
ธรรมชาติของความคิด
ธรรมชาติของความคิด : ธรรมะยู-เทิร์น โดยอิทธิโชโต
ชาวโลกทั้งปวงต่างมีความคิดต่างไปจากความคิดผู้อื่น
ชาวโลกทั้งปวงต่างมีความคิดอยู่ในใจของตนเอง
สรรพสัตว์ทั้งหลายต่างมีความคิดเฉพาะตัว
คนเราจึงไม่ควรตกอยู่ในอำนาจความคิดของใคร
(ตักการิยชาดก ขุ.ชา. ๒๗/๑๘๙๔)
การภาวนานั้นไม่ยาก แต่ยากตรงที่ต้องทำให้ต่อเนื่อง คือต้องขยัน ต้องเอาใจใส่ ไม่ต่างจากที่เราไปทำงาน ไปเรียนหนังสือ หลักการภาวนาก็เหมือนกัน ถ้าเราเห็นคุณค่าแล้ว ต่อให้มีอุปสรรคแค่ไหน เราก็จะภาวนา
การภาวนาคือ การเจริญสติ สมาธิ และปัญญาตามลำดับจนจิตปล่อยวางความคิด ไม่ยึดมั่นในความคิด แต่ใช้สติรู้มัน เท่าทันมัน ให้สักแต่ว่ารู้ความคิดเฉยๆ ไม่ต้องไปตามความคิด ความคิดเกิดขึ้นมันก็จะผ่านมันไปเอง เมื่อมันเกิดขึ้น ก็จะตั้งอยู่และดับไปเองตามธรรมชาติของความคิด
เมื่อธรรมชาติของความคิดเป็นอย่างนี้ เรารู้เท่าทันมัน เราก็ไม่ตามมัน เมื่อจิตไม่ไปตามความคิด จะไปตามอะไร
มันจะไปตามสิ่งที่จะให้ยึดให้เกาะ ก็คือการภาวนาของเรานั่นเอง
เพราะจิตรู้ว่าไปตามความคิดไม่มีประโยชน์ เหมือนเด็กไปนอกบ้าน ไปเอาปัญหานอกบ้านเข้ามาในบ้าน ก็ทำให้พ่อแม่เป็นทุกข์ เช่นกัน เมื่อจิตไปเอาความคิด เอาอารมณ์เข้ามา ก็เป็นทุกข์ จิตก็เดือดร้อน เมื่อเข้าใจมันแล้ว เราก็จะไม่ให้จิตไปข้างนอก หรือไปข้างนอกก็ไม่สนใจแล้ว จิตมันก็จะไปเกาะสิ่งที่เราต้องการให้ทำ คือ คำบริกรรม เหมือนกับว่าถ้าเราอยู่บ้าน ก็ถูบ้าน ซักผ้า ทำให้บ้านสะอาด เช่นเดียวกับการบริกรรม เมื่อบริกรรมไปเรื่อยๆ จิตนิ่งก็เกิดความสงบของมันเอง
ดังนั้นให้เรากลับมาอยู่กับคำบริกรรมมากขึ้น เพื่อให้จิตมีที่เกาะมีที่ยึดเหนี่ยว
การเห็นคุณค่าของการภาวนานั้น ขึ้นอยู่กับคนๆ นั้นว่า เขาเห็นทุกข์ในสังสารวัฏหรือยัง เห็นภัยในสังสารวัฏมากแค่ไหน ถ้าคนเห็นภัยแล้ว เขาก็จะพิจารณาได้ว่า ดูสิ เราทำงานมาตั้งกี่ปีแล้ว ปล่อยจิตปล่อยใจไปกับโลกตลอดเลย ๓๐-๔๐ ปีแล้ว ลองหันกลับมาดูเรื่องจิตใจบ้าง มาแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีในตัวเองดู
คือ คนเราต้องมีจุดเริ่มต้นที่จะหันมาสนใจ หรือเห็นคุณค่าของการภาวนาเสียก่อน เหมือนอย่างพระพุทธองค์ และครูบาอาจารย์เราที่ได้พบเห็น ก็น้อมนำมาเป็นแบบอย่าง
พระพุทธเจ้า เกิดมาในพระราชวัง ด้วยบารมีญาณของท่านที่ได้สั่งสมมาในอดีตชาติมีต้นทุนอยู่แล้ว เมื่อมาในชาติสุดท้าย ประสูติในพระราชวัง มีทุกอย่าง พระองค์ก็ทำกิจของพระองค์จนมีพระมเหสี มีพระโอรส ขณะเดียวกันพระองค์ก็ดำเนินจิตตภาวนาไปด้วย โดยอาศัยอานาปานสติ ซึ่งการภาวนานี้ได้ฝังอยู่ในจิตใจของพระองค์มาตลอด พออายุ ๒๙ ชันษา พระองค์ก็หนีออกบรรพชา
ส่วนเราๆ คนทำงาน ไม่ต้องหนีครอบครัวไปไหน เพราะพระพุทธเจ้าท่านพบทางแล้ว และนำมาบอกเราไว้มากมายในพระไตรปิฎก เมื่อเราเห็นคุณค่าว่าการภาวนาสำคัญกับชีวิต เราจะเริ่มศึกษา และฝึกฝนตนเอง



