พระเครื่อง

‘ไพบูลย์’หวังวิกฤติพุทธยกระดับสังคมไทย

‘ไพบูลย์’หวังวิกฤติพุทธยกระดับสังคมไทย

25 มี.ค. 2558

‘ไพบูลย์’หวังวิกฤติพุทธยกระดับสังคมไทย ‘สงกานต์’จี้ผ่านวธ.เปิดเผยมติมส.ปี2542

               เมื่อวันที่ 25มี.ค.2558 ที่โรงแรมเซนทรา ศูนย์ราชการและคอนเวชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ นายวีระโรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง“นโยบายการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมสู่การปฏิรูปสังคมไทย”ในงานสัมชชาคุณธรรมประเทศไทย ครั้งที่7 ว่า การขับเคลื่อนคุณธรรม จริยธรรมในสังคมไทยถือเป็นงานที่ทำยาก ต้องใช้เวลาจึงเห็นผล และไม่สามารถประเมินออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ได้ แต่ผลที่เกิดขึ้นจะสะท้อนในทุกมิติ ทั้งเรื่องการพัฒนาประเทศ ในมิติการทำมาหากิน การดำรงชีวิต รวมถึงมิติการเมืองด้วย ทั้งนี้จากการรวบรวมปัญหาคุณธรรม จริยธรรม พบว่าคนไทยห่างไกลศาสนามากขึ้น จะใช้วัดเฉพาะตอนประกอบพิธีเท่านั้น ไม่ได้นำหลักศาสนามาอยู่ในวิถีชีวิตจริง รวมถึงทำอะไรตามใจโดยไม่ดูกฏระเบียบ เนื่องสังคมไทยในปัจจุบันให้ความสำคัญกับวัตถุนิยม คือชื่นชมคนมีอำนาจ คนรวย ไม่ใส่ใจเรื่องคุณความดีที่มีอยู่ในตัวคน ถือเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนคุณธรรม จริยธรรมให้เกิดขึ้นเป็นสังคมคุณธรรมโดยเร็ว

               “ผมคิดว่าสังคมคุณธรรมควรประกอบด้วย 8 หลักการ คือ 1.ต้องเป็นสังคมแห่งความเป็นธรรม จึงมีคุณธรรมเกิดขึ้นได้2.ต้องเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์ 3.พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น ตามหลักศาสนาหรือการรณรงค์อื่นๆ 4. ต้องมีสันติภาพ และใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแต่ละกรณีได้ 5.ความเข้าใจตระหนักและอนุรักษ์ในความหลากหลายทางวัฒนธรรม 6.การมีสัมมาชีพ และมีเศรษฐกิจพอเพียง 7.สังคมเกื้อกูลไม่ทอดทิ้ง และ8.ชุมชนท้องถิ่นและประชาสังคมต้องมีความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตามในส่วนของเรื่องคุณธรรม จริยธรรม นั้นรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนและดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยประกาศค่านิยมหลักคนไทย12ประการ ให้ประชาชนได้ตระและนำไปประพฤติปฏิบัติ และรัฐบาลยินดีสนับสนุนภารกิจของสมัชชาและกลุ่มเครือข่ายทุกองค์กร โดยหวังว่าจะมีมิติและแนวคิดใหม่ๆ ให้รัฐบาลไปปฏิบัติต่อไป

               นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็กเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาคุณธรรม จริยธรรมรุนแรง และเรื้อรังมาก เพราะแฝงอยู่ในพฤติกรรม วัฒนธรรม และวิถีชีวิตมากมาย โดยมาจากสาเหตุสังคมไทยเป็นวัฒนธรรมอุปถัมภ์ เห็นแก่พวกพ้อง ประโยชน์ของตนหรือใกล้ตนมากกว่าวัฒนธรรมที่เน้นจิตสำนึกสาธารณะ ซึ่งวัฒนธรรมอุปถัมภ์เชื่อมโยงกับปัญหาทุจริต ประพฤติมิชอบ ซึ่งเป็นด้านหนึ่งของคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ที่รัฐต้องพัฒนาระบบกลไก กติกา ปราบปรามอีกมาก ซึ่งนอกเหนือจากการไปคาดหวังกลไกของรัฐสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องทำควบคู่กันไปคือต้องสร้างพลังพลเมือง เพื่อติดตามตรวจสอบ เอาจริงกับการปราบปรามทุจริต เพราะพลังพลเมืองสำคัญมาก เพราะจะทำให้พลังของรัฐทำงานได้อย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามสิ่งที่สมัชชาคุณธรรรมดำเนินการเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณธรรม จริยธรรม ธรรมาภิบาลของชาติ

               ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การที่จะให้เยาวชนตระหนักรู้ถึงคุณธรรม จริยธรรมนั้น ผู้นำการเมือง ผู้นำสังคมไทยต้องเป็นตัวอย่างที่ดี โดยเยาวชนจะได้ดูว่าผลของการไม่รักษาไว้ซึ่งคุณธรรมของบุคคลดังกล่าวจะถูกเปิดเผยอย่างไร ซึ่งคิดว่าหากเยาวชนได้รับรู้ก็จะมีจิตสำนึกในการเห็นคุณค่าของการเป็นบุคคลที่ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรม และในอนาคตสังคมไทยก็จะยกย่องผู้มีคุณธรรม ส่วนผู้ไม่มีคุรธรรมแม้จะร่ำรวยเพียงใด มีอำนาจมากเพียงใดก็จะไม่ได้รับการเคารพจากคนไทยที่ทรงคุณธรรม

               “เรื่องกิจการพระพุทธศาสนาหรือการสอนพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนาถือว่าเป็นพระธรรมที่ส่งเสริมความมีคุณธรรมชั้นสูงสุด ซึ่งผมหวังว่าวิกฤติที่เกิดขึ้นในกิจการพระพุทธศาสนาจะกลายเป็นโอกาสที่จะยกระดับเรื่องคุณธรรมของสังคมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธ เกี่ยวเนื่องกับการไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ให้ดีขึ้น และเรียกสังคมกลับคืนมาสู่ทุกค่านิยมหลักคนไทยทั้ง 12ประการ”นายไพบูลย์ กล่าว

 

'สงกานต์'ยื่นหนังสือผ่านวธ.ให้เปิดเผยมติมส.ปี2542

               ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ได้มีพุทธศาสนิกชนเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประมาณ 30 คน นำโดยนายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายฯ ได้เข้ายื่นหนังสือ ที่ พิเศษ/2558 พร้อมแนบเอกสารที่ระบุลายมือชื่อพุทธศาสนิกชน จำนวน 129 คน ถึงนายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัด วธ. เพื่อร้องทุกข์ไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีนายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา(ศน.) เป็นผู้แทนมารับหนังสือ ซึ่งตอนหนึ่งของหนังสือดังกล่าว ได้ร้องขอให้นายกรัฐมนตรี มีการสั่งการหรือประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อการรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับกรณีวัดพระธรรมกาย ตามมติมหาเถรสมาคม(มส.) ที่ 101/2542 ว่าในการประชุมของมส.ในครั้งนั้นมีมติเช่นไร นอกจากนี้ในการประชุมมส.ครั้งที่ 10/2542 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2542 และตามมติที่ประชุมมส. ที่ 101/1/2542 เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2542 ก็มีมติเรื่องวัดพระธรรมกาย ซึ่งทั้งหมดโดยพยานหลักฐานดังกล่าวข้างต้น อยู่ในความครอบครองของสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม กรมการศาสนา (ขณะนั้น) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.)

               นายสงกานต์ กล่าวภายหลังการยื่นหนังสือว่า ตนได้นำหนังสือดังกล่าวเข้ายื่นต่อสำนักงานเลขานุการสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยแล้ว และผู้ที่มีรายชื่อทั้งหมดนี้ก็ต้องการให้นายกรัฐมนตรี และประธานคมช. มีบัญชาหรือสั่งการให้บุคคลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้แถลงหรือเปิดเผยมติมส.ดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อมิให้เกิดความสับสนและเคลือบแคลงสงสัยต่อการกล่าวหาของบรรพชิตกับบรรพชิต หรือบรรพชิตกับคฤหัสถ์ ดังเช่นกรณีที่นำมวลชนออกมาเคลื่อนไหวดังที่ตกเป็นข่าวทางสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อพระเถระผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเจ้าคณะปกครองตามลำดับชั้น ตลอดจนเป็นที่เสียหายต่อสถาบันพระพุทธศาสนาอย่างร้ายแรง

               “ผมอยากให้เกิดความปรองดองในหมู่พุทธศาสนิกชนตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ไม่อยากให้เกิดความแตกแยกมากกว่านี้ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องทำความจริงให้ปรากฎต่อสาธารณชนและสื่อมวลชนโดยเร็ว และอีก 15 วันจากนี้ ผมจะมาติดตามความคืบหน้ากับท่านปลัดกระทรวงวัฒนธรรม” นายสงกานต์ กล่าว

 

"}])