พระเครื่อง

ประตูแห่งอิสรภาพ

ประตูแห่งอิสรภาพ

25 ก.พ. 2558

ประตูแห่งอิสรภาพ : บาตรเดียวท่องโลก โดยพระพิทยา ฐานิสฺสโร


              พระจันทน์เต็มดวงปรากฏให้เห็นยามเย็นหกโมงครึ่งในช่วงฤดูหนาวริมแม่น้ำแซน ข้างมหาวิหารน็อทร์-ดาม  ซึ่งเป็นอาสนวิหารประจำอัครมุขมณฑลปารีส ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงปารีส ขณะที่ยืนชื่นชมความงามอย่างสงบโดยมิได้ใส่ใจผู้คนที่เดินผ่านไปมา ชายหนุ่มต่างชาติท่านหนึ่งเดินตรงเข้ามา ถามว่า ท่านพอจะมีเวลาไหม?  เราตอบไปว่า มี ทั้งที่ความตั้งใจแรกที่มาเดินเพื่ออยากพักกาย พักใจจากการพูดคุยสนทนา มาสัมผัสความสงบที่นุ่มลึกในตัวเอง เพราะวันนี้ได้ใช้เวลาเกือบครึ่งวันกับญาติโยมคนไทยที่มาฟังและสนทนาธรรม

              เขาเป็นชาวยิวสอนศาสนาและปรัชญา กำลังศึกษาปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่กรุงปารีส เขาระบายปัญหา ความยากลำบากแห่งชีวิตมากมาย สิ่งหนึ่งที่เป็นทุกข์ที่สุด คือ เรื่องลูกกับแฟนเก่าที่ไม่ได้เจอกันเกือบ ๑๗ ปี ตั้งแต่แฟนแยกทางไปใช้ชีวิตลำพัง เพราะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เขายังชิงชังและไม่พอใจแฟนเก่าที่ไปทำแท้งเมื่อมีลูกคนที่สอง ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ต่างคนต่างอยู่

              แฟนของเขาตัดสินใจเลี้ยงลูกคนแรกด้วยตัวเอง ในช่วงเวลานั้นเป็นวัยรุ่น และเขาเองก็ยังรู้สึกผิดอยู่ลึกๆ ที่ไม่ได้มีส่วนรับผิดชอบและไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง ทำให้ความทุกข์มันอัดอั้นในใจเขาอยู่ตลอดเวลา

              ท่ามกลางความมืดมิดยังมีแสงจันทร์ที่โดดเด่นงดงาม หลายครั้งเรามัวแต่จมความคิดที่ไม่ดี อดีต ความทุกข์ในใจ ฯลฯ เหมือนจมอยู่กับความมืดจึงไม่มีโอกาสได้ชื่นชมความงามของดวงจันทร์ เปรียบดังก้อนเมฆที่มาบดบังดวงจันทร์ แต่มิได้หมายความว่า ไม่มีดวงจันทร์อยู่

              ชีวิตที่กล้ายอมรับความผิดพลาด ความไม่ดี หรือ พลังด้านลบของตัวเอง คือจุดเริ่มต้นของการสลายก้อนเมฆที่มาบดบังดวงจันทร์ แต่ยากยิ่งนักสำหรับคนที่มีอัตตาอย่างเต็มเปี่ยมอาจเกิดจากทรัพย์สิน ฐานะบทบาทสังคม ความรู้ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ฯลฯ จอมปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมาจากการสมมุติทั้งจากตัวเอง ครอบครัวและสังคม ทำให้เราขาดความอ่อนโยน อ่อนน้อมถ่อมตนต่อตัวเอง บุคคลอื่น รวมทั้งสิ่งรอบข้าง นี้เป็นสาเหตุหลักแห่งความทุกข์และถ้าเราไม่กล้าพอที่จะเอาหัวโขนที่ได้รับการสวมใส่ออกจากตัวเอง ก็จะทำให้ความทุกข์หรือรากแห่งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

              นั่นหมายความว่า เราเอง คือผู้สร้างก้อนเมฆจำนวนมากมาย มาบดบังความงดงามของดวงจันทร์ในจิตใจของเรา จากการสะสมความยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวเรา ของของเรา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ การศึกษาที่ต้องแข่งขัน การใช้ชีวิตประจำวันที่ถูกกล่อม บำรุง บำเรอความหลงใหล เพลิดเพลินให้บริโภคให้เสพอยู่ทุกวันไปกับเทคโนโลยี การสื่อสาร การคมนาคมที่ทันสมัย หรือความสะดวกสบายในทุกๆ ด้านแห่งการดำรงชีวิต จนเป็นเหตุให้เรายากยิ่งนักที่จะอยู่กับตัวเอง ต้องมีกิจกรรมมากมายทำอยู่ตลอดเวลา จิตใจเกิดภาวะความเบื่อหน่ายกับความซ้ำซากจำเจได้ง่าย ไม่มีความอดทน ก็ยิ่งต้องมีการประดิษฐ์ ปรุงแต่งในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ยิ่งเพิ่มความมัวเมา ยึดติดให้มากขึ้น 

              ที่สำคัญ เมื่อเราไม่รู้อย่างแท้จริง ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ณ ปัจจุบันขณะ เพราะเราทำหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ต่อให้เราอยู่ข้างหน้า สนทนากับบุคคลหนึ่ง แต่จิตใจเราไม่ได้อยู่กับบุคคลนั้น เราก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง เราจะเริ่มกลายเป็นมนุษย์หุ่นยนต์ที่ไร้ชีวิตชีวา มีความเก่งกาจสามารถรอบด้าน แต่ไร้ซึ่งความสุขภายใน ไม่มีภูมิคุ้มกันภายในจิตใจอย่างน่าเป็นห่วงเพราะอารมณ์หวั่นไหว เปลี่ยนแปลงเร็ว หงุดหงิดง่ายในทุกๆ เรื่อง ไม่อดทนต่อความยากลำบาก ไม่รู้และเห็นคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น  ไม่สามารถมีความสุขเมื่อนั่งนิ่งๆ อยู่ลำพังในความสงบเงียบ

              การเรียนรู้ที่จะมาสัมผัสความเรียบง่ายแห่งชีวิต หยุดความคิด แล้วกลับมาดำรงอยู่ปัจจุบันอย่างแท้จริง มีสติกับกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำอยู่เป็นประจำทุกวัน กลับมาตระหนักรู้ลมหายใจแห่งสติ อยู่เงียบๆ ฟังเสียงภายในตัวเองบ่อย ๆ คือ วิธีการสลายก้อนเมฆแห่งจิตใจ เพื่อที่จะสัมผัสแสงสว่าง ความงดงามของดวงจันทร์

              อดีตได้รับการเยียวยา เมื่อดำรงอยู่ ณ ปัจจุบันอย่างแท้จริง

              ยอมรับความไม่ดีของตน เป็นประตูแห่งอิสรภาพ

"}])