
วงสัมมนาม.มหิดลหนุนตั้งอนุก.ก.ช่วยงานมส.
สรุปวงสัมมนาม.มหิดลเห็นด้วยตั้งอนุก.ก.ช่วยงานมส. หวั่นไทยพุทธรับไม่ได้กับภาพพระนิกายอื่นมีเมียได้เช่าหอพักอยู่ร่วมกับฆราวาสหลังเปิดเออีซี แนะออกกฎหมายจัดระเบียบ
๔มี.ค.๒๕๕๘ นายปฐมพงษ์ โพธิ์ประสิทธินันท์ อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดลและเลขานุการมูลนิธิ ๑๐๐ พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวรานุสรณ์ ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ตามที่มูลนิธิ ๑๐๐ พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวรานุสรณ์ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม สัมมนาในหัวข้อ "รัฐบาลควรจะอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างไรในยุคเออีซี?" ที่สถาบันวิจัยภาษาและ วัฒนธรรมเอเซีย มหาวิทยาลัยมหิดลเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น มีข้อสรุปหลายประเด็น เนื่องจากมีผู้แสดงความคิดเห็นมาให้พิจารณามาก จึงได้สรุปเนื้อหาในประเด็นสำคัญได้ดังนี้
๑.ในยุค AEC จะมีคณะสงฆ์จากต่างประเทศหลายกลุ่มนิกายเข้ามาเนื่อง จากประเทศไทยกำลังเป็น ศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาในภูมิภาคอาเซียน พระสงฆ์บางกลุ่มอาจจะมีภรรยาได้ บางกลุ่มอาจจะเช่าหอพักอยู่ร่วมกับฆราวาส เนื่องจากไม่มีที่พักอย่างเพียงพอ บางกลุ่มอาจจะแสดงกิริยาอาการอื่นๆ ไม่เหมาะสมแก่สมณสารูปเช่นเที่ยวเดินห้างหรือเรี่ยไรเงิน หรืออาจจะไม่มีลงอุโบสถ กรรมตามวิสัยของพระรัฐบาลควรจะเสนอมหาเถรสมาคมพิจารณาออกกฎหมายหรือแก้กฎหมายเพื่อให้สามารถจัดการนักบวชจากนิกายอื่นๆ เหล่านี้ซึ่งอาจมีอาจาระไม่เหมาะสมด้วย
๒.พระราชบัญญัติคณะสงฆ์มีความสมบูรณ์อยู่แล้วในเชิงเนื้อหาปัญหาที่พบอยู่ขณะนี้ก็คือรัฐบาลไม่สามารถดูแลให้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร กฎกระทรวง ระเบียบ คำสั่ง ประกาศอันว่าด้วยคณะสงฆ์ ฯลฯ นำไปใช้ปฏิบัติให้บังเกิดผลจริง เช่น คำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่องห้าม พระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ.๒๕๓๘ ซึ่งประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๘๓ ตอนที่ ๑ วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๓๘ ปัจจุบันนี้ ก็มีพระสงฆ์เข้าไปคลุกคลีการเมือง ซึ่งควรจะต้องเสนอให้ มหาเถรสมาคมตั้งคณะวินัยธรขึ้นพิจารณาความเหมาะสมทุกกลุ่ม สรุปก็คือโดยภาพรวมคณะ สงฆ์มีพระราชบัญญัติ ระเบียบ คำสั่งและประกาศที่เหมาะสมแล้ว เพียงแต่ขาด ประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้เท่านั้น
วิธีแก้ไขระยะยาวก็คือรัฐบาลต้องเพิ่มหน่วยงานอื่นซึ่งมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายขึ้นมาสอดส่องดูแล เพื่อให้แน่ใจได้ว่ามีการนำพระราชบัญญัติคณะสงฆ์อันรวมถึงกฎกระทรวง ระเบียบ คำสั่งและ ประกาศว่าด้วยคณะสงฆ์ไปใช้ปฏิบัติได้จริง เพราะทุกวันนี้ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขาดประสิทธิภาพในการดูแลอย่างทั่วถึงจึงทำให้มีคดีความปรากฎมากมายเป็นประวัติการณ์
๓.หากจะมีการแก้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ในเชิงโครงสร้างการบริหาร ควรเพิ่มคณะทำงานเข้ามาเสริม เพื่อช่วยเหลือมหาเถรสมาคมที่มีอยู่แล้ว เรียกว่า "อนุกรรมการมหาเถรสมาคม" ซึ่งน่าจะมีระบุไว้ใน มาตราใดมาตราหนึ่งของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ อนุกรรมการมหาเถรสมาคมจะประกอบไป ด้วยพระเถระทั้งจาก คณะสงฆ์ธรรมยุตและมหานิกายและนักวิชาการที่มีความรอบรู้ในเรื่องบริหารจัดการมาเป็นคณะทำงาน โดยคณะอนุกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ระดมสมองเพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการบริหารคณะสงฆ์ทุกๆ ๓-๕ ปีและติดตามการนำพระราชบัญญัติคณะสงฆ์พระราชบัญญัติอื่นๆ, กฎกระทรวง, ระเบียบ, คำสั่งและ ประกาศต่างๆ ของมหาเถรสมาคมไปใช้ในทางปฏิบัติ
ทั้งนี้เนื่องจากกรรมการมหาเถรสมาคมมักเป็นพระสงฆ์รัตตัญญูมีอายุพรรษามากและอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพนับถือของมหาชนหมู่มาก ซึ่งอาจไม่เหมาะที่สังคมจะคาดหวังให้มาเร่งรัดงานที่ต้องการความเร่งด่วนในการจัดการ เพื่อให้พระสงฆ์ที่มีพรรษามากเหล่านี้อยู่ในฐานะเป็นที่เคารพบูชาของมหาชน รัฐบาลจึงน่าจะมอบหมายให้ท่านกำกับดูแลด้านนโยบายอย่างเดียว ฝ่ายว่าอนุกรรมการมหาเถรสมาคมที่จะตั้งขึ้นก็จะทำหน้าที่คอยสนองงาน มหาเถรสมาคมเพื่อให้นโยบายต่างๆ ลงสู่ภาคปฏิบัติได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
๔.คณะสงฆ์ในแต่ละวัดในปัจจุบัน ขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพราะส่วนใหญ่แล้ว พระสงฆ์ ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการระดับต่างๆ มักจะจบการศึกษาชั้นประถม ก่อนจะออกออกบวช แม้จะสำเร็จ การศึกษาสูงกว่านี้ก็ไม่ได้เคยศึกษาด้านการจัดการ เมื่อได้เป็นพระสังฆาธิการ หลายท่านอาจไม่มี ความรู้ในเรื่องบริหารจัดการภายในวัด ไม่รู้วิธีการจัดทำบัญชีภายในวัด
วิธีแก้ไขระยะยาวก็คือรัฐบาลควรจะขยายโรงเรียนพระสังฆาธิการดังที่คณะสงฆ์ธรรมยุตมีอยู่แล้วที่วัดบวรนิเวศวิหารให้ครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยเน้นเปิดอบรมหลักสูตรการบริหารจัดการ การทำบัญชีและการเผยแผ่อย่างเหมาะสมแก่กาลสมัยให้พระสงฆ์สามเณรฝ่ายคามวาสีที่ประสงค์จะเป็นพระสังฆาธิการได้ทราบ ทั้งนี้ เพื่อปรับความรู้พระสงฆ์ที่มีพื้นเพแตกต่างกันให้เหมือนกัน เหมือนการก่อตั้งโรงเรียนนายอำเภอเพื่อผลิตนายอำเภอ พระสงฆ์คามวาสีผู้ที่จะเป็น พระสังฆาธิการ ฝ่ายปกครองควรจะต้องผ่านการฝึกอบรมจากโรงเรียนพระสังฆาธิการเท่านั้น
๕.การที่มีผู้เสนอให้ยุบมหาเถรสมาคมและสมณศักดิ์เพื่อให้คณะสงฆ์อยู่กันเรียบง่ายเหมือนสมัยพุทธ กาลเป็นข้อเสนอที่สุดโต่ง เพราะ ๑.ในสมัยพุทธกาล สังคม ระบบการเมืองเรียบง่ายและไม่สลับซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีและหลากหลายเหมือนสมัยนี้ ๒.ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนมายุอยู่ พระองค์เป็นเจ้าของพระศาสนา ดังนั้น เมื่อทรงรับสั่งอย่างไร พระสงฆ์ก็เชื่อฟังตามนั้น จึงไม่มีความจำ เป็นต้องอาศัยพระราชอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องมาก คณะสงฆ์จึงใช้หลักพระธรรมวินัยอย่างตรงไปตรงมาได้
แต่เมื่อเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว คณะสงฆ์แยกกันอยู่เป็นก๊กเป็นเหล่า ต่างไม่ฟังกันและกัน วัตรปฏิบัติก็ผิดเพี้ยนหรือแตกต่างไปตามท้องถิ่นนิยม คณะสงฆ์หลายๆ คณะผสมกับวัฒนธรรม ท้องถิ่นไปมาก ทำให้ห่างไกลจากพระวินัยมาก การจะดึงให้พระสงฆ์ฝ่าย เถรวาทเหล่านี้มาปฏิบัติ ตามหลักพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสมบัติส่วนกลางที่ตกทอดมาแต่สมัยพุทธกาลจึงกระทำได้ยาก ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมัยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเริ่มบริหารกิจการคณะสงฆ์ในหมู่คณะสงฆ์ธรรมยุตจึงได้ทรงอาศัยอำนาจบ้านเมืองมาช่วยจัดการดูแลให้เป็นระเบียบเพื่อให้พระไตรปิฎกกลับมาเป็นตำราหลักหรือธรรมนูญหลักของคณะสงฆ์เถรวาททุกคณะเช่นเดียวกัน แม้จะมีความขัดแย้งระหว่างพระสงฆ์ส่วนกลางที่ทั้งสองพระองค์ทรง กำกับดูแลกับพระสงฆ์ในต่างจังหวัดบ้างก็ต้องยอม
ยกตัวอย่างสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็เช่น สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชมีผู้ปลอมบวชกันมากผู้คนที่ปลอมบวชไม่ได้ยำเกรงในพระวินัยและไม่เชื่อฟังคณะสงฆ์ที่มีพรรษามากกว่าซึ่งหนักแน่นในหลักพระธรรมวินัยมากกว่า สังฆมณฑลมีปัญหาทั้งวิวาทาธิกรณ์และ อนุวาทาธิกรณ์ กันมาก คณะสงฆ์ข้างฝ่ายภิกษุลัชชีไม่สามารถชำระพระศาสนาได้ จึงจำต้องอาศัยบ้านเมืองมาแก้ความวิปัลลาสคลาดเคลื่อนในสังคมสงฆ์ คราวนั้นพระเจ้าอโศกมหาราชทรงใช้พระบรมราชโองการ จับสึกพระสงฆ์ทั่วชมพูทวีปไม่น้อยกว่า ๖ หมื่นรูป
พระสงฆ์ไทยสมัยนี้ก็เช่นกัน มีการละเมิดพระวินัยกันมาก สงฆ์จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายบ้านเมือง เข้ามาช่วย ตำแหน่งมหาเถรสมาคมก็ดี ยศศักดิ์ก็ดี พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ก็ดีไม่ได้เลวร้ายโดยตัวมันเอง ถ้ากฎระเบียบไม่ดี แต่ผู้บริหารดี รัฐบาลควรแก้ที่กฎระเบียบ ถ้าผู้บริหารไม่ดี กฎระเบียบดี ก็ควรแก้ที่ผู้บริหาร เรื่องสมณศักดิ์ก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งวิ่งเต้นซื้อขายสมณศักดิ์ แต่ก็มีพระสงฆ์อีกจำนวนมากไม่ได้ทำเช่นนั้น จึงไม่ควรสรุปแบบเหมารวม สมณศักดิ์ก็คือยศตำแหน่ง ซึ่งหากใช้ให้เกิดประโยชน์และตั้งบุคคลที่มีความสามารถก็สามารถทำให้คณะสงฆ์มีการสั่งการอย่างมีประสิทธิ ภาพและมีคนรับผิดชอบในหน้าที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
๖.เมื่อมีการโจทด้วยครุกาบัติ กล่าวคืออาบัติปาราชิกและสังฆาทิเสส สงฆ์ต้องรีบทำให้กระจ่างโดยปราศจากข้อสงสัยหรือข้อรังเกียจเพราะการโจทกันเช่นนี้เป็นอนุวาทาธิกรณ์ การโจทกันกระทำได้ ๒ ทางคือกายประโยคและวจีประโยค เมื่อมีการโจทกัน มหาเถรสมาคมหรือพระสังฆาธิการ ที่เกี่ยวข้องควรต้องรีบแต่งตั้งคณะพระวินัยธรเพื่อพิจารณาไต่สวนและลงมติเพราะพระที่ต้องครุกาบัติ จะประกอบสังฆ กรรมร่วมกับภิกษุรูปอื่นไม่ได้ แม้จะร่วมสังฆกรรมโดยเฉพาะ อุโบสถกรรมและ ปวารณากรรม พระสงฆ์อื่นๆ ก็อาจรังเกียจได้
เมื่อพระประมุขสงฆ์ทรงใช้วิธีชำระอธิกรณ์ข้อตัสสปาปิยสิกากรรม กล่าวคือ ชี้ว่าผิดตามหลักพระวินัย เพราะข้อมูลประจักษ์ชัด คณะสงฆ์ซึ่งเป็นพระสังฆาธิการต้องรีบปฏิบัติงานและฝ่ายบ้านเมืองก็ต้องรีบติดตามผล เพราะว่ากาลภายหลังเมื่อมีการพลิกคดีในทางไม่ชอบ พระผู้โจทซึ่งแม้จะมีหลัก ฐานจริงอาจถูกแกล้งโจทกลับคืนด้วยอาบัติสังฆาทิเสสในภายหลัง โดยข้อหาว่าโจทโดยไม่มีมูลได้ (ดูรายละเอียดใน วิ.มหา.๑/๕๕๒-๕๖๓/๓๗๗-๓๘๕) ต้องไม่ลืมว่าพระพุทธเจ้าตรัสสอนให้เหล่าสาวกยึดหลักพระธรรมวินัยแทนพระองค์และพระธรรมวินัยมีมาก่อนกฎหมายบ้านเมือง หลัก พระธรรมวินัยจึงสำคัญมากกว่า
๗.เมื่อมีการโจทพระสงฆ์ด้วยครุกาบัติ รัฐบาลควรเร่งให้คณะสงฆ์รีบตั้งคณะพระวินัยธรขึ้นพิจารณา ไม่เช่นนั้น จะเท่ากับร่วมกันปกปิดอาบัติชั่วหยาบของเพื่อนพระภิกษุด้วยกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงปรับ อาบัติปาจิตติย์ สิกขาบทที่ ๔ แห่งสัปปาณวรรคที่ ๗ (โย ปน ภิกฺขุ ภิกฺขุสฺส ชานํ ทุฏฺฐุลฺลํ อาปตฺตึ ปฏิจฺฉาเทยฺย ปาจิตฺติยํ [วิ.มหา.๒/๖๔๔/๔๑๙]) การช่วยเหลือหรือช่วยปกปิด อาบัติพระสงฆ์ ที่ต้องครุกาบัติเป็นสิ่งไม่ควร แม้ปาจิตตีย์จะเป็นอาบัติเบา ทว่าถ้าปกปิดกันไปหลายเพลาราตรี ภิกษุที่ปกปิดหรือไม่ยอมแจ้งให้รีบดำเนินการก็เข้าข่ายเป็นอลัชชีเช่นเดียวกัน
๘.โดยทั่วไป เมื่อมีการเถียงกันในประเด็นธรรมวินัยที่เรียกว่า วิวาทาธิกรณ์ในหมู่พระ ที่พิจารณา อธิกรณ์และมีความเห็นแตกต่างกัน คณะสงฆ์ใช้หลักเยภุยยสิกา หมายความว่า 'ฟังเสียงข้างมาก' แต่ 'เสียงข้างมาก' ในที่นี้ ตามหลักพระวินัยแล้ว ต้องเป็นเสียงของพระที่มั่นคงในหลักพระธรรมวินัยเท่านั้น ซึ่งพระไตรปิฎกอธิบายไว้ว่าเป็น 'พหุสูต, ชำนาญในอาคม (พระสูตรในนิกายต่างๆ), เป็นธรรมธร, วินัยธร, มาติกาธร, เป็นบัณฑิต, ฉลาด, มีปัญญา, เป็นภิกษุลัชชี, มีความรังเกียจใน บาปแม้จะ เล็กน้อยและผู้ใคร่ในอธิสิกขา' (พหุสฺสุโต อาคตาคโม ธมฺมธโร วินยธโร มาติกาธโร ปณฺฑิโต วิยตฺโต เมธาวี ลชฺชี กุกฺกุจฺจโก สิกฺขากาโม เช่นใน วิ.จุลฺล ๖/๖๘๑/๑๕๙) นอกจากนั้น พระพุทธเจ้า ยังตรัสไว้ในสมถขันธกะ (วิ.จุลฺล.๖/๖๘๐/๓๕๗) ว่าพระเหล่านี้ต้องงดเว้นจากอคติ ๔ ประการ กล่าวคือฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคติและจะต้องรู้ว่าจับไปแล้วเกิดผลอะไรด้วย ดังนั้น การตั้งคณะกรรมการวินัยธรขึ้นเพื่อใช้หลักเยภุยยสิกา จึงต้องได้พระสงฆ์ ที่เป็นกลางอย่างแท้จริงเพื่อปฏิบัติให้สอดคล้องตามหลักพระธรรมวินัย
๙.ในเรื่องความโปร่งใสในด้านการใช้เงินของวัดและของส่วนตัวของพระสงฆ์ นักวิชาการหลายท่านเห็นพ้องต้องกันว่าน่าจะมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ คณะสงฆ์ใน วัดต่างๆ ได้ทำธุรกรรมการเงินโดยมีไวยาวัจกรดำเนิน การเพื่อให้สอด คล้องด้วยหลัก พระธรรมวินัย มากขึ้น พร้อมกันนั้น ก็เป็นโอกาสดีที่พนักงานธนาคารดัง กล่าวจะแนะนำไวยาวัจกรวัดต่างๆ ให้รู้จักทำบัญชีเพื่อกันครหาทุติยปาราชิกให้พระสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย
นอกจากนั้น ดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ ที่พึงมีจากธนาคารก็ยังสามารถนำไป สนับสนุนในการให้ทุนการศึกษา เพื่อสร้างนักวิชาการชาวพุทธที่สามารถทำงานได้ระดับชาติและระดับนานาชาติเพื่อสอดรับกับสังคมยุค AEC ได้ด้วย การที่ธนาคารศาสนาอื่นบางศาสนาต้องล้มเหลวมีหนี้เสียมาก ก็ไม่ได้แปลว่าการจัดการ ธนาคารพระพุทธศาสนาจะล้มเหลวตามไปด้วย การบริหารธนาคารพระพุทธศาสนา จะสำเร็จหรือ ไม่สำเร็จขึ้นกับการสรรหาวิธีบริหารจัดการที่เหมาะซึ่งเชื่อว่าในหมู่ชาวพุทธเองก็มีนักธนาคารที่มีความรู้และประสบการณ์มากพอที่จะวางระบบธรรมาภิบาลให้ได้
ท้ายที่สุด นายปฐมพงษ์สรุปว่า ข้อเสนอต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงความคิดเห็นร่วม ส่วนตัวของนักวิชาการที่ร่วมสัมมนาเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะทำหรือไม่ทำก็ได้ อย่างไรก็ดีข้อสำคัญที่จะลืมมิได้เลยก็คือการเสนอแนวคิดในการปฏิรูปคณะสงฆ์ของคณะกรรมการปฏิรูปใดๆ ก็ตามของรัฐบาลสมควรต้องมีพระสงฆ์รัตตัญญูผู้รอบรู้พระไตรปิฎกมาเป็นผู้ให้ข้อมูลหรือกลั่นกรองข้อมูลก่อนจะนำไปใช้ด้วย และก็ควรจะมีนักวิชาการที่ชำนาญในพระไตรปิฎกเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย ไม่ใช่เชิญเฉพาะแต่นักกิจกรรมการสังคมหรือนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย การให้ฆราวาสคิดปฏิรูปแล้วเสนอเพื่อให้คณะสงฆ์ปฏิบัติตามโดยคณะสงฆ์ไม่มีส่วนร่วมเป็นการขาดสังฆคารวธรรมซึ่งรัฐบาลควรตระหนักในเรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากวงประชุมสัมมนาที่เสนอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมการมหาเถรสมาคมนั้นก็สอดคล้องกับแนวความคิดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่เคยไว้ก่อนหน้านี้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการมหาเถรสมาคมเพิ่ม



