
พุทธอิสระร้องผู้ตรวจการฯสอบอสส.ถอนฟ้องคดีธัมมชโย
26 ก.พ. 2558
"หลวงปู่พุทธอิสระ" ร้อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน สอบ อัยการสูงสุด หลังถอนฟ้องคดี "ธัมมชโย" ปี49
วันที่ 26 ก.พ.58 เมื่อเวลา 13.00 น. ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พระพุทธอิสระ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผ่านนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบกรณีอัยการมีคำสั่งถอนฟ้องคดีพระธัมมชโย เมื่อปี พ.ศ2549 โดยพระพุทธอิสระ กล่าวว่า คดีดังกล่าวพนักงานอัยการชุดแรกได้มีคำสั่งฟ้องพระธัมมชโยในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังเอาทรัพย์สินไปเป็นของตนโดยทุจริต แต่เมื่อศาลจะมีคำพิพากษาพระธัมมชโยได้มีการโอนทรัพย์สินทั้งหมดคืนให้กับวัดพระธรรมกาย ซึ่งขณะนั้นก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุดในขณะนั้น กลับมีคำสั่งให้พนักงานถอนฟ้องคดีดังกล่าว แต่พนักงานอัยการไม่ยอมถอนฟ้อง นายพชร จึงสั่งเปลี่ยนตัวพนักงานอัยการและให้พนักงานอัยการชุดใหม่ดำเนินการถอนฟ้องคดีดังกล่าวโดยอ้างว่าพระธัมมชโยได้ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชแล้ว จึงอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้อำนาจในการเรียกสำนวนหลักฐานมาพิจารณาว่า การมีคำสั่งฟ้องของอัยการชุดแรกมีเหตุผลอย่างไร และการถอนฟ้องในอัยการชุดที่สองมีเหตุผลอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากในการพิจารณาของมหาเถรสมาคม (มส.)อ้างเหตุที่ไม่ดำเนินการกับพระธัมมชโยก็เพราะอัยการมีคำสั่งถอนฟ้อง โดยอยากให้ผู้ตรวจการแผ่นดินรีบดำเนินการ
พระพุทธอิสระ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้จะไปแจ้งความที่กองปราบปราม เพราะในเมื่อขณะนี้ มส.ถือกฎหมายใหญ่กว่าพระธรรมวินัย ทั้งที่ในความจริงพระธรรมวินัยใหญ่ยิ่งกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ แต่รัฐธรรมนูญมนุษย์ซึ่งเป็นผู้มีกิเลสตัณหา เป็นคนบัญญัติ และในวันพรุ่งนี้ก็จะติดตามการประชุม มส. ต่อกรณีดังกล่าว ถ้าหากที่ประชุม มส. เอาพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ พระธัมมชโยผิด พุทธอิสระก็จะจบแค่นี้ แต่ถ้าเอาธรรมกายเป็นใหญ่ก็จะเป็นหนังเรื่องยาวเป็นมหากาพย์ คงจะได้มีการจัดสังฆทานชุดใหญ่ให้ มส. พุทธอิสระจะไปเยี่ยมทุกวัน แต่ถ้าการประชุม มส. ไมมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้า ก็ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่เพิกเฉยไม่ปฏิบัติ เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
“ที่ผ่านมา มส.ไม่เคยทำอะไรที่โปร่งใส อย่างกรณีเจ้าคุณเสนาะ สตง.ชี้มูลว่ามีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ 67 ล้านบาท มีการเอาผิดในทางกฎหมายแต่ในทางพระธรรมวินัยต้องถือว่าปาราชิก แต่ มส. ก็กลับทำแค่ปรับลดตำแหน่งจนทุกวันนี้นายเสนาะก็ยังเป็นพระ ดังนั้นที่มาวันนี้จึงอยากทำให้เห็นว่าวงการสงฆ์ต้องยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นใหญ่ เมื่อมีพระลิขิตแล้วว่าพระธัมมชโยเป็นปาราชิก มส. ต้องดำเนินการไม่ใช่มาอ้างว่ายึดคำสั่งอัยการเป็นใหญ่"พระพุทธอิสระ กล่าว
แจ้งกองปราบฟ้อง2พระเถระ-โฆษกพศ.
เมื่อเวลา 14.00 น. พระพุทธอิสระ ทางเข้าพบ ร.ต.ท.ปรีชา ศรีอุดม พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พระพรหมโมลี(สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระพรหมเมธี(จำนง ธัมมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม และนายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในความผิดฐาน ใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือแตกแยก ตาม พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 44(ตรี) และ เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา พระพรหมเมธีและนายสมชาย แถลงข่าวว่า ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติว่า ธัมมชโย ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ก่อนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจะออกมาแถลงว่า มหาเถรสมาคมไม่เคยมีการลงมติว่า ธัมมชโย ไม่ต้องปาราชิก โดยนำเอกสาร และเทปเสียง มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบ
พระพุทธอิสระ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นฉันจึงได้ไปสอบถามพระพรหมโมลี ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ก็ให้คำตอบยืนยันว่ามีการลงมติไปแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งฉันมีหลักฐานทั้งเอกสาร ทั้งเทปเสียง แต่เมื่อมหาเถรสมาคมมากลับลำว่าไม่ได้ลงมติ งานนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งก็คือคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์และมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าลงมติไปแล้ว และคนที่คุยกับฉันคือ พระพรหมโมลี ที่ยืนยันกับฉันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามีการลงมติไปแล้ว ทั้ง 3 ท่านนี้เป็นบุคคลที่ถือว่าผิดอาญาในฐานะที่ตัวเองเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมาย ตามมาตรา 157 และละเมิดกฎหมายมหาเถรสมาคม พรบ.คณะสงฆ์ ปี2005 ว่าด้วยเรื่องการใส่ร้ายคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม ตนจึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลทั้ง 3 ท่านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมดว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ไม่ใช่เงียบหายไปแล้วก็ทำให้มหาเถรกลายเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม
หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนจะไปยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น ต้องรอดูการประชุมของมหาเถรก่อนว่า ผลการประชุมมหาเถรจะรักษาพระธรรมวินัยหรือจะยึดโยงเอาธรรมกายมารักษา ถ้าเมื่อใดที่มหาเถรรักษาธรรมและวินัยก็คงจบ พุทธะอิสระก็กลับวัดทำศาสนกิจ แต่ถ้าหากมหาเถรรักษาธรรมกายมากกว่าธรรมและวินัยถ้าอย่างนั้นก็จะต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ด้าน ร.ต.ท.ปรีชา กล่าวว่า เบื้องต้นหลังจากรับเรื่องและทำการตรวจสอบแล้วพบว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. รับไปดำเนินการเพื่อทำการสอบปากคำผู้ร้องและตรวจสอบพยานหลักฐาน ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป
เมื่อเวลา 14.00 น. พระพุทธอิสระ ทางเข้าพบ ร.ต.ท.ปรีชา ศรีอุดม พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พระพรหมโมลี(สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระพรหมเมธี(จำนง ธัมมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม และนายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในความผิดฐาน ใส่ความคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่นอันอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือแตกแยก ตาม พรบ.คณะสงฆ์ มาตรา 44(ตรี) และ เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา พระพรหมเมธีและนายสมชาย แถลงข่าวว่า ในที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติว่า ธัมมชโย ไม่ต้องอาบัติปาราชิก ก่อนที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจะออกมาแถลงว่า มหาเถรสมาคมไม่เคยมีการลงมติว่า ธัมมชโย ไม่ต้องปาราชิก โดยนำเอกสาร และเทปเสียง มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบ
พระพุทธอิสระ กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นฉันจึงได้ไปสอบถามพระพรหมโมลี ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม ก็ให้คำตอบยืนยันว่ามีการลงมติไปแล้วเช่นเดียวกัน ซึ่งฉันมีหลักฐานทั้งเอกสาร ทั้งเทปเสียง แต่เมื่อมหาเถรสมาคมมากลับลำว่าไม่ได้ลงมติ งานนี้ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ซึ่งก็คือคนที่ออกมาให้สัมภาษณ์และมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวว่าลงมติไปแล้ว และคนที่คุยกับฉันคือ พระพรหมโมลี ที่ยืนยันกับฉันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่ามีการลงมติไปแล้ว ทั้ง 3 ท่านนี้เป็นบุคคลที่ถือว่าผิดอาญาในฐานะที่ตัวเองเป็นเจ้าพนักงานของรัฐตามกฎหมาย ตามมาตรา 157 และละเมิดกฎหมายมหาเถรสมาคม พรบ.คณะสงฆ์ ปี2005 ว่าด้วยเรื่องการใส่ร้ายคณะสงฆ์และมหาเถรสมาคม ตนจึงมาร้องทุกข์กล่าวโทษกับบุคคลทั้ง 3 ท่านซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหมดว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบหรือออกมาแสดงความรับผิดชอบอะไรบ้าง ไม่ใช่เงียบหายไปแล้วก็ทำให้มหาเถรกลายเป็นที่น่ารังเกียจของสังคม
หลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนจะไปยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติมอีกหรือไม่นั้น ต้องรอดูการประชุมของมหาเถรก่อนว่า ผลการประชุมมหาเถรจะรักษาพระธรรมวินัยหรือจะยึดโยงเอาธรรมกายมารักษา ถ้าเมื่อใดที่มหาเถรรักษาธรรมและวินัยก็คงจบ พุทธะอิสระก็กลับวัดทำศาสนกิจ แต่ถ้าหากมหาเถรรักษาธรรมกายมากกว่าธรรมและวินัยถ้าอย่างนั้นก็จะต้องมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ด้าน ร.ต.ท.ปรีชา กล่าวว่า เบื้องต้นหลังจากรับเรื่องและทำการตรวจสอบแล้วพบว่า เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม จึงส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. รับไปดำเนินการเพื่อทำการสอบปากคำผู้ร้องและตรวจสอบพยานหลักฐาน ก่อนนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไป
"}])



