู้กันอยู่หลายสิบปี จนกระทั่งมีผู้ชนะ ซึ่งผู้ชนะเป็นผู้นำสูงสุดมีอำนาจกองทัพซึ่งเป็นสถาปนาราชวงศ์กษัตริย์ขึ้นมาเมื่อ ๑๑๐ ปีที่แล้ว ก็คือ ราชวงศ์วังชุก (Wangchuck) ราชวงศ์นี้มีปฐมกษัตริย์คือ กษัตริย์อูเกน วังชุก (Ugyen Wangchuck) ทรงครองอำนาจทั้งฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร ทุกฝ่ายต้องขึ้นตรงต่อกษัตริย์ผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน เราเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั่นเอง
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ ๑๑๐ ปีมาแล้ว ตรงกับปี พ.ศ. ๒๔๕๐ ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ในช่วงนั้นเป็นความจำเป็นที่จะต้องรวมศูนย์ ให้เกิดความมีเอกภาพของดินแดนนี้ เพราะอังกฤษมาปกครองอินเดีย อยู่ในภาคใต้ของภูฏาน กองทัพของอังกฤษก็ยึดดินแดนของภูฏานไปทีละน้อย ที่ราบตรงไหนปลูกข้าวปลูกพืชได้ดี อังกฤษก็ยึดไปเป็นอาณาจักรอินเดียซึ่งอังกฤษปกครอง ในส่วนภาคเหนือก็มีอิทธิพลของจีนซึ่งมาเกี่ยวข้องกับทิเบตคืบคลานบีบภูฏานเข้ามา ภูฏานในสมัยนั้นเพื่อความอยู่รอดจึงได้รวมอาณาจักรที่จะอยู่รอดภายใต้กษัตริย์องค์เดียวคือราชวงศ์วังชุก มีการสถาปนากษัตริย์ขึ้นเมื่อ ๑๑๐ ปีมาแล้ว และอังกฤษให้การรับรองสถาบันกษัตริย์นี้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ ของประเทศนี้คือ ๑๑๐ ปี มีกษัตริย์สืบสันติวงศ์มา ๕ พระองค์ รัชกาลปัจจุบันคือรัชกาลที่ ๕ ในราชวงศ์วังชุกที่ว่านี้ แสดงว่าสถาบันกษัตริย์นี้เกิดขึ้นมา ๑๑๐ ปีมาแล้วในยุคที่ประเทศกำลังเผชิญกับการล่าอาณานิคม ปรากฏว่านโยบายของกษัตริย์วังชุกในสมัยนั้น สามารถรักษาอธิปไตยเอกราชให้กับประเทศภูฏานไว้ได้ แม้ว่าอังกฤษได้เซ็นสัญญากับภูฏาน โดยอังกฤษที่ว่านี้หมายถึงอังกฤษที่มาปกครองอินเดียเซ็นสัญญากับภูฏานว่า นโยบายต่างประเทศอังกฤษต้องกำกับดูแล กิจการภายในประเทศก็เหมือนเป็นอิสระ เพราะฉะนั้น ในเวลาต่อมาเมื่ออังกฤษประกาศให้อินเดียเป็นเอกราชมีอิสรภาพขึ้นมา ภูฏานจึงเซ็นสัญญากับอินเดียอีกในลักษณะที่เป็นประเทศเอกราช แต่ในขณะที่ทางต่างประเทศก็ต้องฟังทางฝ่ายอินเดีย การสนับสนุนงบประมาณต่างๆต้องมาจากอินเดีย เพราะประเทศภูฏานนี้ไม่มีทางที่จะออกสู่ทะเล มีแต่ภูเขาล้อมรอบ จึงกล่าวได้ว่า นโยบายต่างประเทศของภูฏานนี้ก็อยู่ในกรอบที่เหมือนกับว่าเก็บตัวเงียบๆอยู่
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ กล่าวคือเมื่อ ๔๐ กว่าปีมาแล้ว รัชกาลที่ ๓ ของประเทศนี้สามารถทำให้ประเทศภูฏานเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ เป็นสมาชิกขององค์กรนานาชาติ และก็เปิดประเทศได้ นโยบายของประเทศไม่ได้หวือหวาในการที่จะเปิดประเทศ ค่อยๆเปิดรับชาวต่างชาติ เปิดการท่องเที่ยว เปิดการพัฒนา มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจขึ้นมา และแผนพัฒนาเศรษฐกิจของรัชกาลที่ ๓ นี้ ยังไม่ทันได้ประกาศดีก็มาถึงรัชกาลที่ ๔ ซึ่งรัชกาลที่ ๔ ได้กำหนดนโยบายของการพัฒนาประเทศว่าไม่ได้เน้นเรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว พัฒนาด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม เรียกนโยบายนี้ในสมัยรัชกาลที่ ๔ ว่านโยบายพัฒนาประเทศแบบความสุขมวลรวมของประเทศ (Gross National Happiness : GNH) นั่นเอง เพราะฉะนั้นความสุขมวลรวมของประเทศจึงพัฒนาจากสังคม วัฒนธรรม เคียงคู่กับทางเศรษฐกิจ
เมื่อเรามาถึงประเทศนี้จะเห็นได้ว่า การพัฒนาประเทศในลักษณะอย่างนี้ ไม่ได้ละทิ้งรากเหง้าของประเทศ ซึ่งถือว่าประเทศภูฏานนี้เป็นประเทศที่มีสิ่งแวดล้อม สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเป็นภูเขา เป็นปราการที่กั้นเพื่อป้องกันการรุกรานจากภายนอกให้รักษาเอกราชอธิปไตยมาได้ สืบต่อทางวิถีชีวิต ทางวัฒนธรรม อันต่อเนื่องกันมา มีภาษาเป็นของตัวเอง มีพุทธศาสนา คือ วัชรยาน ฉะนั้นเมื่อเรามาถึงดินแดนประเทศนี้ ตั้งแต่วันแรกเราก็จะเห็นสถาปัตยกรรมของภูฏาน มีการรักษาไว้อย่างชัดเจน เรียกกันว่า บ้าน ร้านค้า ตลาด จะก่อสร้างขึ้นมา รัฐบาลในเมืองหลวงหรือทุกเมือง เขียนเป็นเทศบัญญัติว่าสูงได้ไม่เกิน ๔ -๕ ชั้น โดยเฉพาะหน้าต่างต้องมีกรอบที่เป็นศิลปะงดงามของชาวภูฏาน จะมีกรอบหน้าต่างทำด้วยไม้ มีลวดลายวิจิตรงดงาม ทาสีสวยงาม ถามว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ทั้งบ้านทั้งตลาด ร้านต่างๆ เขาบอกว่า ใครจะสร้างบ้านตรงไหนอย่างไรต้องขออนุญาตจากรัฐมนตรี เทศมนตรี แม้จะสร้างวัด ก็ต้องกำหนดเป็นแผนก่อสร้างไว้หมด เมื่อเราไปเยือนที่ศาลฎีกาของประเทศนี้ จึงเห็นการก่อสร้างที่สวยสดงดงาม ทั้งการออกแบบ และที่สำคัญเมื่อได้พบกับท่านประธานศาลฎีกา ปรากฏว่าท่านอธิบายได้เองว่า สถานที่นี้หมายถึงอย่างนี้ หมายถึงอย่างนั้น อันนี้เป็นภาพของท่านซับดรุงผู้ก่อตั้งประเทศ ผู้ก่อตั้งกฎหมาย ซึ่งมีกฎหมายทางฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายพุทธจักร ทั้งสองฝ่ายนี้ใช้บังคับคนในประเทศเหมือนกัน ก็หมายความว่าคนภูฏานเคารพกฎหมายบ้านเมืองด้วย และเคารพหลักศีลธรรมเหมือนกฎหมาย โดยเปรียบการลงโทษของกฎหมายบ้านเมืองเหมือนกับแอกที่มาใส่บ่า ยิ่งทำผิดแอกยิ่งหนัก หมายความว่า โทษมันหนักขึ้น ส่วนกฎหมายของฝ่ายศาสนา ซึ่งเป็นกฎศีลธรรมเหมือนกับผ้าไหม ผ้าไหมมาผูกเป็นปมมันดูนุ่มไม่มีการลงโทษที่รุนแรง แต่สามารถกำกับประชาชน เหมือนเอาผ้าไหมผูกคนเข้าด้วยกัน สามารถอธิบายได้ดีว่าสอง กฎหมายต้องไปด้วยกัน
เพราะฉะนั้น ประธานศาลฎีกาก็ดี อดีตประธานศาลฎีกาก็ดี ต่างจึงศึกษากฎหมายในพระศาสนา ตั้งแต่ในประเทศนี้ก็คือ พุทธศาสนาแบบวัชรยาน พร้อมกับนิมนต์พระสงฆ์และผู้นำในประเทศที่มีพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทที่มีระบบวินัยในพระไตรปิฎกมาช่วยกันคิดว่าระบบวินัย หรือกฎหมายที่เป็นเหมือนผ้าไหมในพระบาลีพระไตรปิฎกแบบเถรวาทนั้นเป็นอย่างไร เป็นเหตุให้ศาลฎีกาสนใจจะไปศึกษาพระวินัยและศีลในประเทศไทย จึงนิมนต์และเชิญพวกเราในฝ่ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในขณะเดียวกันทางมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยก็เชิญท่านประธาน ศาลฎีกา ท่านอดีตประธานศาลฎีกาและคณะ ไปที่ประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคมฉลองวิสาขบูชาโลก เพื่อปรึกษาหารือกับผู้นำชาวพุทธ ธรรมนูญหรือรัฐธรรมนูญแบบพุทธควรจะเป็นอย่างไร กฎหมายแบบพุทธในพระพุทธศาสนาจะเป็นอย่างไร เพื่อมาประยุกต์ใช้ในประเทศภูฏาน
กล่าวได้ว่า เมื่อมาที่นี่แล้วนักกฎหมายทั้งหลายพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ประเทศภูฏานพึ่งมีรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๑ นี่เอง เมื่อ ๗-๘ ปีที่ผ่านมา ทำให้มีการเลือกตั้ง มีสภาผู้แทน แยกอำนาจกันหลังจากที่กษัตริย์รัชกาลที่ ๔ ได้สละราชบัลลังก์ ปัจจุบันนี้รัชกาลที่ ๕ คือ กษัตริย์จิกมี วังชุก เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญปกครองของประเทศนี้ เมื่อไม่ถึง ๑๐ ปีที่ผ่านมา เรียกว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่ในก่อนหน้าที่สมัยรัชกาลที่ ๔ มีระบบรัฐสภาอยู่แล้ว ในพฤตินัยก็ถือว่าเป็นระบบเลือกตั้ง ฉะนั้นในรัฐธรรมนูญที่ร่างกันใหม่นี้ ผู้ที่เป็นคนออกแบบและร่างรัฐธรรมนูญก็คืออดีตประธานศาลฎีกา ท่านโสนัม ทับเก ซึ่งถือว่าเป็นปรมาจารย์ด้านกฎหมาย และมีความสนใจอยากจะได้คำสอนด้านวินัยในพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกของเถรวาท และหลักคำสอนในวัชรยาน เป็นกฎแบบพุทธ เพราะว่าเขาไม่ต้องการจะทิ้งรากเหง้าทางพระพุทธศาสนาที่ซับดรุง งาวัง นัมกาล ได้ทำเอาไว้เมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว อะไรที่บรรพบุรุษได้สร้างได้ทำเขาจะสืบต่อ
ดังนั้น เมื่อไปที่ศาลฎีกา ทางประธานศาลฎีกาจึงได้พูดถึงเรื่องศาสนา เรื่องคำสอน และเมื่อมาพบกับอดีตประธานศาลฎีกาซึ่งตอนนี้แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่เป็นผู้ที่ได้รับการนับถือจากนักกฎหมาย นักการเมืองในประเทศนี้ จึงได้แลกเปลี่ยนกันในเรื่องของกฎหมายในพระพุทธศาสนา ท่านกระตือรือร้นในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยในวันแรกที่มาเยือนเราจะพูดถึงเรื่องการประยุกต์คำสอนในพระพุทธศาสนา ในด้านกฎหมายนำมาประยุกต์ใช้ในการสร้างกฎหมายของบ้านเมือง ในประเทศที่ได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนาตรงๆ อย่างภูฏานนี้ เป็นเรื่องที่เราจะต้องดำเนินการต่อไป มีความฝันถึงขั้นรัฐธรรมนูญแบบพุทธ นี่คือความฝันของท่านอดีตประธานศาลฎีกา น่าจะฝันดังๆไปถึงประเทศไทยด้วย
ส่วนนี้เรียกกันว่าเราได้เห็นบุคคลสำคัญที่ได้ไปศึกษาไปเรียนจบจากยุโรป จากอเมริกามา เชี่ยวชาญชำนาญไม่ใช่แค่ศาสตร์สมัยใหม่ แต่รู้พุทธธรรมล้ำลึกในส่วนที่ประยุกต์ในการปกครองบ้านเมืองสามารถที่จะอ้างคำสอนในคัมภีร์ อ้างคำสอนของท่านซับดรุง งาวัง นัมกาล ได้ จึงถือว่าคนนี่คือศูนย์กลางในการพัฒนา ต่อให้เราสร้างบ้าน สร้างเมืองให้สวยสดงดงาม มีสิ่งแวดล้อมที่ดี สภาพแวดล้อม จะไม่เห็นสิ่งสืบเนื่องที่มีอัตถะสาระสำคัญใด ถึงแม้เราจะบอกว่าประเทศนี้มีโบสถ์ มีวิหาร มีวิถีชีวิต มีอะไรต่างๆที่เป็นพุทธ แต่หากคนไม่ศึกษาพระพุทธศาสนามันจะหายไปหมด พระพุทธศาสนาจะถูกกลืนจากคำสอนอื่นๆไปหมด จะเหลือแต่เปลือก น่าดีใจที่ในภูฏาน ผู้นำของประเทศศึกษาเรียนรู้พระพุทธศาสนา ทั้งท่านทั้งหลายที่เป็นนักบวชก็ช่วยกันเทศนาสั่งสอน ทำให้รากเหง้าหรือรากฐานของวัฒนธรรมยังอยู่
ในวันที่สองการมาเยือน เมื่อเดินทางถึงเมืองทิมพู (Thimpu) ซึ่งเป็นเมืองหลวงอีกเหมือนกัน คณะสงฆ์สมัยก่อนอยู่ที่ปูนากาซึ่งคือเมืองหลวงแต่โบราณมา มาสมัยนี้เมื่อถึงฤดูหนาวตั้งแต่พระสังฆราชลงมาจะไปอยู่ที่ปราสาทเมืองปูนาคา ๖ เดือน พอถึงหน้าร้อนก็จะย้ายไปอยู่ที่เมืองทิมพูอีก ๖ เดือน ในช่วงนี้เป็นฤดูหนาว ดังนั้นเมื่อจะไปพบผู้นำทางศาสนาในประเทศภูฏาน เราจึงต้องเดินทางจากทิมพูเมืองหลวงไปยังเมืองหลวงเก่าคือปูนาคา ในการเดินทางด้วยรถยนต์นี้ต้องขึ้นเขาระยะทาง ๑๒๐ กิโลเมตร ใช้เวลา ๓ ชั่วโมง เส้นทางกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
ในภูฏานนี้เมืองจะอยู่บนหุบเขา และต่ำสุดจะเป็นแม่น้ำสายใหญ่ๆ เยอะทีเดียวในประเทศนี้ ต้นน้ำอยู่ในทิเบต หิมะละลาย ฝนตกลงมา ไหลตามลำธารตามตรอกซอกเขา สร้างบ้านสร้างเมืองริมแม่น้ำ ไปที่ทิมพูเราจะ เห็นแม่น้ำ ที่เมืองพาโรเราก็เห็นแม่น้ำ ที่แคบๆดั่งที่ว่าเครื่องบินลงที่พาโรยากนั่นแหละ ไปที่เมืองปูนากาเราจะเห็นแม่น้ำ ๒ สาย เขาเรียกว่าแม่น้ำสตรี แม่น้ำบุรุษ ๒ สาย มาบรรจบกันทำให้เกิดแหลมขึ้น เป็นดินแดนที่ยื่นที่แม่น้ำโอบขึ้นมาบนปลายแหลม ตรงปลายแหลมนี่แหละได้มีการสร้างซองคือป้อมปราการที่ยิ่งใหญ่ ตั้งแต่สมัยผู้นำประเทศเมื่อ ๔๐๐ ปีมาแล้ว เป็นปราสาทราชวังขนาดใหญ่ มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเยือนมีบันไดไม้ให้ปีนขึ้น ซึ่งบันไดไม้นี้ถ้ามีอริราชศัตรูมา ก็สามารถชักออกได้ด้วย และสู้กับข้าศึกศัตรู ปีนบันไดไม้เข้าไปที่ป้อม เข้าไปในวัด สูงหลายสิบฟุต สี่สิบฟุต พอเราเข้าไปข้างในจะเรียกว่าหอคอยหลังแรก หอคอยแห่งนี้เมื่อเข้าไปจะเห็นบริเวณลานกว้างขวางด้วยเป็นที่พักของข้าราชการ ได้สนทนากับท่าน แลกเปลี่ยนกัน ซึ่งท่านมีวิทยาลัย ซึ่งมีโรงเรียนของพระ ผู้ที่อาศัยเรียนประมาณ ๓๐๐ รูป มหาวิทยาลัยต้องไปเรียนที่เมืองหลวงคือทิมพู
ในระบบการปกครองคณะสงฆ์ มีตำแหน่งสังฆราชที่เรียกว่า เจ เคนโป เป็นประมุข มีคณะสังฆมนตรี ๕ รูป ซึ่งแบ่งกันเป็นสังฆมนตรีว่าการปกครอง ว่าการศึกษา ว่าการเผยแผ่ รวมกันเป็น ๖ รูป เหมือนกับมหาเถรสมาคมปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งในประเทศภูฏานนี้มีพระทั่วประเทศประมาณ ๗,๐๐๐ – ๘,๐๐๐ รูป อาจจะมีพระอิสระที่ไม่ได้สังกัดคณะสงฆ์ เรียกว่าโพธิสัตว์ คือปฏิบัติเองเหมือนพระอีกประมาณ ๑,๐๐๐ รูป รวมแล้วประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป ฉะนั้นการปกครองคณะสงฆ์ที่เรียกว่าพุทธจักรของเขาจึงมีรูปแบบการปกครองแบบเป็นระบบ เมื่อได้พบกับผู้นำสงฆ์ที่ปูนาคาจึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและมีการเชื่อมโยงกันว่าในอนาคตอาจจะส่งพระมาเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต่อจากนั้นได้ชมภายในปราสาทซึ่งมีศิลปะที่งดงาม มีที่พัก มีห้องสวดมนต์ และมีหอคอยตรงกลางสูงสุดซึ่งใครก็ขึ้นไม่ได้นอกจากสังฆราชและพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้นที่จะขึ้นไปได้ ตรงนั้นเป็นที่เก็บศพของท่านซับดรุง งาวัง นัมกาล ผู้ก่อตั้งประเทศเมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว และชาวภูฏานเชื่อว่าท่านเพียงเข้าสมาธิ ท่านยังไม่สิ้นชีพ ฉะนั้น เมื่อมีการแต่งตั้งพระสังฆราชใหม่ ก็ต้องไปกราบข้างบน เวลาสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่จะต้องขึ้นไปรับผ้าคล้ายๆผ้าคลุมสีเหลืองที่ข้างบนนั้นด้วย จึงจะได้เป็นกษัตริย์ ฉะนั้นสถานที่ตรงนี้จึงมีความสำคัญเหมือนวัดพระแก้วในประเทศไทย เพียงแต่ประเทศไทยไม่มีพระอยู่ แต่ที่ภูฏานนี้ ซองคือปราสาทที่เมืองปูนาคานี้เป็นสถานที่ที่มีพระอยู่ รวมทั้งร่างอันสงบนิ่งของผู้ก่อตั้งประเทศด้วย
ฉะนั้น พิธีในการราชาภิเษกที่เราได้ข่าวว่ามีการสถาปนากษัตริย์ ล้วนทำพิธีที่ปราสาทนี้ทั้งนั้น เป็นศูนย์บัญชาการประเทศ เป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศภูฏาน เราได้มีโอกาสมาเยือนวัดรอบๆ สิ่งแวดล้อมในวัดที่สวยสดงดงาม รักษาได้อย่างดี แม้กระทั่งสะพานไม้ขนาดใหญ่ที่ใช้ข้ามแม่น้ำมายังตัวปราสาทก็สวยงามคงทน มีน้ำที่ใสสะอาด มีปลาเค้าตัวใหญ่ๆ ไม่มีใครมาจับ มาตกเบ็ด ฆ่าสัตว์ อยู่กันตรงนั้นนาน ได้เห็นวิถีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติในประเทศที่เราเดินทางผ่านไปแล้วจึงเชื่อได้ว่า ประเทศนี้รักษามรดกทางวัฒนธรรม มรดกทางธรรมชาติ ทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี
เมื่อเราได้ชมสถานที่ศักดิ์สิทธ์แล้วก็มาดูวิถีชีวิติของชาวบ้านบ้าง ซึ่งจะเห็นวิถีชาวบ้านที่เราเดินทางมาเป็นร้อยกิโลผ่านมา ในระหว่างทางกำลังก่อสร้างถนน แต่บังเอิญวันอาทิตย์เครื่องจักรจอดนิ่งอยู่ ก็ถามผู้ที่เกี่ยวข้องว่าทำไมไม่ก่อสร้างล่ะ รถเครื่องจักรจอดนิ่งอยู่ทำไม เขาก็ตอบว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ ให้หยุดงานทุกคนเลย วันเสาร์ก็หยุดงาน ประชาชนในภูฏานให้หยุดงาน โดยเฉพาะกรรมกรผู้ใช้แรงงานหยุดงานในวันเสาร์ วันอาทิตย์ เพื่อที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว เป็นหนึ่งในนโยบายให้เกิดความสุขมวลรวมของประเทศ ความสุขมวลรวมของประเทศไม่ได้เกิดจากการทำงาน ท



