พระเครื่อง

วันมาฆบูชาวันประกาศหลักการความเป็นชาวพุทธ

วันมาฆบูชาวันประกาศหลักการความเป็นชาวพุทธ

04 มี.ค. 2558

วันมาฆบูชาวันประกาศหลักการความเป็นชาวพุทธ : สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาโท สันติศึกษา มจร รายงาน

             วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง เพราะเห็นว่าป็นวันอัศจรรย์มีองค์ประกอบ 4 ประการคือ 1 . พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

             2. พระสาวกเหล่านี้ ล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าทรงประทานอุปสมบทด้วยพระองค์เอง 

             3.พระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6 ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุ อาสวักขยญาณ คือญาณหยั่งรู้ธรรมที่เป็นที่สิ้นแห่งอาสวะหรือกิเลสทั้งหลาย

             และ 4. วันนั้นเป็นวันเพ็ญ เดือนมาฆะ พระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์ ซึ่งเป็นเวลาที่ดีที่สุดคือ เป็นเวลากลางคืน อากาศไม่ร้อน ท้องฟ้าแจ่มใส ... เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสาม (มาฆปุรณมี) หรือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ในปีอธิกมาส

             พระพุทธเจ้าทรงเห็นอัศจรรย์นี้จึงถือโอกาสความแสดงโอวาทปาติโมกข์ที่วัดเวฬุวันหรือป่าไผ่ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ประเทศอิเดีย ที่พระเจ้าพิมพิสารถวายและถือเป็นวัดแห่งแรกในพุทธศาสนา

             เนื้อหาของโอวาทปาติโมกข์เต็มๆนั้นประกอบด้วย

การไม่ทำบาปทั้งปวง
การทำกุศลให้ถึงพร้อม
การทำจิตใจให้บริสุทธิ์

ความอดทนอดกลั้น เมื่อประสบกับสิ่งที่ไม่ชอบใจ
การมุ่งให้ถึงพระนิพพานเป็นเป้าหมายหลักของผู้ออกบวช มิใช่สิ่งอื่นนอกจากพระนิพพาน
พระภิกษุและบรรพชิตไม่พึงทำผู้อื่นให้ลำบากด้วยการทำความทุกข์กายหรือทุกข์ทางใจไม่ ว่าจะในกรณีใดๆ
พระภิกษุตลอดจนบรรพชิตต้องขอแก่ทายกด้วยอาการที่ไม่เบียดเบียน คือการไม่เอ่ยปากเซ้าซี้ขอ และไม่ใช้ปัจจัยสี่อย่างฟุ่มเฟือย

การไม่กล่าวร้าย
การไม่ทำร้าย
ความสำรวมในปาติโมกข์  คือรักษาความประพฤติให้น่าเลื่อมใส
ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร คือเสพปัจจัยสี่อย่างรู้ประมาณพอเพียง
ที่นั่งนอนอันสงัด คือสันโดษไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ
ความเพียรในอธิจิต คือพัฒนาจิตใจเสมอมิใช่ว่าเอาแต่สอน แต่ตนเองไม่กระทำตามที่สอน

             จะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าได้ประกาศกระบวนทัศน์ทั้งหลักการ 3 อุดมการณ์ 4 วิธีการ 6  เป็นแนวทางให้ชาวพุทธได้ประพฤติปฏิบัติได้ครบถ้วนทุกกระบวนการ

             ประเด็นก็มีอยู่ว่า หากชาวพุทธบกพร่องในหลักการ 3 อุดมการณ์ 4 วิธีการ 6  ข้อใดข้อหนึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคข้อมูลข่าวสารมีการวิพากษ์วิจารณ์กล่าวร้ายกันเป็นนิตย์เช่นนี้จะถือว่าเป็นชาวพุทธที่ดีหรือไม่ หรือว่าเป็นชาวพุทธหรือไม่ ครูบาอาจารย์ก็บอกว่าหากชาวพุทธมีการกล่าวร้ายหรือทำร้ายบุคคลอื่นเป็นต้นจะไม่ถือว่าเป็นชาวพุทธ ดังนั้นนี้คือเครื่องมีที่จะพิสูจน์หรือตัวชี้วัดความเป็นชาวพุทธไม่ใช่ดูที่ทะเบียนบ้าน

             และเนื้อหาของโอวาทปาติโมกข์ทั้งหลักการ 3 อุดมการณ์ 4 วิธีการ 6 นี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ซึ่งเป็นยุทธวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งสามารถใช้สร้างความปรองดองสามัคคีในสังคมได้ หากศึกษาความสัมพันธ์ของพระพุทธเจ้ากับคนต่างความเห็นหรือต่างลัทธิแล้วพระองค์จะตั้งอยู่ในโอวาทปาติโมกข์อย่างครบถ้วน แล้วผู้ที่ประกาศว่าจะเป็นสาวกของพระองค์จะเดินตามแนวทางนี้หรือ

             พระมหาประกาศติ อาจารปาลี(แก้วกองเกตุ) ขณะเป็นนิสิตปริญญาเอก มจร  ได้เขียนบทความเรื่อง"การสร้างความปรองดองระหว่างศาสนา" เผยแพร่ทางหนังสือ"พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ" ในงานประชุมวิชาการทางพระพุทธศาสนานานาชาติครั้งที่ 8 เนื่องวันวิสาขบูชา วันสำคัญสาลกของโลกระหว่างวันที่ 12-14 พ.ค.2554 ที่ประเทศไทย ได้สรุปเป็นแนวทางไว้คือ

             1.การแวะเวียนไปสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็น 2.ไม่วิจารณ์เจ้าลัทธิอื่นแต่จะมุ่งไปที่การสอนธรรม 3.การไม่ผูกขาดความดีและการเข้าถึงความจริง  4.การให้เสรีภาพทางปัญญาไม่บีบบังคับให้ศรัทธา 5.มีความใจกว้างต่อผู้นับถือศาสนาอื่น 6.การร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมในประเด็นที่เห็นร่วมกัน 7.เมื่อเกิดความขัดแย้งต้องแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

             โอวาทปาติโมกข์จึงนับเป็นยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทย แต่อันดับแรกจะต้องมี 3 ปรับคือ 1.ปรับความเข้าใจ  2.ปรับท่าทีมีความอ่อนน้อมถ่อมตน 3.ปรับอารมณ์  หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการ 4 เปลี่ยนคือ 1.จากสังคมเกลียดชังสู่สังคมอุดมรัก 2.จากสังคมแย่งชิงเป็นสังคมแบ่งปัน 3.จากกติกูเป็นกติการ่วมที่เป็นธรรม และ 4.จากความคิดที่คับแคบเป็นความคิดที่แยบยล  โดยมีการสังเคราะห์มาจากมรรค 8 และสาราณียธรรม 6 นั้นเอง

 

 

"}])