
๓สงัดต้อนรับวันมาฆบูชาปัญญาอันทำจิตให้บริสุทธิ์
๓สงัดต้อนรับวันมาฆบูชาปัญญาอันทำจิตให้บริสุทธิ์ : วิปัสสนาบนหน้าข่าว โดยพิสุทธิ์ เกรียงบูรพา เรื่อง ศูนย์ภาพเนชั่น ภาพ
อ้างถึง พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส เล่ม ๕ ภาค ๒ - หน้าที่ ๘๙
บทว่า เอตทริยานมุตฺตมัง การประพฤติวิเวกนี้เป็นกิจอันสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลาย
คือ วิเวกจริยา (การประพฤติวิเวก) นี้เป็นกิจสูงสุดของพระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เพราะฉะนั้นพึงศึกษาวิเวกเท่านั้น.
บทว่า เตน เสฏฺโฐ น มญฺเยถ ความว่า มุนีไม่ควรสำคัญตนว่า เราเป็นผู้ประเสริฐด้วยวิเวกนั้น. (ไม่ควรผูกพันอยู่กับวิเวกนั้น.)
บทว่า ปวิเวกกถัง ได้แก่ กถาเกี่ยวกับความสงัด. จริงอยู่ความสงัดมี ๓ อย่าง คือ สงัดกาย,สงัดจิต, สงัดจากอุปธิ (กิเลส)
ในความสงัด ๓ อย่างนั้น รูปหนึ่งเดิน รูปหนึ่งยืน รูปหนึ่งนั่ง รูปหนึ่งนอน รูปหนึ่งเข้าไปบิณฑบาต รูปหนึ่งก้าวไป รูปหนึ่งเดินจงกรม รูปหนึ่งเที่ยวไป รูปหนึ่งอยู่ นี้ชื่อว่า กายปวิเวก (สงัดกาย)
สมาบัติ ๘ ชื่อว่า จิตตปวิเวก (สงัดจิต)
นิพพาน ชื่อว่า อุปธิปวิเวก (สงัดจากกิเลส)
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ...
๑. “กายปวิเวก” ของผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด
๒. “จิตตปวิเวก” ของผู้ยินดีในเนกขัมมะ (ออกจากกาม) แล้ว
๓. “อุปธิปวิเวก” ของบุคคลผู้ไม่มีอุปธิ ผู้มีจิตบริสุทธิ์ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง ถึงนิพพานแล้วดังนี้.
มาฆบูชา ... เวียนมาบรรจบอีกครั้งทั้งที ปีนี้เรามาต้อนรับวันมงคลนี้ ด้วยการทำ ความสงัด ๓ เพื่อให้สอดรับกับ โอวาทปาติโมกข์ ๓ กันเถิดนะครับ
กว่า ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว พระพุทธองค์ทรงประกาศพุทโธบายต่อหน้าพระสงฆ์ผู้เป็นอรหันตสาวก ด้วยหัวใจธรรม ๓ ประการนี้ คือ
๑.ละชั่ว (มีศีลเป็นปกติ)
๒.ทำดี (ทำสมาธิ จิตภาวนา ตั้งใจมั่น มีพลังจิตตานุภาพ)
๓.ทำจิตเกลี้ยงขาวรอบ (ปัญญาอันทำจิตให้บริสุทธิ์ เกลี้ยงเกลาจากกิเลสทั้งปวง)
ผมเพิ่งเข้าใจไม่นานนี้เองครับ... การที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านโปรดปรานการธุดงค์ (หมายถึง ธุดงค์จริงๆ นะครับ มิใช่ ธุดงค์โชว์โผล่กลางกรุงฯ) หรือปลีกวิเวก ก็เพื่อเป็นการขัดเกลากิเลส ให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยถ่ายเดียว “วิเวก” จึงเป็นกิจสูงสุดของพระอริยเจ้า ดังที่ พระสุตตันตปิฎก ข้างต้นกล่าวไว้ และการจะเข้าสู่วิเวกได้ ก็ด้วย การทำความสงัดทั้ง ๓ คือ ทั้ง สงัดกาย สงัดจิต และ สงัดจากกิเลส (คือดับกิเลส) นั่นเอง
สมัยบวชเป็นพระ ผมเลือกที่จะอยู่จำกุฏิวิเวกบนดอย ปลีกวิเวกองค์เดียวลำพังกลางป่าจริงๆ แม้ไฟฟ้าก็ไม่มีใช้บนนั้น นี้คือ “กายปวิเวก” (๑) เพื่อตัดขาดการปฏิสัมพันธ์กับพระเพื่อน ญาติโยม ผู้คน เครื่องอำนวยความสะดวก ที่อาจจะเป็นเครื่องรบกวน หรือสร้างกิเลสสำหรับพระบวชใหม่ แต่บางครั้ง การแยกขาด ออกจากหมู่แล้ว แต่ สังขาร ยังปรุงแต่งจิต เผลอคิดเรื่องความสุข รสชาติอาหาร หรือเรื่องกาม แม้จะเป็นการนึกคิดในใจ ก็ถือว่า วิเวกเพียงกาย แต่จิตยังไม่วิเวก
พระอาจารย์ของผม ท่านจึงแนะให้พระนวกะ เร่งปรารภความเพียร ทำจิตภาวนา เพื่อให้เห็นโทษแห่งกาม และออกจากกาม (เนกขัมมะ) ให้จงได้ เช่นนี้จึงเป็น “จิตปวิเวก” (๒) หรือ วิเวกที่ ๒
อย่างไรก็ดี แม้ภิกษุใด จะฝึกกายและจิตจนชำนาญใน ๒ วิเวกนี้แล้วก็ตาม แต่ใช่ว่าจะบรรลุนิพพาน ถึงที่สุดแห่งทุกข์กันได้ เพราะ... แม้ความสุขอันประณีตในสมาบัติ ก็อาจกลายเป็นกับดักที่พระหลายองค์ ไม่อาจก้าวข้ามพ้นไปได้ เพราะสุขชนิดนี้ เป็นสุขอันมหาศาล ยิ่งใหญ่มากกว่าสุขที่สัมผัสได้ด้วยกายหยาบหลายร้อยหลายพันเท่า พระพุทธองค์ จึงทรงบัญญัติ วิเวกที่ ๓ เอาไว้ อย่างรอบคอบที่สุด
“อุปธิปวิเวก” (๓) ... วิเวกชนิดนี้ ชนิดเดียวเท่านั้น ที่จะทำให้ “สมมุติสงฆ์” หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง กลายเป็น “พระอริยเจ้า” เพราะเป็นจิตตวิเวกที่หลุดพ้นมาเสียจากกิเลส โดยการนำพากำลังจิตตานุภาพที่ได้จากการทำจิตภาวนา จนเห็นสัจธรรม (ไตรลักษณ์) คือ เห็น "อนิจจัง” ความไม่เที่ยง แม้แต่สุขในสมาบัติ ก็ยังเกิด-ดับ เห็น “ทุกขัง” และเหตุแห่งการเกิดทุกข์ ที่ตั้งกองอยู่ต่อหน้า อย่าได้เผลอไปเกาะเกี่ยว เอากับมันเข้าล่ะ และเห็น “อนัตตา” ความที่กองธาตุทั้งหลายที่แปรเปลี่ยนอยู่ในตัวเราไม่มีส่วนใหนที่จะเรียกว่า 'ตน' มัน ไม่ใช่กู-ของกู ไม่ได้มีอยู่อย่างเป็นสัจนิรันดร์สักอย่าง (เปรียบเหมือนคนยืนหน้ากระจก เงาสะท้อน ก็เป็นมายา แม้ตัวคนที่ยืนอยู่นั้น ก็เป็นเพียงกองธาตุที่มารวมตัวกัน มีส่วนไหนบ้างที่เป็นของเราอย่างแท้จริง)
อุปธิปวิเวก นี้เอง เป็นหลักสำคัญ ที่ใครได้สัมผัสแม้เพียงครั้งคราว ท่านพุทธทาส เรียกว่า นิพพานชิมลอง ใครทำได้มาก จะเห็นสภาวะของกายและจิตที่เป็นคนละส่วนกัน แม้จิตเอง มันก็อยู่อย่างนั้นของมันเฉยๆ แล้วจิตก็ไม่ใช่ของเรา เมื่อปราศจากความคิดปรุงแต่ง สมมติที่จะนิยามมันว่าเป็นอะไร ก็หมดไป มันก็เป็นเพียงอะไรบางอย่างที่อาศัยอยู่ในกาย ทำให้เห็นอนัตตาชัดขึ้น กิเลสก็ไม่สามารถจับจิตได้ กิเลสก็ไม่สามารถย้อมจิตได้อีก จิตก็หมดความอยาก ก็จะละวางกิเลสได้เองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องฝืน ตรงนี้เองที่จิตได้วิวัฒน์ ถ้าเรียกตามสมมติก็คือ สามารถวิวัฒน์ “จิต” จากปุถุชน กลายเป็นอริยบุคคลได้ อาทิเช่น พระโสดาบันฯ เป็นเบื้องต้น ไปจนกระทั่ง ดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นอรหัตผล กันเลย
นโยบาย ๓ ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ กับเทคนิกการสงัด วิเวก ๓ นี้ มีความสำคัญต่อการบรรลุธรรมจริงๆ นะครับ โปรดอย่าได้มองข้ามเป็นอันขาด



