พระเครื่อง

'ธัมมชโย'ส่อยื้อยาวพบดีเอสไอ

'ธัมมชโย'ส่อยื้อยาวพบดีเอสไอ

11 มี.ค. 2558

'ธัมมชโย' ส่อเลื่อนยาวพบดีเอสไอ เล็งส่งพระลูกวัดให้ปากคำแทน 26 มี.ค.นี้ ขณะที่ศิษย์เก่าธรรมกายโผล่ร้องขอ ตร.คุ้มกัน ผวาเป็นเป้า หลังเดินหน้าแฉ

 
                            11 มี.ค. 58  ความคืบหน้าคดีการติดตามเส้นทางการเงินที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด นำเงินที่ยักยอกจำนวนกว่า 800 ล้านบาทมาบริจาคให้แก่วัดพระธรรมกาย โดยก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ออกหมายเรียกพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และพระสงฆ์ในวัดที่มีรายชื่อเป็นผู้รับเช็คมาให้ปากคำ ซึ่งในส่วนของวัดพระธรรมกายยังไม่มีใครเข้าพบแต่อย่างใด
 
                            ล่าสุด นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์” กรณีพระธัมมชโยขอเลื่อนเข้าให้ปากคำต่อดีเอสไอ ว่า เนื่องจากพระธัมมชโยอาพาธ และเอกสารหลักฐานตั้งแต่ปี 2552-2553 มีระยะเวลานานต้องใช้เวลาในการค้นหา รวมทั้งต้องประสานขอเอกสารกับธนาคาร ทั้งนี้ ได้ประสานกับดีเอสไอว่าต้องการเอกสารเส้นทางการเงินอะไรบ้าง และถ้าวันที่ 26 มีนาคม พระธัมมชโยยังไม่พร้อม เช่น เอกสารหลักฐานไม่พร้อม หรือยังมีอาการอาพาธ ก็จะต้องนำเอกสารหลักฐานมายื่นขอเลื่อนต่อดีเอสไออีกครั้ง
 
                            ส่วนกรณีที่นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด นำเงินมาบริจาควัดพระธรรมกาย ทำให้สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ฟ้องร้องเพื่อขอให้คืนเงินนั้น นายสัมพันธ์ กล่าวว่า จะนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 16 มีนาคมนี้ ส่วนเส้นทางการเงิน การรับเช็ค นั้น พระธัมมชโยจะไม่รับทราบ โดยบอกว่า ไม่เคยเห็นเช็ค อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ได้ประสานกับดีเอสไอว่า จะพาเจ้าหน้าที่การเงินที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำก่อนได้หรือไม่ เพราะเวลามีญาติโยมนำเช็ค หรือเงินมาถวายก็ใส่ซองมาถวาย ท่านจะไม่เห็นเงิน พอรับซองถวายเงิน จะมีเจ้าหน้าที่การเงินซึ่งเป็นพระเก็บใส่กล่อง แล้วไปดำเนินการนำเงินเข้าบัญชี ซึ่งดีเอสไอยินดีที่จะให้พาพระที่รับผิดชอบด้านการเงินเข้าให้ปากคำก่อนวันที่ 26 มีนาคม
 
                            เมื่อถามว่า ยืนยันว่าหลวงพ่อได้รับเช็คจากนายศุภชัยทั้งหมดกี่ฉบับ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า ถ้าเช็คที่ระบุในนามพระราชภาวนาวิสุทธิ์ 7 ฉบับ และสั่งจ่ายในนามวัดพระธรรมกาย 6 ฉบับ รวมเป็น 13 ฉบับ วงเงินทั้งหมด 684 ล้านบาท
 
 
 
เรียก 'พระมนตรี' แจงรับเช็ค
 
 
                            พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล หัวหน้าชุดติดตามเส้นทางการเงินวัดพระธรรมกาย กล่าวถึงกำหนดออกหมายเรียกตัวพระมนตรี สุดาภาโส บุคคลที่มีชื่อรับเช็คจากนายศุภชัย มาให้ปากคำ ว่า เนื่องจากมีความผิดพลาดเกี่ยวกับกำหนดตารางนัดเข้าให้ปากคำ โดยพระมนตรี มีกำหนดเข้าให้ปากคำในวันที่ 12 มีนาคม จึงติดต่อผ่านทางทนายความเพื่อเร่งประสานหมายเรียกไปยังพระมนตรี โดยได้รับแจ้งว่า จำวัดอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อว่าจะเดินทางมาให้ปากคำหรือไม่ ส่วนหมายเรียก นายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล นั้นทราบว่า นายสถาพร ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนชุด พ.ต.ท.ยุทธนา แพรดำ ไปแล้วเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา 
 
                            อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้ให้เวลานายสถาพร กลับไปเตรียมเอกสารหลักฐานให้พร้อมก่อนเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน 2 ชุดพร้อมกัน เนื่องจากต้องชี้แจงทั้งในการรับเช็คส่วนตัว และเช็คเข้าบัญชีบริษัทด้วย โดยนายสถาพร จะติดต่อถึงกำหนดวันให้ปากคำในภายหลัง ส่วนการสอบปากคำกลุ่มนิติบุคคล ขณะนี้มีความคืบหน้าสามารถสอบปากคำแล้วเสร็จ 10 บริษัท จาก 38 บริษัท โดยในวันที่ 13 มีนาคมนี้ จะประชุมคณะพนักงานสอบสวนประจำสัปดาห์เพื่อแจ้งความคืบหน้าการดำเนินคดีต่อไป
 
 
 
'อดีตพระวัดพระธรรมกาย' ขอ ตร.คุ้มครอง
 
 
                            เมื่อเวลา 13.30 น. กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นพ.ดร.มโน เลาหวณิช ประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิชีวันตารักษ์ อดีตพระเมตตานันโท พระวัดพระธรรมกายรุ่นแรกเดินทางเข้าแจ้งความต่อ ร.ต.ท.ธิติ เปฏะพันธุ์ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ให้ดำเนินคดีกับผู้ดูแลเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา และข้อหานำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลปลอมหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ ในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หรือประชาชนโดยนำเอกสารที่เป็นข้อความจากเฟซบุ๊กดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน
 
                            นพ.ดร.มโน กล่าวว่า มาพบพนักงานสอบสวน บก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะพระที่เขียนเรื่องหมิ่นประมาทครอบครัว ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชัง ทั้งที่ได้ออกมาพูดความจริงเกี่ยวกับคดีวัดพระธรรมกายว่า มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรบ้าง จึงอยากขอให้ตำรวจ บก.ป. จัดกำลังตำรวจคุ้มครองในฐานะพยานปากสำคัญในคดีวัดพระธรรมกาย
 
                            "สำหรับข้อมูลต่างๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาทผมอยู่ในเฟซบุ๊ก ซึ่งใช้คำพูดที่รุนแรงเข้าข่ายหมิ่นประมาทว่า ผมตั้งแต่เด็กไล่มาจนกระทั่งมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งไม่เป็นธรรมเป็นการโจมตีโดยใช้อารมณ์ใช้เรื่องเท็จมาทำให้เกิดความเกลียดชัง"
 
                            อดีตพระวัดธรรมกาย กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่มีคดีของวัดพระธรรมกายก็ได้รับการตักเตือนจากผู้ใหญ่หลายคนให้ระวังตัว เพราะกำลังตกเป็นเป้าของการโจมตี จึงต้องร้องทุกข์ขอความเป็นธรรม เพราะไม่เช่นนั้นแล้วประเทศจะกลายเป็นที่อยู่ของผู้มีอำนาจ โดยใช้อำนาจในทางมิชอบ ที่ผ่านมาเคยบวชที่วัดพระธรรมกาย โดยเป็นกรรมการอาวุโสของวัด เป็นคนที่ใกล้ชิดกับเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาส ส่วนผลประโยชน์ที่ได้รับจากวัดนี้อย่างมากก็ได้รับทุนไปเรียนในต่างประเทศ
 
                            "เหตุที่ต้องสึกออกมาเพราะรับไม่ได้กับความไม่ชอบมาพากล ตอนนั้นผมได้เขียนหนังสือเรื่องเหตุเกิด พ.ศ. 1 ก็กลายเป็นหนังสือที่นักวิชาการชอบมาก เพราะเป็นการค้นประวัติพระพุทธเจ้าตั้งแต่ก่อนปรินิพพานกระทั่งปฐมสังคยานา หนังสือนี้ถูกคณะสงฆ์แบน โดนที่ประชุมสงฆ์สั่งห้ามไม่ให้พระสังฆาธิการทั้งในและต่างประเทศรับผมเข้าไปอยู่ในวัด จึงหาวัดอยู่ไม่ได้อยู่พักใหญ่ เนื่องจากมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนั้น"
 
 
 
สมาชิกสหกรณ์ครูแห่ถอนเงิน
 
 
                            เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ จ.นครราชสีมา ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 1 (สพป.นม.1) ประจำเดือนมีนาคม นายออน กาจกระโทก ที่ปรึกษา นายทอง วิริยะจารุ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา ได้ขออนุญาตชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการแชร์ข้อความพร้อมแสดงความคิดเห็นในโซเชียลมีเดีย ระบุว่า นายทอง พร้อมกรรมการบริหารสหกรณ์ชุดที่ 54 นำเงินของสมาชิกไปลงทุนกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทำให้สูญเงิน 550 ล้านบาท ส่งผลให้สมาชิกทั้งหมด 2.4 หมื่นคน เสียผลประโยชน์เฉลี่ยรายละ 23,000 บาท นอกจากนี้ยังมีข้อความโจมตีทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสื่อมวลชนทุกแขนงได้เสนอข่าวปัญหาทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดเครื่องหมายคำถามใครจะรับผิดชอบเงินกว่า 550 ล้านบาท
 
                            นายออน ชี้แจงว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นองค์กรประเภทสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลทางการศึกษา มีสมาชิกจำนวน 24,513 คน ถือว่ามากที่สุดในประเทศไทย แต่จากผลกระทบของกระแสข่าวดังกล่าว ทำให้สมาชิกที่ฝากเงินออมทรัพย์ส่วนหนึ่งได้มาถอนเงินออกเฉลี่ยวันละหลายสิบล้านบาท โดยในวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา มียอดถอนเงินออกวันเดียว 68 ล้านบาท จึงจำเป็นต้องรีบออกมาสยบกระแสข่าว เพราะหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนานอาจมีปัญหาเกี่ยวกับสภาพคล่องทางการเงิน
 
                            นายออน กล่าวต่อว่า ปี พ.ศ. 2554 - 2555 สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมาได้ลงทุนโดยฝากเงินออมทรัพย์กับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำนวน 3 ครั้ง รวม 650 ล้านบาท เนื่องจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เสนออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.5 ต่อปี สูงกว่าสถาบันการเงินอื่นๆ โดยช่วงแรกการจ่ายดอกเบี้ยเดือนละกว่า 1 ล้านบาท และการชำระเงินต้นงวดแรก 120 ล้านบาท เป็นไปตามเงื่อนไข ไม่เคยผิดนัดแต่อย่างใด กระทั่งหลังครบกำหนดการชำระเงินต้น และดอกเบี้ยทั้งหมด ต่อมาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 กรรมการบริหารมีมติให้โอนเงิน 530 ล้านบาท ตามที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เสนออัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.75 ต่อปี ซึ่งเป็นการลงทุนเงินฝากออมทรัพย์ในงวดที่ 4 โดยชำระดอกเบี้ย และเงินต้นสม่ำเสมอ แต่ต่อมาการบริหาร สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีปัญหา ทำให้ผิดนัดชำระเงิน และดอกเบี้ย รวมยอดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน 543,845,684 ล้านบาท 
 
                            "ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการติดตามทวงหนี้ตามกระบวนการ ไม่ได้เพิกเฉยแต่อย่างใด ขอยืนยันปัญหาดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน การทำธุรกรรมทุกประเภท ยังคงเดินหน้าตามระบบ มีความเสถียรภาพดังเดิม"
 
 
 
 
 
"}])