
ยื่นผู้ตรวจการแล้ว!สอบมส.ปมธัมมชโย
ยื่นผู้ตรวจการแล้ว!สอบมส.ปมธัมมชโย ปปง.-ดีเอสไอเปิดตู้เซฟที่ยึดบ.พันศุภชัย
เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 25 ก.พ.2558 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปปท.) นำโดยนางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานกรรมการ มปปท. พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายมปปท.เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้ตรวจสอบกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)กรณีมีมติไม่เอาผิดพระธัมมชโยโดยนายรักษ์เกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจฯ เป็นผู้รับหนังสือ
นางวิรังรอง กล่าวว่า ตามที่กรรมการมหาเถรสมาคมมีมติไม่เอาผิดพระธัมมชโยในการประชุมมหาเถรสมาคมเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ถือว่ามติดังกล่าวเป็นการขัดต่อพระธรรมวินัยและกฎหมายบ้านเมืองอย่างชัดเจน เนื่องจากโดยพระธรรมวินัยแล้วภิกษุไม่สามารถรับที่ดิน ไร่นา มาเป็นของตนได้ ปรากฎตามพระสุตตันตปิฎก อย่างไรก็ตามขอให้ทางผู้ตรวจฯ ดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่ากรรมาการเถรสมาคมและผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย โดยดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการต่อไป
ด้านนายรักษ์เกชา กล่าวว่า ผู้ตรวจฯ ต้องพิจารณาก่อนว่าเรื่องดังกล่าว อยู่ในอำนาจหน้าที่หรือไม่ หากอยู่ในอำนาจก็จะดำเนินการตามกระบวนการ แต่หากไม่อยู่ในอำนาจก็จะส่งเรื่องไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาต่อไป
หลวงปู่พุทธะอิสระได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวความโดยสรุปว่า จะนำความผิดของมหาเถรสมาคม (ไม่ทั้งหมด) ไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษแก่ตำรวจกองปราบ และร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน
ปปง.-ดีเอสไอเปิดตู้เซฟที่ยึดบ.พัน‘ศุภชัย’
พ.ต.อ.ดุษฎี อายรยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วยนายน พดล อุเทน ผอ.กองคดี 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดตู้เซฟที่อายัดมาจากบริษัท เอส.ดับบลิว.โฮลดิ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ที่เกี่ยวข้องกับคดียักยอกทรัพย์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด ซึ่งปปง.มีคำสั่งอายัดทรัพย์หุ้นในบริษัทดังกล่าวรวมมูลค่ากว่า 1,110 ล้านบาท หลังพบว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์ฯ โอนหุ้นต่อให้กับนายสถาพร วัฒนาศิรินุกุล ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัท ซึ่งดีเอสไอและปปง.เข้าตรวจค้นบริษัทพร้อมอายัดเอกสารสำคัญ และทรัพย์สินบางส่วนไว้ตรวจสอบ รวมถึงตู้เซฟขนาดใหญ่ความสูงประมาณ 2 เมตรที่นำมาเปิดในวันนี้ด้วย
ทั้งนี้ เนื่องจากไม่สามารถติดต่อนายสถาพรได้ทำให้ปปง.ต้องประสานผู้เชี่ยวชาญมาเปิดตู้เซฟเพื่อตรวจสอบหาทรัพย์สิน โดยใช้เวลานานเกือบ 1 ชั่วโมงจึงเปิดตู้เซฟได้สำเร็จ พบว่าภายในตู้เซฟมีทั้งเอกสารโฉนดที่ดิน สมุดบัญชีเงินฝาก พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง อาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน และลูกแก้วสัญลักษณ์วัดพระธรรมกาย เบื้องต้นพบว่าพระเครื่องเป็นพระสมเด็จวัดปากน้ำ รุ่นที่สร้างโดยวัดพระธรรมกายหลายองค์บรรจุอยู่ในกล่องใส่พระเครื่อง โดยเจ้าหน้าที่จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำการตรวจเก็บดีเอ็นและลายพิมพ์นิ้วมือของกลางทุกชิ้นบันทึกไว้เป็นหลักฐานส่งมอบให้ปปง.ไปดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ด้านพ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ในตู้เซฟมีหลักฐานเชื่อมโยงกับคดียักยอกทรัพย์ฯสหกรณ์ รวมถึงอาวุธปืน 5กระบอก ที่ต้องนำไปตรวจสอบว่ามีใบอนุญาตหรือไม่ และมีประวัติเคยนำไปก่อเหตุหรือไม่ นอกจากนี้ยังพบเอกสารอ้างใช้ชื่อยศพ.อ.นำหน้าด้วย สำหรับทรัพย์สินที่พบทั้งหมดนิติวิทยาศาสตร์จะเก็บหลักฐานดีเอ็นเอเพื่อทำบันทึกส่งให้ปปง.จัดทำบัญชีและตรวจสอบดำเนินคดี ซึ่งหลักฐานที่พบอาจเชื่อมโยงถึงบุคคลที่ร่วมกระทำผิดรายอื่นเพิ่มเติม นอกจากนี้จะเสนอให้เลขาธิการปปง.แต่งตั้งเจ้าหน้าที่เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอเพื่อดำเนินคดีกับนายสถาพรด้วย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อกับนายสถาพรได้ โดยนายสถาพรมีประวัติเคยบวชเป็นเณรที่วัดพระธรรมกายต่อเนื่องมานานกว่า 20 ปี กระทั่งปี 2554 จึงสึกออกมา ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่านายสถาพรมีความสนิทสนมกับเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายระดับใด
นายนพดล กล่าวว่า ปปง.ตรวจสอบข้อมูลการรายงานธุรกรรมทางการเงินและทรัพย์สินของนายศุภชัยพบว่าเมื่อปี 2553 มีการโอนเงินให้นายสถาพร เป็นเงิน 127 ล้านบาท และระหว่างปี 2554-2555 ได้โอนให้บริษัท เอส.ดับบลิว ฯ เป็นเงิน 124 ล้านบาท สำหรับสมุดบัญชี 3 เล่มที่พบในตู้เซฟ เป็นสมุดบัญชีชื่อนายสถาพร 1 เล่ม อีก 2 เล่มเป็นชื่อบริษัท ก่อนหน้านี้มีเงินหมุนเวียนรวมกว่า 27 ล้านบาท แต่ถูกทยอยถอนออกไปตั้งแต่ปี 2556 ล่าสุดพบว่ามีเงินคงเหลือในบัญชีเพียง 30,000 บาท เท่านั้น
สหกรณ์คลองจั่นฟ้องธรรมกายเรียกเงินคืน933ล้าน
นายเผด็จ มุ่งธัญญา ประธานดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น กว่า 15,000 ล้านบาทว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษติดตามคดีนี้จนพบข้อมูลเชื่อมโยงว่า นายศุภชัยได้นำเงินกว่า 900 ล้านบาทที่ยักยอกมาสั่งจ่ายเป็นเช็คถึงวัดพระธรรมกายและพระธัมมชโย และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัดพระธรรมกาย โดยพบว่ามีการสั่งจ่ายเชคตั้งแต่ปี2552 แบ่งเป็น 2 ส่วน คือสั่งจ่ายให้วัดธรรมกาย รวมจำนวน 814 ล้านบาท และสั่งจ่ายให้พระวัดพระธรรมกายอีกรวม 119 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้สหกรณ์ได้ยื่นฟ้องต่อศาลธัญบุรีเพื่อให้ทั้ง 2 จ่ายเงินคืนสหกรณ์ รวมเป็นเงิน 933 ล้านบาทแล้ว และในกลางเดือนมีนาคมมีการนัดไกล่เกลี่ยว่า
ด้านพระไพศาล วิสาโล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวความ "กรณีธัมมชโย/ธรรมกาย เป็นปัญหาที่ร้ายแรงในตัวมันเอง ขณะเดียวกันก็เป็นภาพสะท้อนปัญหาที่ร้ายแรงยิ่งกว่าของวงการพุทธศาสนาไทย
ประการแรกกรณีดังกล่าวไม่เพียงชวนตั้งคำถามกับคุณธรรมและวิจารณญาณของกรรมการมหาเถรสมาคมเป็นรายบุคคลเท่านั้น หากยังบ่งชี้ถึงข้อบกพร่องของระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่คนเพียง 20 คน โดยไม่มีกลไกการตรวจสอบภายใน ไม่ต้องรับผิด(accountability)กับผู้ใด อีกทั้งขาดความโปร่งใส จึงเปิดโอกาสให้มีการวิ่งเต้นใช้เส้นสายหรือผลประโยชน์เพื่อชักจูงโน้มน้าวกรรมการมหาเถรสมาคม นำไปสู่การละเลย ไม่ใส่ใจ ต่อการประพฤติผิดพระธรรมวินัยของพระที่ร่ำรวยหลายรูป หรือถึงกับสนับสนุน รู้เห็นเป็นใจให้กับพระเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า (รวมทั้งเลื่อนสมณศักดิ์) จนบุคคลอย่างธัมมชโยสามารถแผ่อำนาจและเครือข่ายไปอย่างกว้างขวาง
ประการต่อมา การที่ธัมมชโย/ธรรมกายได้รับความนิยมจากผู้คนอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ สาเหตุสำคัญเป็นเพราะชาวพุทธจำนวนมากมีความเข้าใจน้อยมากในหลักธรรมทางพุทธศาสนา แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐาน เช่น บุญ ก็มีความเห็นที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน เช่น เชื่อว่าบริจาคเงินมากเท่าไรก็ได้บุญมากเท่านั้น หรือทำบุญเพื่อเอา มิใช่ทำบุญเพื่อละ (ยังไม่ต้องพูดถึงหลักธรรมขั้นสูง เช่น นิพพาน) ดังนั้นจึงง่ายที่จะคล้อยตามและหลงใหลศรัทธาในธัมมชโย/ธรรมกาย และพร้อมที่จะปิดหูปิดตาต่อพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลของธัมมชโย/ธรรมกาย กล่าวอีกนัยหนึ่งกรณีดังกล่าวสะท้อนถึงความล้มเหลวในการเผยแผ่ธรรมของชาวพุทธไทย โดยเฉพาะคณะสงฆ์ ซึ่งโยงไปถึงความล้มเหลวของการศึกษาคณะสงฆ์อย่างชัดเจน
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ธัมมชโย/ธรรมกายได้รับความนิยมจากผู้คนโดยเฉพาะคนชั้นกลางก็คือ พฤติกรรมที่ไม่น่าศรัทธาของพระจำนวนมาก ซึ่งไม่เพียงปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาวเป็นประจำ หากยังพบเห็นได้ทั่วไปบนท้องถนน ปรากฏการณ์ดังกล่าวชักนำให้คนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยหันไปศรัทธาชื่นชมพระธรรมกาย ซึ่งดูเรียบร้อยกว่า มีความสงบเสงี่ยมมากกว่า (โดยหาได้ตระหนักไม่ว่าผู้นำสำนักนี้มีพฤติกรรมที่เสียหายแต่แนบเนียนกว่า ร้ายแรงกว่า และส่งผลกระทบกว้างไกลกว่า) คนเหล่านี้จึงไม่เห็นด้วยเลยหากว่ามหาเถรสมาคมจะลงโทษธัมมชโย/ธรรมกาย แต่กลับปล่อยให้พระอลัชชี(กลุ่มอื่น)ลอยนวล
อย่างไรนั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญในที่นี้ ประเด็นที่สำคัญกว่าก็คือคำถามว่าอะไรทำให้พระที่มีพฤติกรรมไม่น่าศรัทธามีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ความไร้ประสิทธิภาพของผู้ปกครองสงฆ์ โดยเฉพาะมหาเถรสมาคมเท่านั้น หากยังอยู่ที่ตัวระบบการปกครองคณะสงฆ์ ที่ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย รวมทั้งการมีพระประพฤติผิดพระธรรมวินัยมากมาย จะว่าไปแล้วการที่ระบบการปกครองคณะสงฆ์เป็นอย่างทุกวันนี้ย่อมทำให้คณะสงฆ์มีผู้ปกครองระดับสูงสุด ที่อ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ และมีข้อกังขาในทางคุณธรรมอย่างหลีกเลียงได้ยาก"
ดีเอสไอยันไม่เรียกพระผู้ใหญ่2รูปนำรถหรูตรวจสภาพ
พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษ แถลงข่าวชี้แจงกรณีที่ปรากฎข่าวว่า มีพระผู้ใหญ่ครอบครองรถหรูหลายคันว่า นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบดีดีเอสไอ สั่งการให้ตนแถลงข่างชี้แจงการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีรถโบราณ 2 อยู่ในความครอบครองของพระผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอจะยังไม่เรียกให้พระผู้ใหญ่ทั้ง 2 รูป นำรถมาให้ทางดีเอสไอตรวจสอบทางกายภาพ จนกว่ากรมศุลกากรจะชี้ขาดการเรียกประเมินภาษีรถจดประกอบล็อตแรกจำนวนกว่า 400 คัน ที่ดีเอสไอส่งไปให้กรมศุลกากรดำเนินการนานแล้ว
‘ไพบูลย์’เห็นด้วย‘วิษณุ’ดูก.ม.-ปมขัดแย้งคณะสงฆ์
นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์ กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฝ่ายกฎหมายระบุปัญหาศาสนจักรและพระธัมมชโยเป็นปัญหาที่คณะสงฆ์จะไปตัดสินกันเองว่า เรื่องนี้คงเป็นหน้าที่ของนายวิษณุและนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนา จะเป็นผู้ดำเนินการเอง ขอยืนยันว่าการทำงานของกรรมการที่ตนเป็นประธานฯเป็นการศึกษาวิเคราะห์ เพื่อปฏิรูปและปกป้องพระศาสนา ไม่มีเจตนาอื่นใด
“ยืนยันว่า คณะกรรมการฯชุดผมจะเดินหน้าศึกษาวิเคราะห์ กรณีบริจาคเงินทุจริตของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ที่ฉ้อโกงเงินประชาชน และนำไปบริจาคให้วัดและพระสงฆ์ ทั้งนี้ยังคาดหวังว่า กรรมการในมส.จะใช้โอกาสนี้ เพื่อวางมาตรการปกป้องพระพุทธศาสนา เพราะเห็นช่องโหว่แล้ว อยากเห็นพระผู้ใหญ่ในมส. จะเป็นผู้นำที่กล้าหาญในการทำบัญชีทรัพย์สินของวัด และของพระเถระประกาศให้สังคมให้รับทราบเพื่อเป็นตัวอย่างกับพระที่อยู่ในปกครอง เพื่อความโปร่งใส และเรียกคืนความเชื่อมั่นศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาว่า พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบได้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าคือ ผู้เป็นพระไม่สะสมทรัพย์สมบัติใด ๆ ก็จะเป็นเรื่องดี” นายไพบูลย์ กล่าว



